เมื่อชีวิตคือการเดินทาง

มีคนเคยบอกฉันว่าชีวิตคือการเดินทางที่ต้องเรียนรู้อย่างไม่มีวันสิ้นสุด
แต่ละวันเราก้าวไปบนเส้นทางที่เราเลือกจะเดินและเลือกที่จะเป็น
โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่าทางข้างหน้าจะเป็นยังไง
คงไม่มีใครอยากให้มันผิดผลาด
อยากให้หนทางของเรานั้นเป็นไปในแบบที่เราคิด
บางวันเราก้าวเดินอย่างรวดเร็ว เร็วจนแทบจะวิ่งด้วยความมั่นใจ
บางวันใจดวงเดิมของเรามันก็กลับฝ่อเราแทบจะหมดแรง
ไม่เข้าใจกับหลายๆอย่างที่ไม่ได้คาดคิดเอาไว้
บางครั้งเราจึงขอเดินให้ช้าลงซักนิดเพื่อจะได้มีเวลาคิดทบทวนหรือชื่นชมทิวทัศน์ข้างทางบ้าง
จนบางทีก็มารู้ตัวเราอาจจะไปผิดทางด้วยซ้ำไปหรือสงสัยว่าตัวเองกำลังหลงทางอยู่หรือป่าว
แค่นั้นไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ได้เจอกับทางออก
เพราะอย่างน้อยเราก็ได้ลองไปในที่ที่ไกลกว่าเดิมก็ได้
หากชีวิดคือการเดินทางจริงๆ
เมื่อมีเริ่มต้นก็ต้องมีจุดหมายปลายทาง
และมีทางออกให้กับทุกเส้นทางเสมอ
ให้เวลากับหนทางและมันจะพาเราไปเจอกับเรื่องใหม่ๆ
และแม้บางครั้งหนทางจาพาเราย้อนกลับมาเจอเรื่องเดิมๆอย่างหนีไม่พ้น
เราอาจจะต้องหัวเราะและร้องไห้ไปอีกซักกี่ครั้ง
ก็ไม่เป็นไรหรอกเพราะทุกขณะที่ผ่านไปเรากำลังได้บทเรียนเพิ่มขึ้นมา
และจงทำความรู้สึกตัวเองให้มากขึ้น
ให้ตัวเองได้ลองทำแล้วทุกอย่างก็จะผ่านไปได้ด้วยดี
........อินซาอัลลอฮ..........
เขียน ไว้...ให้ชีวิต

ผ่านไปกี่แสน กี่ล้านวินาที...
ที่ชีวิตนี้ยังคง ได้รับโอกาสให้มีลมหายใจ เพื่อกลับตัว ขวนขวาย ก่อนวันที่กำหนดไว้จะมาถึง
ผ่านไปกี่แสน กี่ล้านวินาที...
ที่ผู้ทรงชีวิน เมตตาอย่างล้นเหลือโดยส่งแขกผู้เป็นที่รัก และเป็นข่าวดีเข้ามาสู่ชีวิต ปีแล้ว...ปีเล่า
ผ่านไปกี่แสน กี่ล้านวินาที...
ที่เราก็ยังพบ ว่า...ยังทำตัวไร้ค่า...ไม่สมกับความเมตตาของผู้ทรงเมตตาอยู่ ครั้งแล้ว..ครั้งเล่า
พึงสำเหนียก ขอบคุณและปลื้มปิติในความเมตตาที่อัลลอฮฺทรงส่ง “รอมฎอน” เข้ามาในชีวิตเธออีกครั้งเถิด
มุ่งมั่นและตั้งใจ เก็บเกี่ยวทุกสิ่งที่เป็นความดีงามในช่วงโอกาสทองนี้ไว้ให้มากที่ สุด
มากเท่าไหร่ แล้ว...ที่หลายชีวิตได้จบลงแม้เพียงอีกเสี้ยววันก่อนที่รอมฎอนจะ มาถึง
จะได้รับอะไร หรือเปลี่ยนแปลงอะไรในชีวิตนี้...อยู่ที่เธอ
จะกำไร หรือขาดทุน....อยู่ที่เธอ
ถ้าในเดือนที่ประตู สวรรค์ถูกเปิด และประตูนรกถูกปิด
ชีวิตยังคงจมปลัก อยู่กับความชั่ว หรือไม่ลงทุนแสวงหากำไรในเดือนแห่งการค้าขายนี้
ก็น่ากลัวเหลือเกิน แล้ว...หัวใจ
มั่นใจใช่มั้ย...ว่าจะมีรอมฏอน ครั้งต่อไปของชีวิต ? ...
ญะซากัลลาฮุคอยร็อน : นัศรฺ
10 ขั้นตอน สำหรับความสำเร็จในการเรียนของมุสลิม

เคล็ด(ไม่)ลับในการเรียนของมุสลิมให้ประสบความสำเร็จ
10 ขั้นตอน สำหรับความสำเร็จในการเรียนของมุสลิม
1. ให้สร้างความตั้งใจว่า ทุกสิ่งที่เราจะทำในชีวิตของเรา(เรียน)นั้นเป็นการทำเพื่ออัลลอฮฺ(ซุบฮานะฮู วะตะอาลา) เพื่อแสวงหาความโปรดปรานของพระองค์ เพื่อสวรรค์ที่จะได้รับ(ด้ยความบริสุทธิ์ใจ) ถ้าพระองค์ไม่ให้เรา เราก็คงไม่ได้รับสิ่งดีงามต่างๆ ความสำเร็จอยู่อัลลอฮฺจริงมั้ยคะ? ที่สำคัญหน้าที่ของมุสลิม คือ การเผยแพร่สัจธรรมของพระองค์ อย่าลืมหาทางเผยแพร่ศาสนาให้กับเพื่อน อาจจะตอบปัญหาอิสลามที่เพื่อนสงสัย เช่น ทำไมอิสลามจึงห้ามกินหมู เป็นต้น
2. หลังจากผ่านข้อ 1 เราจะรู้สึกว่า เมื่อเราทำเพื่ออัลลอฮฺและแสวงหาความโปรดปรานจากพระองค์ เราจึงต้องรำลึกถึงความตั้งใจของเราว่าเราทำเพื่อใคร เราจะต้องทำทุกสิ่งให้ดีที่สุด การเรียนของเราก็จะไม่ได้ธรรมดาเหมือนคนทั่วไปแล้วละ เพราะเราเรียนเพื่ออัลลอฮฺ (โห กำลังใจมีขึ้นเป็นกอง ผลตอบแทนไม่ได้แค่โลกนี้อย่างเดียว ได้กำไรคูณสองถึงโลกหน้าเลย) นั่นละเป็นกฎเหล็กของเราเลยที่จะคอยเตือนตัวเองเวลาอยากโดดเรียนหรือขี้ เกียจอ่านหนังสือ
3. เริ่มจัดตารางและแบ่งเวลาสำหรับการอ่านหนังสือ ทบทวนวิชาที่เรียน และแบ่งเวลาออกกำลังกาย เพราะการออกกำลังกายนั้น ทางการแพทย์กล่าวว่า จะมีสารตัวหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกสดชื่น จะได้มีกำลังอ่านหนังสือได้เยอะๆ และจะได้มีสุขภาพที่ดีในการทำอามาลอิบาดะฮฺ(ความดี) เพื่ออัลลอฮฺได้มากๆด้วยไง
4.สำหรับเวลาในการอ่านหนังสือ ต้องจัดแบ่งให้ดี อย่าดึกจนเกินไป เดี๋ยวไม่ตื่นละหมาดซุบฮิ ขอแนะนำว่าไม่ควรอ่านเกิ22.00 เพื่อที่เราจะได้ตื่นมาละหมาดกิยามุลลัยนฺ(ละหมาดกลางคืนก่อยเวลาละหมาดซุบ ฮิ) เพื่อขอบคุณที่พระองค์เมตตาต่อเราให้เราได้รับสิ่งที่ดีงามพร้อมกับวิงวอนขอ ในสิ่งที่อยากได้ เช่น ขอให้ได้ เกรด 4.00 ขอให้ได้คู่ครองที่ดี ขอให้ได้เข้าสวรรค์ ฯลฯ และถ้ามีเวลาว่างหลังจากละหมาดซุบฮิแล้วจะดีมาก เพราะช่วงเวลานั้นจะเป็นช่วงที่อัลลอฮฺเปิดสมองและยังเป็นการทำตามซุนนะท่าน นบีที่ไม่ได้นอนต่อหลังจากซุบฮิ ท่านจะนอนหลังจากละหมาดดุฮฺริ
5. และอย่าลืมแบ่งเวลาสำหรับการศึกษาอัล กุรอาน เพราะกุรอานนั่นแหละ คือ แนวทางสำหรับการดำรงชีวิตของเราและศาสตร์สาขาต่างๆนั้นมีมากมายในกุรอาน ใครที่เข้าใจจดจำกุรอานและปฏิบัติตามกุรอานได้ วิชาไหนๆก็ไม่ยากเกินไปสำหรับเขาแล้ว จริงมั้ยคะ
6. เวลาเรียนในห้องเรียน ให้ตั้งใจ ฟัง จด และเข้าใจ และถ้ามีเวลาว่างหลังจากหมดวิชานั้นก็ทบทวน จะได้ไม่ลืม
7. การเรียนในวิชาใดที่ขัดต่ออิสลาม ให้จดจำไว้ และพยายามคิดอยู่เสมอว่าเราจะนำอิสลามเข้าไปฟื้นฟูได้ในทางใดบ้าง และอย่าปฏิบัติตามสิ่งที่เรียนแล้วขัดต่ออิสลาม
8. ถ้าอาจารย์ให้ออกมาทำในสิ่งที่ขัดต่ออิสลาม เช่น ให้ออกมาร้องเพลงหน้าห้อง หรือ ออกมารายงานทำงานกับเพื่อนแล้วอาจจะมีการถูกเนื้อตัว จงอธิบายให้อาจารย์เข้าใจว่าเราไม่สามารถทำได้เนื่องจากหลักการอิสลามกำหนด ห้ามไว้ และรำลึกถึงอัลลอฮฺอยู่ตลอดเวลาว่าพระองค์ทรงมองดูเราอยู่
9. จงยืนหยัด ไม่ว่าเราจะเป็น มุสลิมเพียงคนเดียวหรือสองคนในคณะหรือมหาวิทยาลัยหรือโรงเรียน เราจะมีความสุขหากเรารำลึกถึงพระองค์อยู่เสมอ ว่าเราได้ทำหน้าที่ที่อัลลอฮฺกำหนดให้ นั่นก็คือ เคารพภักดีต่ออัลลอฮฺ ลองทำดู แล้วเราจะได้สัมผัสถึงความโปรดปรานของอัลลอฮฺอย่างมากมายเลยละ
10. หลังจากทำทุกอย่างอย่างเต็มที่แล้ว จงตะวักกัล(มอบหมาย) เพระเป็นหน้าที่ของอัลลอฮฺแล้วละว่าพระองค์จะทรงประทานให้เราในสิ่งใด แน่นอน พระองค์ทรงเป็นผู้ยุติธรรม และก็อย่าสิ้นหวังในความเมตตาของพระองค์ หากไม่ได้ในโลกนี้พระองค์ก็จะเพิ่มพูนให้ในโลกหน้า และพระองค์จะประทานสิ่งที่ดีที่สุดให้กับมุสลิมผู้ศรัทธาทุกคน
10 ขั้นตอนง่ายๆของผู้ศรัทธา สามารถใช้ได้กับการทำงานทุกๆการงานได้ หากทำข้อ 1 ผ่าน เราก็สามารถที่จะทำทุกอย่างได้โดยง่ายเลยละคะ อินชาอัลลอฮฺ
ได้อะไรจากถังที่แตกร้าว.........

ชายจีนคนหนึ่งแบกถังน้ำสองใบไว้บนบ่าเพื่อไปตักน้ำที่ริมลำธาร
ถังน้ำใบหนึ่งมีรอยแตก
ในขณะที่อีกใบหนึ่งไร้รอยตำหนิ และสามารถบรรจุน้ำกลับมาได้เต็มถัง
แต่ด้วยระยะทางอันยาวไกล จากลำธารกลับสู่บ้าน
จึงทำให้น้ำที่อยู่ในถังใบที่มีรอยแตกเหลืออยู่เพียงครึ่งเดียว
เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ดำเนินมาเป็นเวลา 2 ปีเต็มที่คนตักน้ำสามารถตักน้ำกลับมาบ้านได้หนึ่งถังครึ่ง
ซึ่งแน่นอนว่าถังน้ำใบที่ไม่มีตำหนิจะรู้สึกภาคภูมิใจในผลงานเป็นอย่างยิ่ง
ในขณะเดียวกันถังน้ำที่มีรอยแตกก็รู้สึกอับอายต่อความบกพร่องของตัวเอง
มันรู้สึกโศกเศร้ากับการที่มันสามารถทำหน้าที่ได้เพียงครึ่งเดียวของจุดประสงค์ที่มันถูกสร้างขึ้นมา
หลังจากเวลา 2 ปี ที่ถังน้ำที่มีรอยแตกมองว่าเป็นความล้มเหลวอันขมขื่น
วันหนึ่งที่ข้างลำธาร มันได้พูดกับคนตักน้ำว่า
' ข้ารู้สึกอับอายตัวเองเป็นเพราะรอยแตกที่ด้านข้างของตัวข้า
ทำให้น้ำที่อยู่ข้างในไหลออกมาตลอดเส้นทางที่กลับไปยังบ้านของท่าน '
คนตักน้ำตอบว่า ' เจ้าเคยสังเกตหรือไม่ว่ามีดอกไม้เบ่งบานอยู่ตลอดเส้นทางในด้านของเจ้า แต่กลับไม่มีดอกไม้อยู่เลยในอีกด้านหนึ่ง เพราะข้ารู้ว่าเจ้ามีรอยแตกอยู่ ข้าจึงได้หว่านเมล็ดพันธุ์ดอกไม้ลงข้างทางเดินด้านของเจ้า และทุกวันที่เราเดินกลับ ... เจ้าก็เป็นผู้รดน้ำให้กับเมล็ดพันธุ์เหล่านั้น เป็นเวลา 2 ปี ที่ข้าสามารถที่จะเก็บดอกไม้สวย ๆ เหล่านั้นกลับมาแต่งโต๊ะกินข้าว ถ้าหากปราศจากเจ้าที่เป็นเจ้าแบบนี้แล้ว ... เราก็คงไม่อาจได้รับความสวยงามแบบนี้ได้ '
คนเราแต่ละคนย่อมมีข้อบกพร่องที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง
แต่รอยตำหนิและข้อบกพร่องที่เราแต่ละคนมีนั้น
อาจช่วยทำให้การอยู่ร่วมกันของเราน่าสนใจ และกลายเป็นบำเหน็จรางวัลของชีวิตได้
สิ่งที่ต้องทำก็เพียงแค่ยอมรับคนแต่ละคนในแบบที่เขาเป็น
และมองหาสิ่งที่ดีที่สุดในตัวของพวกเขาเหล่านั้นเท่านั้นเอง
มองโลกหลายๆด้าน เพราะคนเราไม่ได้มีแต่ข้อเสียเท่านั้น (จริงๆ)
ถือศีลอดทั้งเดือนชะฮ์บานหรือ ?

คำถาม
ส่งเสริมให้ถือศีลอดทั้งเดือนชะฮ์บานหรือ? และการที่ฉันจะถือศีลอดทั้งเดือนชะบานเป็นซุนนะห์หรือไม่ ?
มวลการสรรเสริญเป็นเอกสิทธิ์ของอัลลอฮฺ
ส่งเสริมให้ทำการถือศีลอดในเดือนชะบานให้มากๆ
وقد ورد أن النبي صلى الله عليه وسلم كان يصوم شعبان كله .
روى أحمد (26022) , وأبو داود (2336) والنسائي (2175) وابن ماجه (1648) عَنْ أُمِّ سَلَمَةَ رضي الله عنها قَالَتْ : مَا رَأَيْتُ رَسُولَ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ صَامَ شَهْرَيْنِ مُتَتَابِعَيْنِ إِلا أَنَّهُ كَانَ يَصِلُ شَعْبَانَ بِرَمَضَانَ .
ได้มีรายงานว่าแท้จริง ท่านนบี ได้ถือศีลอดทั้งเดือนชะบาน รายงานโดย อะหมัด (26022) และท่าน อาบู ดาวุด (2336) และท่านนาซาอี (2175) ท่านอิบนู มายะห์ (1648)
จากอุมมู ซาลามะห์ รอฏิยัลลอฮู อันฮา โดยที่เธอได้กล่าวว่า
" ฉันไม่เคยเห็นท่าน รอซูลุลลอฮฺ ศอลลัลลอฮู อะลัยอิวะซัลลัม ได้ถือศีลอด สองเดือนติดต่อกัน นอกจากท่านได้ถือศีลอดตั้งแต่ ชะฮ์บานไปจนถึงรอมาฏอน "
ولفظ أبي داود : ( أَنَّ النَّبِيَّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ لَمْ يَكُنْ يَصُومُ مِنْ السَّنَةِ شَهْرًا تَامًّا إِلا شَعْبَانَ يَصِلُهُ بِرَمَضَانَ ) . صححه الألباني في صحيح أبي داود (2048) .
และการรายงานของท่าน อาบูดาวุด
"แท้จริงท่านนบีไม่เคยถือ ศีลอดที่เป็นซุนนะห์หนึ่งเดือนเต็มๆ นอกจากเดือนชะบานไปจนถึงรอมฏอน "
ท่านเชคอัลบานีย์ ถือว่าหะดีษนี้เป็นหะดีษที่ถูกต้อง ที่อยู่ในหนังสือ ซอเฮี้ยะ อาบูดาวุด
ถ้ามองตามตัวบทของหะดีษนี้ ชี้ให้เห็นว่าท่านนบี ถือศีลอดทั้งเดือนชะบาน แต่ก็มีการรรายงานเช่นเดียวกันว่าท่านนบี ได้ถือศีลอดในเดือนชะบานเพียงเล็กน้อย
روى مسلم (1156) عَنْ أَبِي سَلَمَةَ قَالَ : سَأَلْتُ عَائِشَةَ رَضِيَ اللَّهُ عَنْهَا عَنْ صِيَامِ رَسُولِ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ ، فَقَالَتْ : كَانَ يَصُومُ حَتَّى نَقُولَ قَدْ صَامَ ، وَيُفْطِرُ حَتَّى نَقُولَ قَدْ أَفْطَرَ ، وَلَمْ أَرَهُ صَائِمًا مِنْ شَهْرٍ قَطُّ أَكْثَرَ مِنْ صِيَامِهِ مِنْ شَعْبَانَ ، كَانَ يَصُومُ شَعْبَانَ كُلَّهُ ، كَانَ يَصُومُ شَعْبَانَ إِلا قَلِيلا .
รายงานโดยท่าน อิหม่ามมุสลิม (1156) จากท่าน อาบู ซาลามะห์ ได้กล่าวว่า
" ฉันได้ถามท่านหญิง อาฮิชะห์ รอฏิยัลลอฮู อันฮา เกี่ยวกับการถือศีลอดของท่านรอซูลุลลอฮ์ ศอลลัลลอฮู อะลัยอิวะซัลลัม ท่านหญิงอาฮิชะห์ได้กล่าวว่า
ปรากฏว่าท่านถือศีลอด จนกระทั่งเรากล่าวว่า แน่นอนท่านได้ถือศีลอด และท่านละศีลอด จนกระทั่งเรากล่าวว่า ท่านได้ละศีลอด และฉันไม่เคยเห็นท่านถือศีลอดเดือนใดมากกว่าการถือศีลอดของท่านในเดือนชะบาน ปรากฏว่าท่านได้ถือศีลอดในเดือนชะบานทั้งเดือน ปรากฏว่าท่านถือศีลอดในเดือนชะบานเพียงเล็กน้อย "
บรรดานักวิชาการมีทัศนะที่แตกต่างออกไป ในการนำสองหะดีษนี้มารวมกัน
บางท่านได้มีความเห็นว่า การกระทำของท่านนบี นั้นแตกต่างกันในช่วงของเวลา โดยที่บางปีท่านนบี ได้ถือศีลอดในเดือนชะฮ์บานทั้งเดือน และบางปีท่านนบี ได้ถือศีลอดในเดือนชะฮ์บานเพียงเล็กน้อย ซึ่งความเห็นของท่านเชค บินบาซ รอฮิมาฮุลลอฮฺ (ไปดูในหนังสือ ฟาตาวาเชค บินบาซ 416/15)
นักวิชาการบางท่านก็มีความเห็นว่า แท้จริงท่านนบี ท่านไม่ได้ถือศีลอดทั้งเดือนนอกจากเดือนรอมาฏอน โดยที่พวกเขาได้ยึดตามหะดีษของ อุมมู ซาลามะห์ แท้จริงจุดประสงค์ในหะดีษที่ว่า แท้จริงท่านได้ถือศีลอดชะฮ์บานเพียงเล็กน้อยเท่านั้น พวกเขาได้กล่าวว่า (หมายถึงบรรดานักวิชาการ) สำหรับทางหลักภาษา เป็นที่อนุญาตให้ใช้สำนวนเกี่ยวกับบุคคลที่ถือศีลอดส่วนมากของเดือนนั้น แต่ไม่ได้ถือทั้งเดือน จะใช้สำนวนว่า เขาได้ถือศีลอดทั้งเดือน
ท่านอัลฮาฟิซได้กล่าววา
แท้จริงหะดีษของท่านหญิงฮาอิชะห์ มาอธิบายจุดประสงค์ ของหะดีษ อุมมู ซาลามะห์
" ฉันไม่เคยเห็นท่าน รอซูลุลลอฮฺ ศอลลัลลอฮู อะลัยอิวะซัลลัม ได้ถือศีลอด สองเดือนติดต่อกัน นอกจากท่านได้ถือศีลอดตั้งแต่ ชะฮ์บานไปจนถึงรอมาฏอน"
หมายความว่า ท่านนบี นั้น ถือศีลอดส่วนมากของเดือนชะฮ์บาน และได้มีรายงานจากท่าน อัตติรมีซีย์ จาก อิบนุ มูบารอก ว่าแท้จริงเขาได้กล่าวว่า (หมายถึงอิบนุ มูบารอก ) เป็นที่อนุญาตในภาษาอาหรับ เมื่อคนคนหนึ่งได้ถือศีลส่วนมากของเดือนนั้นๆ ที่จะใช้สำนวนว่า เขาถือศีลอดทั้งเดือน
ท่านอัตตัยยีบีห์ ได้กล่าวว่า เป็นไปได้ว่า บางครั้งท่านนบี ได้ ถือศีลอดทั้งเดือนชะฮ์บาน บางครั้งก็ถือส่วนมากของเดือนชะฮ์บาน เพื่ออย่าให้เกิดความสับสนว่า การถือศีลอดเดือนชะฮ์บานเป็น วาญิบ เหมือนกับเดือนรอมาฏอน.......
หลังจากนั้นท่านอาฟิซได้กล่าวว่า ประการแรกถือว่าถูกต้อง
หมายความว่า แท้จริงท่านนบี ไม่ ได้ถือศีลอดทั้งเดือนชฮ์ะบาน ได้ยึดหลักฐานที่ได้รายงานโดย อิหม่ามมุสลิม (746) จากท่านหญิง อาฮิชะห์ รอฏิยัลลอฮู อันฮา แท้จริงท่านหญิงอาฮิชะห์ได้กล่าวว่า
" ฉันไม่เคยทราบว่า ท่านนบีของอัลลอฮฺ ศอลลัลลอฮู อะลัยอิวะซัลลัม ได้อ่านอัลกุรอานทั้งหมดภายในคืนเดียว และไม่เคยทราบว่าท่านได้ละหมาดกลางคืนทั้งคืนไปจนถึงละหมาดซุบฮฺ ไม่เคยทราบว่าท่านถือศีลอดทั้งเดือนนอกจากเดือนรอมาฏอน"
وبما رواه البخاري (1971) ومسلم (1157) عَنْ ابْنِ عَبَّاسٍ رَضِيَ اللَّهُ عَنْهُمَا قَالَ : مَا صَامَ النَّبِيُّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ شَهْرًا كَامِلا قَطُّ غَيْرَ رَمَضَانَ .
และมีรายงานโดยอิหม่า อัลบุคอรีย์ (1971) และอิหม่ามมุสลิม (1157) จากท่าน อิบนุ อับบาส รอฏิยัลลอฮู อันฮูมา เขาได้กล่าวว่า
"ท่านนบี ไม่เคยถือศีลอดทั้งเดือนนอกจากเดือนรอมาฏอน"
وقال السندي في شرحه لحديث أم سلمة :
( يَصِل شَعْبَان بِرَمَضَان ) أَيْ : فَيَصُومهُمَا جَمِيعًا ، ظَاهِره أَنَّهُ يَصُوم شَعْبَان كُلّه . . . لَكِنْ قَدْ جَاءَ مَا يَدُلّ عَلَى خِلافه ، فَلِذَلِكَ حُمِلَ عَلَى أَنَّهُ كَانَ يَصُوم غَالِبه فَكَأَنَّهُ يَصُوم كُلّه وَأَنَّهُ يَصِلهُ بِرَمَضَان اهـ
ท่านอัซซินดีย์ได้กล่าวไว้ ในการอธิบาย หะดีษ อุมมุ ซาลามะห์
ดังนั้นหากมีคนถามว่า อะไรคือ เหตุผลที่ต้องถือศีลอดให้มากในเดือนชะบาน ?
คำตอบคือ
الأَوْلَى فِي ذَلِكَ مَا أَخْرَجَهُ النَّسَائِيُّ وَأَبُو دَاوُدَ وَصَحَّحَهُ اِبْن خُزَيْمَةَ عَنْ أُسَامَة بْن زَيْدٍ قَالَ : ( قُلْت : يَا رَسُول اللَّه ، لَمْ أَرَك تَصُومُ مِنْ شَهْر مِنْ الشُّهُور مَا تَصُوم مِنْ شَعْبَان , قَالَ : ذَلِكَ شَهْرٌ يَغْفُلُ النَّاس عَنْهُ بَيْنَ رَجَبٍ وَرَمَضَان , وَهُوَ شَهْر تُرْفَعُ فِيهِ الأَعْمَال إِلَى رَبّ الْعَالَمِينَ ، فَأُحِبُّ أَنْ يُرْفَعَ عَمَلِي وَأَنَا صَائِمٌ) اهـ حسنه الألباني في صحيح النسائي (2221) .
ท่าน อาฟิซได้กล่าวว่า สมควรที่จะถือศีลอดให้มากในเดือนชะฮ์บาน เนื่องจาก ได้มีการรายงานโดยท่าน อันนาซาอีย์ และท่านอาบูดาวุด และท่านอิบนู คูซัยมะห์ ถือว่าเป็นหะดีษที่ถูกต้อง
عَنْ أُسَامَة بْن زَيْدٍ قَالَ : ( قُلْت : يَا رَسُول اللَّه ، لَمْ أَرَك تَصُومُ مِنْ شَهْر مِنْ الشُّهُور مَا تَصُوم مِنْ شَعْبَان , قَالَ : ذَلِكَ شَهْرٌ يَغْفُلُ النَّاس عَنْهُ بَيْنَ رَجَبٍ وَرَمَضَان , وَهُوَ شَهْر تُرْفَعُ فِيهِ الأَعْمَال إِلَى رَبّ الْعَالَمِينَ ، فَأُحِبُّ أَنْ يُرْفَعَ عَمَلِي وَأَنَا صَائِمٌ) اهـ حسنه الألباني في صحيح النسائي (2221) .
มีรายงายงานจากท่าน อุซามะห์ บิน เซด เขาได้กล่าวว่า
" ฉันได้กล่าวว่า โอ้ท่านรอซูลุลลอฮฺ ฉันไม่เคยเห็นท่านถือศีลอดในเดือนอื่นเหมือนกับการถือศีลอดในเดือนชะฮ์บาน
ท่านรอซูล ได้กล่าวว่า เดือน ดังกล่าว เป็นเดือนผู้คน เผอเรอจากมัน ซึ่งมันอยู่ระหว่าง รอญับ และ รอมาฏอน และมันเป็นเดือนที่การงานต่างๆ จะถูกยกไปยังพระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก ด้วยเหตุนี้ฉันเลยชอบที่จะให้การงานของฉันถูกยกขึ้นไปในขณะที่ฉันถือศีลอด "
ท่านเชคอัลบานีย์ถือว่า หะดีษนี้เป็นหะดีษที่ถูกต้อง อยู่ในหนังสือของท่านที่ชื่อว่า (ซอเอียะ อันนาซาอีย์ )(2221)
คำถามตอบเลขที่ 13729
والله أعلم .
الإسلام سؤال وجواب
แปลโดย อิสมาอีล กอเซ็ม
เธอผู้ภักดี

โพสท์เมื่อ กรกฎาคม 17, 2010 โดย Nurul-Hidayah
ในท่ามกลางอากาศที่ร้อนระอุ ในบ้านนั้น เต็มไปด้วยความโศกสลด
เมื่อผู้เป็นสามีของบ้านได้กลับสู่เราะห์มัตของอัลเลาะห์ต ะอาลา.
ในบรรดาผู้คนที่มากหน้าหลายตาที่ได้มาเยี่ยมเยียน ก็มีเธอผู้นั้น
ผู้เป็นภรรยาของผู้ล่วงลับ กับชุดแต่งกายสะอาดสะอ้าน และดูเรียบร้อยมาก
ในท่าทีที่สงบเสงี่ยมแต่สายตาก็ฉายแววแห่งความเศร้ารันทดอ ยู่ไม่น้อย.
ในขณะที่การห่อศพด้วยผ้าขาว กำลังจะเสร็จสิ้น คงเหลือแต่เพียงใบหน้า
เธอก็ได้เข้าใกล้ศพและก้มลงจูบหน้าผากสามีผู้กำลังจะไปในอ ีกไม่กี่นาทีข้าง
หน้านี้แล้ว เธอบอกกับสามี ด้วยถ้อยคำบางอย่างที่ฉันไม่อาจจะได้ยินได้.
และแล้วร่างของสามีเธอก็ถูกเคลื่อนย้ายไปฝังในกูโบร์
ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านเธอนัก เธอก็ตามหลังไปและรออยู่จนกระทั้งฝังเสร็จสิ้น
และในช่วงเวลานั้นทั้งญาติพี่น้อง และเพื่อนๆ ก็ได้มาหาเธอ ให้สลามกับเธอ
พร้อมกับแสดงความเสียใจกับความพลัดพรากที่เกิดขึ้น
แต่สิ่งที่น่าสังเกตก็คือภายหลังการฝังศพเสร็จสิ้นลงแล้ว
เธอสามารถทำตัวให้เป็นปกติได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจอย่างยิ่ง
เธอตอบขอบคุณต่อทุกคนที่ได้มาเยี่ยมเยียน ด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม
ฉันได้เข้าไปใกล้เธอ และพูดว่า “ก๊ะ บังเขาไปดีแล้ว ก๊ะซอบัรได้ดีมากเลย
อัลเลาะห์คงจะตอบรับในสิ่งดีๆ ที่บังได้ทำไป” เธอแค่มองมาที่ฉัน
โดยที่ไม่ได้ตอบอะไรใดๆ ทั้งสิ้น
แต่เธอก็ยังคงยิ้มอย่างกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ซึ่งก็ยิ่งเพิ่มความแปลกใจให้กับฉันมากขึ้นไปอีก.
ไม่มีใครดีใจกับการที่ต้องพลัดพราก
ยิ่งคนที่ได้ใช้ชีวิตร่วมกันมานานนับสิบปี โดยเฉพาะครอบครัวของเธอ
ผู้ชึ่งได้ชื่อว่าเป็นครอบครัวที่เต็มไปด้วยความรัก
เป็นครอบครัวที่เปี่ยมสุขอย่างยากที่จะหาครอบครัวใดมาเทีย บเคียงได้กับสังคม
ยุคปัจจุบัน.
ไม่กี่วันหลังจากนั้น ฉันก็ได้ไปหาเธอผู้นั้นอีกครั้งหนึ่ง
เธอก็ยังคงประกอบภารกิจปกติ เหมือนเมื่อตอนที่สามีเธอยังอยู่
“อัสสาลามูอาลัยกุม ก๊ะ กำลังยุ่งมากละซินะ “
เธอตอบว่า “วาอาลัยกุมุสลาม น้องมานั่งนี้ก่อน พี่ไม่ได้ยุ่งอะไรหรอกจ๊ะ”
ฉันสนใจเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตคน เพราะถือว่าคนทุกคน
กว่าจะผ่านชีวิตมาถึงวันนี้ได้ ก็ได้สั่งสมความรู้และประสบการณ์ต่างๆ
มากมาย ความรู้ที่เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยชีวิต ย่อมจะต้องมีค่ามากมาย
มากกว่าความรู้จากสถาบันการศึกษาใดๆ ในโลกนี้
ฉันไม่รีรอใดๆ ที่จะสอบถาม ถึงความรู้สึกค้างคาใจ “ทำไมดูก๊ะ
ไม่มีความเศร้าโศกเสียใจนัก กับการจากไปของบัง ทั้งๆ ที่ใครต่างก็รู้กันว่า
ครอบครัวของก๊ะเป็นครอบครัวที่รักใคร่กันมาก
สามารถเป็นตัวอย่างสำหรับครอบครัวอื่นๆ ได้เป็นอย่างดีเลย”
เธอตอบว่า “ทำไมน้องต้องถามอย่างนั้นด้วย พี่ก็คือมนุษย์ปุถุชนธรรมดาๆ
คนหนึ่ง ทำไมพี่จะไม่เจ็บปวดล่ะ กับการจากลา ที่หมายถึงทั้งชีวิตเช่นนี้”
แล้วเธอก็เงียบเสียงลง ฉันพยายามหาคำพูดที่ฟังดูแล้วปกติที่สุด
เพราะกลัวว่าจะกระทบต่อความรู้สึกของเธอ ฉันถามเธอว่า “ดูๆ แล้ว
ก๊ะปรับตัวได้ดีมากเลย ก๊ะสามารถยิ้มและพูดคุยกับทุกคนได้เหมือนปกติ
แม้แต่ในช่วงที่......กูโบร์ ก๊ะก็ยิ้มได้ ไม่มีใครเห็นน้ำตาของก๊ะเลย”
เธอมองมาที่ฉัน และตอบคำถามอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า “ความเศร้าโศกเสียใจของคนๆ
หนึ่ง ต้องหมายถึงแค่การหลั่งน้ำตาเท่านั้นหรือ ?
ฉันไช้ชีวิตร่วมกับบังมานับสิบปี ในฐานะลูกผู้หญิง
ตอนนี้ฉันได้สูญเสียผู้ชายอันเป็นที่รักยิ่งของฉันแล้ว
และในฐานะภรรยาที่ต้องเคารพภักดีต่อสามี
ซึ่งเขาต้องจากไปอย่างไม่มีวันกลับ”
เธอกล่าวขยายความเพิ่มว่า “ความเจ็บปวดไม่จำเป็นต้องหลั่งน้ำตาเสมอไป
เราอาจจะยิ้ม หรือหัวเราะไปก็ได้ ในฐานะลูกผู้หญิงฉันเศร้าและเสียใจมาก
แต่ในฐานะภรรยา ฉันรู้สึกมีความสุขกับสิ่งที่เป็นไป บังเป็นผู้ชายที่ดีมาก
เขาในฐานะสามีของฉัน นอกจากจะยกย่องฉัน ให้เกียรติฉันแล้ว เขายังแนะนำฉัน
ตักเตือนฉัน บังเป็นผู้นำครอบครัว และเป็นสามีที่ประเสริฐที่สุด
บังได้สอนฉันในหลายๆ เรื่อง. เขาหมั่นบอกรักฉัน
บอกถึงความห่วงใยในตัวฉันทุกๆ วัน แม้แต่บางวันที่เราทะเลาะกัน
บังก็ยังมีใจบอกรักฉัน
หรือแม้แต่บางครั้งที่เราโกรธกันถึงขั้นไม่ยอมพูดจาใดๆ แต่คำว่ารักจากเขา
ก็มีมาถึงฉันอย่างไม่ห่างหาย บางทีเขาก็เขียนข้อความเช่นนั้น
ใส่ในกระเป่าเสื้อของฉัน”
เธอบอกอีกว่า “พี่ถามบังว่าทำไมต้องทำอย่างนั้น บังก็ตอบว่า
‘ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร และไม่ว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นเช่นใด บังรักเธอ
และห่วงใยเธอเสมอ’ บังจะทำทุกอย่างเพื่อแสดงให้เห็นถึงความรักที่มีต่อฉัน
คำพูดของบังยังคงติดตรึงใจฉันจนถึงทุกวันนี้ และตลอดไป น้องลองคิดดูซิ
มีผู้หญิงที่ไหนบ้าง ที่จะไม่เจ็บปวดกับการที่ต้องจากลาจากผู้ชายที่สุดรัก
และสุดห่วง ต่อฉัน แต่ว่า...” เธอเงียบเสียงลง
“แต่ว่าอะไรหรือก๊ะ” ฉันถามเธอในทันทีทันใด เพราะอยากรู้จริงๆ
เธอก็ตอบในทันทีว่า “แต่ในฐานะของภรรยา ฉันไม่สามารถที่จะร้องให้ได้”
ฉันถามต่อว่า “แล้วทำไมล่ะ ?”
“ในฐานะของภรรยาพี่ไม่อยากเห็นบังเขาไปโดยที่ฉันต้องร้องใ ห้
ตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมา บังเขาไม่ได้เป็นแค่ผู้ชายคนหนึ่งของฉันเท่านั้น
หากแต่เขาคือสามีฉัน เขาคือครู เขาคือผู้นำ เขาคือมูรอบบี
อันไม่อาจจะหาได้ที่ไหนอีกแล้ว เขาไม่ห้ามหรอกหากว่าฉันจะเสียใจ
แต่เขาย้ำเตือนฉันเสมอว่า ยังไงๆ ก็อย่าถึงขั้นต้องร้องให้คร่ำครวญ...
โลกนี้แค่ทางผ่านชั่วคราว แล้วนับประสาอะไรที่เราต้องไปร้องให้”
เธอย้อนความหลังชีวิตการเป็นภรรยาของเธอว่า “ในคืนหนึ่ง เราละหมาดร่วมกัน
ฉันเห็นบังร้องให้ ฉันแปลกใจมาก เพราะตลอดระยะเวลาที่เราอยู่ด้วยกัน
ฉันไม่เคยเห็นเขาเป็นอย่างนั้นเลย และเหตุการณ์ในคืนนั้น
ก็เป็นสิ่งที่ฉันไม่อาจจะลืมได้ตลอดไป คืนนั้นบังบอกฉันว่า
‘ถ้าวันหนึ่งข้างหน้า ไม่ว่าใคร ต้องไปก่อน คนที่ยังอยู่ต้องไม่ร้องให้
เพราะจะทำให้คนที่ไปก่อนต้องเสียใจ
และไปโดยที่ต้องพะวงกับคนที่อยู่ข้างหลัง’
ฉันจึงต้องตามในสิ่งที่ได้สัญญากันในคืนนั้น เพราะอยากให้บังไปดี
ไปแบบมีความสุข”
ไม่ทันที่ฉันจะพูดอะไรต่อไป เธอก็พูดต่อไปว่า “ฉันจะมีความสุขมาก
หากได้รู้ว่าบังเขามีความสุข ในช่วงสุดท้ายที่เราได้อยู่ร่วมกัน
ฉันอยากให้บังได้รู้ว่า ไม่ว่าจะเป็นช่วงชีวิตนี้ หรือในอาคีรัตข้างหน้า
ฉันรักเขามาก และใจฉันยังพร่ำบอกเขามาโดยตลอด ถึงความประทับใจ
และขอขอบคุณอย่างที่สุดต่อบัง เพราะถึงแม้บังจะไปจากชีวิตฉันแล้ว
แต่บังก็ยังได้ทิ้งมรดกอันล้ำค่าต่อฉัน นั้นคือความรักต่ออัลเลาะห์
ครั้งหนึ่งบังเคยพูดกับฉันว่า หากเราไม่สามารถร่วมชีวิตกันบนโลกนี้ได้แล้ว
ก็ไม่ต้องเสียใจ เพราะในฐานะสามี-ภรรยา เราจะพบกันอีก
และได้ร่วมชีวิตอย่างยาวนานในอาคีรัต หรือในสวงสวรรค์ของพระเจ้า
ตราบเท่าที่เรายังยึดมั่นในแนวทางของอัลเลาะห์
และตอนนี้บังก็ได้เดินทางล่วงหน้าจากฉันไปแล้วด้วยดี น้องดุอาอให้พี่ด้วย
เพื่อที่ว่าพี่จะได้เดินทางต่อไปด้วยดี อีกเช่นกัน พี่รักบังมาก
พี่อยากได้พบกับบังอีก”
เธอจบคำพูดของเธอในวันนั้น ด้วยรอยยิ้ม
ใบหน้าเธอเปี่ยมด้วยความสุขอย่างยิ่ง แต่ก็ทำให้คนฟัง
น้ำตาหลั่งออกมาอย่างไม่รู้ตัว.
การปะปนระหว่างชายหญิง ทรรศนะอิสลามว่าอย่างไร?

คำถาม ฉันอยากจะทราบถึงทัศนะของอิสลามเกี่ยวกับการปะปนระหว่างชายกับหญิง ซึ่งหลายคนบอกว่ามันเป็นสิ่งต้องห้ามในขณะที่อีกมากมายกลับละเลยในคำสอนข้อนี้ ?
คำตอบ โดยหลักการแล้ว การพบปะกันระหว่างชายหญิงมิได้เป็นสิ่งถูกห้ามโดยสิ้นเชิง โดยข้อเสนอแนะนี้ยังสามารถใช้ได้ตราบเท่าที่เจตนาของการพบปะกัน เป็นไปด้วยกับจุดประสงค์แห่งความดีงามเช่น เพื่อการได้มาซึ่งความรู้อันเป็นประโยชน์ การงานที่ดีการทำโครงการเพื่อการกุศล ภาระหน้าที่แห่งการญิฮาด และการกระทำอื่นๆอีกมาก ซึ่งต้องการความร่วมมือและการทำงานร่วมกันจากทั้งสองเพศ
อย่างไรก็ตาม ในการพบปะกันนั้นจะต้องอยู่ในขอบเขตและต้องไม่ลืมถึงธรรมชาติทั้งสองเพศ พวกเขาทั้งชายและหญิงจำเป็นต้องดำรงอยู่ในคำสอนของอิสลาม ซึ่งเรียกร้องให้การติดต่อสัมพันธ์กันระหว่างชายหญิงนั้นอยู่บนพื้นฐานแห่งความดีงาม และจำเป็นต้องเคร่งครัดในการปฏิบัติตามคำสอนของศาสนา
ต่อไปนี้เป็นเงื่อนไขที่จะถูกนำมาใช้เมื่อมีการติดต่อพบปะกันระหว่างชายหญิง
1. ทั้งสองฝ่ายจะต้องปฏิบัติตัวภายใต้กฎเกณฑ์ที่ว่าด้วยการระงับการใช้สายตาจ้องมอง แบบยาวนานและต้องไม่มีการมองดูกันด้วยสายตาที่สื่อถึงความใคร่ อัลลอฮฺ ตะอาลา ผู้ทรงยิ่งใหญ่ตรัสว่า“จง กล่าวเถิดมุฮัมมัด แก่บรรดามุอ์มิน ให้พวกเขาลดสายตาของพวกเขาลงต่ำ และให้พวกเขารักษาทวารของพวกเขา นั่นเป็นการบริสุทธิ์ยิ่งแก่พวกเขา แท้จริงอัลลอฮ์ทรงรอบรู้สิ่งที่พวกเขากระทำ, และจงกล่าวเถิดมุฮัมมัดแก่บรรดามุอ์มินะฮ์ให้พวกเธอลดสายตาของพวกเธอลงต่ำ และให้พวกเธอรักษาอวัยวะเพศของพวกเธอ และอย่าเปิดเผยเครื่องประดับของพวกเธอ เว้นแต่สิ่งที่พึงเปิดเผยได้” อันนูร 30-31
2. สตรีมุสลิมต้องใส่ชุดตามบทบัญญัติอิสลาม(ฮิญาบ)โดยชุดแต่งกายสำหรับผู้หญิง ดังที่รู้จักกันดีนั่นคือ ชุดซึ่งปกปิดทุกส่วนของร่างกายเว้นใบหน้าและฝ่ามือ เป็นชุดซึ่งไม่รัดรูปและไม่บางจนทำให้เห็นถึงรูปร่างของผู้สวมใส่
3. มารยาทอันดีงามที่ต้องยึดถือปฏิบัติสำหรับสตรีนั่นคือ การที่พวกหล่อนต้องให้ความสำคัญกับรูปแบบของการพูดคุยและท่วงท่าในการเดิน ให้เป็นไปในลักษณะที่ดีและมีเกียรติ พึงระลึกไว้เสมอว่าเหล่ามารร้ายย่อมคอยกระซิบกระซาบบรรดาหนุ่มสาวให้กระทำในสิ่งที่ผิดศีลธรรม นอกจากนี้แล้วสตรียังถูกห้ามมิให้ใช้น้ำหอมเมื่อยามออกจากบ้าน ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม กล่าวไว้ว่า “สตรีใดที่ใช้เครื่องหอม แล้วเดินผ่านที่ชุมนุม(เพื่อให้เขาเหล่านั้นดมกลิ่นหอมดังกล่าว)แน่แท้นางทำซินา(ผิดประเวณี)” เศาะฮีฮฺ อัตติรมีซียฺ
4. ไม่อนุญาตให้ชายหญิงอยู่ด้วยกันตามลำพังในสถานที่ที่ไม่มีใครอื่นอยู่ด้วย ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม กล่าวไว้ว่า “ใครก็ตามที่ศรัทธาในอัลลอฮฺและวันสุดท้าย จะต้องไม่อยู่ตามลำพังกับหญิง โดยไม่มีมะหฺร็อมของนางอยู่ด้วย แท้จริงชัยฏอนจะเป็นบุคคลที่สาม” รายงานโดย อิมาม อะหฺมัด
ทั้งนี้รวมถึงการอยู่ตามลำพังกับญาติสนิทของภรรยา(หรือญาติสนิทของสามี) ดังที่ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม กล่าวไว้ว่า “พวกท่านพึงระวังการเข้าหาผู้หญิง” ชายคนหนึ่งจากชาวอันศอรฺถามว่า “โอ้ ท่านเราะซูลของอัลลอฮฺ แล้วท่านเห็นเช่นไรกับผู้ที่เป็นเขย” ท่านเราะซูลกล่าวตอบว่า “ผู้ที่เป็นเขยคือความตาย” อิมาม บุคอรียฺ
นั่นเป็นเพราะว่าผู้ที่เป็นเขยนั้นสามารถอยู่ด้วยกันได้เป็นเวลายาวนาน ซึ่งจะเป็นเหตุให้เกิดการกระทำบาปที่ใหญ่ขึ้นได้
5. สุดท้ายนี้ เราต้องการเรียกร้องให้ทุกๆ การพบปะกันนั้นไม่เป็นไปโดยละเลยต่อคำสอนแห่งอิสลาม พวกเขาจะต้องระลึกไว้เสมอถึงความต้องการ และเหตุผลในการพบปะกัน กรณีการพบปะกับผู้ชายนั้น จะต้องไม่ทำให้ผู้หญิงมุสลิมหลงลืมธรรมชาติและบทบาทในฐานะที่เธอเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง รวมทั้งบทบาทในฐานะครูผู้อบรมมุสลิมทั้งหมด (หมายถึงแม่-ผู้แปล)
ชีวิตเพื่อชีวิต

บ่อยครั้งที่มักตั้งคำถามกับตัวเอง "ฉันเป็นอะไร ทำอะไรอยู่เนี่ย" "ฉันเพี้ยนหรือฟุ้งซ่านไปรึเปล่า" "ทำไมต้องคิดอะไรมากมาย วุ่นวายกับชีวิตด้วย"
มันผุดขึ้นเหมือนมีบางอย่างครอบงำ แน่นอน "ฉันคือมุสลิมะฮฺคนหนึ่ง ฉันไม่ฟุ้งซ่าน พี่น้องมุสลิมก็คงเป็นเหมือนฉันและคงคิดมากเหมือนฉันหรือยิ่งกว่าฉัน"
ในขณะที่หลายคนมักบอกฉันว่า ฉันแต่งงาน มีสามีที่ดี ครอบครัวที่ดี หลายคนคิดว่าฉันสมบูรณ์ แต่สำหรับฉันมันช่างห่างไกลอีกหลายพันปี ในดุนยานี้ เส้นทางชีวิตมันเดินทางมาไกลแล้ว คงเหลือแต่เลี้ยงดูอบรมลูกๆ ให้เป็นคนดี เรียนเก่ง มีอนาคตการงานที่ดี และต่อด้วยมีครอบครัวลูกหลานที่ดีสืบไป
ใช่...หลายคนคิดอย่างนั้น คนที่ฉันมิอาจเรียกเค้าว่าพี่น้องได้ หากฉันไม่ตักเตือน ชักนำเค้าเข้าสู่ผู้มีบุญคุณ แต่สำหรับฉัน ผู้เป็นมุสลิมคนนึงที่พึงจะสำนึกได้นั้น
ชีวิตของฉันมันไม่ใช่แค่นั้น และมันไม่ใช่ชีวิตของฉันอีกด้วย มันถูกสร้างและถูกกำหนดมาจากผู้อยู่เบื้องบนที่หลายคนต้องสยบ ไม่มีใครต่อกรได้ ฉันก็เช่นกันที่ต้องยอมสยบอย่างไรข้อกังขา ไร้ข้ออ้างใด เพราะมันคือชีวิตที่ถูกบรรจงสร้างมาด้วยพระองค์ อัลลอฮฺซุบฮานะฮูวะตะอาลา พระองค์ประสงค์ให้บ่าวใช้ชีวิตในดุนยาเพื่อชีวิตอาคิเราะฮฺ
"พระองค์คือผู้ทรงทำให้พวกเจ้ามีรูปร่างขึ้นในมดลูก ตามที่พระองค์ทรงประสงค์ ไม่มีสิ่งที่ควรได้รับการเคารพสักการะใด ๆนอกจากพระองค์เท่านั้น ผู้ทรงเดชานุภาพ ผู้ทรงปรีชาญาณ" [อาละอิมรอน 3:6]
สิ่งที่ฉันต้องทำไม่ว่าจะเป็นก้าวต่อไปใดๆก็ตาม ทำด้วยมือตนเอง หรือสอนให้คนอื่นทำต่อไปก็เพื่อ
"จงปฏิบัติสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่เจ้าจากพระเจ้าของเจ้าเถิด ไม่มีผู้ใดที่ควรได้รับการเคารพสักการะใด ๆ นอกจากพระองค์เท่านั้น และเจ้าจงผินหลังให้แก่บรรดาผู้ให้มีภาคี" [อัลอันอาม 6:106]
ใช่สิ...ถ้าลูกๆของฉันต้องไปเผชิญกับโลกดุนยาอันโหดร้ายภายภาคหน้า ฉันคงไม่ต้องหวั่นใดๆ เพราะอัลลอฮฺจะทรงปกปักษ์รักษาเค้า เพราะเราต่างมีชีวิตเพื่อศึกษาชีวิต ชีวิตที่เพื่อโลกอันนิจนิรันดร์มิใช่โลกชั่วคราวที่นี่
ฉันไม่กังวลว่าลูกๆ จะเรียนเก่ง มีอนาคตการงานที่ดี หรือต่อด้วยมีครอบครัวลูกหลานที่ดีสืบไป หากว่านิยามของคำนั้น มันอยู่ใต้กรอบเพื่ออัลลอฮฺ
เก่งเพื่ออัลลอฮฺ
ดีเพื่ออัลลอฮฺ
..ทุกอย่างล้วนเพื่ออัลลอฮฺอย่างแท้จริง บริสุทธิ์ใจมิใช่เพื่ออวดอ้างหรือเกรงไม่เท่าทันใคร
ตอนนี้..ฉันก็อยากเป็นแม่ที่เลี้ยงลูกเก่งเพื่ออัลลอฮฺ มิใช่ด้วยฝีไม้ลายมือของฉันเอง
แต่ฉันต้องพึ่งพา ขอความช่วยเหลือด้วยพลานุภาพอำนาจ ด้วยประสงค์ของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเป็นที่พึ่งเท่านั้น
ตอนนี้..ฉันต้องทำให้ผู้เป็นที่พึ่งของฉันพึงพอใจเสียก่อน!!!
พอทีเถอะ! ...อย่าใช้เวลาหน้าคอมพิวเตอร์มากไป มันมากไปกับเทคโนโลยีที่อาจนำมาซึ่งความดีและความเลวร้ายได้เหมือนกัน ลุกไปละหมาด ซิกรุลลอฮฺได้แล้ว ละหมาดยามค่ำคืนเถอะ เป็นเวลาที่หลายคนหลับไหล แต่อัลลอฮฺพระองค์ไม่หลับและจะไม่หลับ แต่จะมองมายังบ่าวที่คร่ำครวญ ร่ำไห้เพื่อพระองค์
อิสลามกับระบบการศึกษา

เรียบเรียงโดย อ.มัสลัน มาหะมะ
การศึกษาในอิสลามไม่ใช่แค่การถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์หรือทักษะจากชนรุ่นหนึ่งไปยังชนอีกรุ่นหนึ่ง แต่ในอิสลามการศึกษามีความหมายที่กว้างและครอบคลุมทุกด้าน การศึกษาเป็นกระบวนการอบรมและบ่มเพาะสติปัญญา ร่างกายและจิตวิญญาณ เพื่อผลิตมนุษย์ที่สมบูรณ์
การศึกษาในอิสลามจะมีความหมายที่ครอบคลุมดังต่อไปนี้
1. ตัรบียะฮ์ หมายถึง การอบรม การขัดเกลาจิตใจ
2. ตะอ์ลีม หมายถึง การถ่ายทอดความรู้ รวมถึงความรู้ทางศาสนาและความรู้ทางโลก
3. ตะอ์ดีบ หมายถึง การอบรมบ่มนิสัยให้มีคุณธรรม จริยธรรมและมีระเบียบวินัย
จากคำนิยามข้างต้น จะพบว่าการศึกษาในอิสลามมีลักษณะเฉพาะดังนี้
1. เป็นการศึกษาตลอดชีพ
2. เป็นการพัฒนาทุกส่วนของความเป็นมนุษย์ ไม่ว่าด้านวิญญาณ สติปัญญา ร่างกายและสังคม
3. เป็นการสนองตอบวัตถุประสงค์ของการสร้างมนุษย์ คือเพื่อเป็นบ่าวของอัลลอฮ์และเป็นตัวแทนของพระองค์บนผืนแผ่นดิน
4. ทำให้สมาชิกของสังคมมีคุณธรรมและจริยธรรม มีความเจริญรุ่งเรือง
เป้าหมายและวัตถุประสงค์ของการศึกษา
บุรฮานุดดีน อัล ซัรนูญี กล่าวว่าการศึกษาในอิสลามมีวัตถุประสงค์เพื่อ
1. แสวงหาความโปรดปรานจากอัลลอฮ์
2. เพื่อชีวิตในอนาคต
3. ขจัดความไม่รู้
4. พิทักษ์รักษาศาสนา และ การคงอยู่ของอิสลาม
อัลเฆาะซาลี กล่าวว่าการศึกษามีวัตถุประสงค์เพื่อจรรโลงไว้ซึ่งอัคลาก(จริยธรรม)ที่ดี และเพื่อขจัดความไม่รู้
อิบนุ คอลดูน กล่าวว่าการศึกษามีวัตถุประสงค์เพื่อ
1.ให้นักเรียนสามารถวางแผนที่จะตอบสนองความต้องการของสังคม
2. แสวงหาความรู้เพิ่มเติมที่อยู่เหนือความรู้ที่ได้มาจากประสาทสัมผัส
3. พัฒนาบุคลิกนิสัยให้สอดคล้องกับศาสนา เพราะจะทำให้มนุษย์สามารถดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างสงบสุข
4. ให้นักเรียนมั่นใจกับวิถีการดำเนินชีวิต
ซัยยิดนากิบ อัลอัตตาส กล่าวว่าการศึกษามีวัตถุประสงค์เพื่อผลิตกัลญาณชน มนุษย์ที่ดีมีคุณธรรม(ศอลิห)นั้นคือบุคคลที่มีจรรยามารยาทอันงดงาม(อะดับ)
หะสัน ลังกุลง กล่าวว่าการศึกษามีเป้าหมายเพื่อผลิตบ่าวที่เคารพภักดีต่อพระองค์อัลลอฮ์ ในขณะเดียวกันแต่ละศาสตร์จะมีวัตถุประสงค์เฉพาะ ที่ผู้ศึกษาต้องบรรลุให้เกิดความเชี่ยวชาญในศาสตร์นั้นๆ
มูฮัมมัด อะฏียะฮ กล่าวว่าเป้าหมายแรกและเป้าหมายสูงสุดของการศึกษาอิสลามคือการขัดเกลาทางศีลธรรมและการอบรมทางจิตวิญญาณ ท่านมีทัศนะว่าจริยธรรมทางศาสนาเป็นอุดมการณ์ เป็นจริยธรรมที่สมบูรณ์และลักษณะอันสูงส่งนี้เป็นพื้นฐานของการศึกษาในอิสลาม
อับดุลลอฮ์ นะศิห อุลวาน ได้กล่าวไว้ในหนังสือ (تربية الأولاد) ว่าการให้การศึกษาต้องครอบคลุมด้านต่างๆ เช่น ด้านความศรัทธา จริยธรรม สรีระ สติปัญญา และสังคม สรุปแล้วการศึกษาที่สมบูรณ์ตามทัศนะของอับดุลลอฮ์ นะศิห อุลวานนั้นต้องครอบคลุม 4 ด้าน คือ ด้านสรีระ จิตใจ สติปัญญา และสังคม
สะฟัร อาลัม กล่าวว่าการศึกษามีเป้าหมายเพื่อ
1.ให้บุคคลได้ทำอิบาดะฮ์(เคารพภักดี)ต่อค์อัลลอฮ์ ดังเป้าหมายของการสร้างมนุษย์และญินดังดำรัสของอัลลอฮ์ ในอัลกุรอานความว่า
“และข้า (อัลลอฮ์) มิได้สร้างญินและมนุษย์เพื่ออื่นใด เว้นแต่ให้เคารพภักดีข้า” (อัลกุรอาน51: 56)
2. เพื่อสร้างประชาชาติ(อุมมะฮ์)ที่ดี ดังดำรัสของอัลลอฮ์ ความว่า
“พวกเจ้านั้นเป็นประชาชาติที่ดียิ่งซึ่งถูกให้อุบัติขึ้นสำหรับมนุษยชาติโดยที่พวกเจ้าใช้ให้ปฏิบัติสิ่งที่ชอบ และห้ามมิให้ปฏิบัติสิ่งที่มิชอบ” (อัลกุรอาน 3 :110)
3. เพื่อปลูกฝังคุณค่าของอิสลามในตัวมนุษย์
4. เพื่อชี้นำแนวทางที่ถูกต้อง ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับมุสลิม และการขอให้อัลลอฮ์ ทรงชี้แนวทางที่ถูกต้องเป็นสิ่งที่มุสลิมวอนขออยู่เป็นกิจวัตรในทุกครั้งที่เขาละหมาด
เป้าหมายที่ได้เสนอไว้ในการประชุมเกี่ยวกับการศึกษาอิสลามครั้งแรกที่เมืองเจดดะฮ์ ประเทศซาอุดิอารเบียในปีค.ศ. 1977 ได้เสนอว่า เพื่อการเจริญเติบโตทางบุคลิกภาพของมนุษย์ที่มีความสมดุล โดยการฝึกฝนทางจิตวิญญาณ สติปัญญา เหตุผล ความรู้สึกและประสาทสัมผัส การศึกษาของประเทศมุสลิมควรมุ่งเน้นให้มนุษย์เจริญเติบโตในทุก ๆ ด้าน เช่น ด้านจิตวิญญาณ สติปัญญา การจินตนาการ สรีระ วิทยาศาสตร์ ภาษาศาสตร์ ทั้งบุคคลและส่วนรวม พร้อมทั้งโน้มน้าวและชักจูงเข้าสู่พระผู้เป็นเจ้า เป้าหมายสูงสุดของการศึกษาคือการมอบหมายต่ออัลลอฮ์ ทั้งในระดับบุคคล สังคมและมนุษยชาติ จากความหมายดังกล่าว การให้การศึกษาที่แท้จริงจะต้องทำให้ผู้เรียนเกิดพัฒนาการที่สมดุลในทุกด้าน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือเพื่อผลิตมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย สังคม จิตใจ วิญญาณ และสติปัญญา
โดยสรุปแล้ว เป้าหมายของการศึกษาในอิสลามนั้นมีมากมาย แต่เป้าหมายสูงสุดของการศึกษาอิสลามคือการสร้างมนุษย์เพื่อการเคารพภักดี(อิบาดะฮ์)และการเป็นผู้แทน(เคาะลีฟะฮ์)ของพระองค์บนผืนแผ่นดิน การที่มนุษย์จะเป็นบ่าวที่เคารพภักดีต่ออัลลอฮ์และเป็นเคาะลีฟะฮ์ได้ ต้องเป็นมนุษย์ที่ศอลิห และสิ่งสำคัญที่จะทำให้มนุษย์เป็นบ่าวที่ดีของพระองค์นั้นคืออิสลาม การที่จะรู้จักและเข้าใจอิสลามต้องอาศัยการศึกษาเท่านั้น
หลักสูตรการศึกษาอิสลาม
หลักสูตรของการศึกษาอิสลามมีลักษณะโดยสรุปดังนี้
1. เกี่ยวข้องกับการศรัทธาในความเอกภาพของอัลลอฮ์ (เตาฮีด)
2. เกี่ยวเนื่องกับศาสนา
3. มีความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนมนุษย์
4. สอดคล้องกับทุกชีวิตบนผืนแผ่นดิน
ระบบการศึกษาอิสลาม
ในปัจจุบันประเทศมุสลิมส่วนใหญ่มีระบบการศึกษาอยู่สองระบบที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ทั้งสองระบบวางอยู่บนพื้นฐานปรัชญาที่ต่างกัน เป้าหมายทางการศึกษาจึงแตกต่างกันโดยปริยาย ระบบการศึกษาทั้งสองนี้คือ
(1) ระบบการศึกษาแบบดั้งเดิม (Traditional System)
(2) ระบบการศึกษาแบบสมัยใหม่ (Modern System)
ระบบการศึกษาแบบดั้งเดิม หรืออาจเรียกว่า“ระบบการศึกษาศาสนา (Religious System)" การศึกษาในระบบนี้จะเน้นหนักในเรื่องศาสนา โดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนศรัทธาต่ออัลลอฮ์ ด้วยความบริสุทธิ์ใจและนำศาสนามาเป็นวิถีแห่งการดำเนินชีวิต และยอมรับว่าวะหยู(คำวิวรณ์)เป็นแหล่งที่มาของสัจธรม
ระบบการศึกษาแบบสมัยใหม่เป็นระบบการศึกษาที่ได้รับอิทธิพลจากปรัชญาตะวันตกและปรัชญาเซคคิวลา(Secular)ที่แยกศาสนาออกจากการเมือง การศึกษาในระบบนี้จะไม่ยอมรับว่าวะหยู(คำวิวรณ์)คือแหล่งที่มาของความรู้ แต่จะยอมรับความรู้ที่เป็นวิทยาศาสตร์ที่มาจากสมมุติฐานต่าง ๆ ที่ได้รับการทดลองทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น
ปัจจุบันการศึกษาทั้งสองระบบดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในประเทศมุสลิม ผู้ที่สำเร็จการศึกษาจากการศึกษาแบบสมัยใหม่มักได้ทำงานกับภาครัฐ และได้ดำรงตำแหน่งที่สูง ส่วนผู้ที่สำเร็จการศึกษาจากการศึกษาแบบดั้งเดิมจะวนเวียนอยู่กับการเป็นครูสอนศาสนา บางคนอาจจะรับราชการ และได้รับตำแหน่งที่ค่อนข้างต่ำ เมื่อเป็นเช่นนี้ประชาชนส่วนใหญ่จึงมุ่งไปยังสถาบันที่ใช้ระบบการศึกษาแบบสมัยใหม่ โดยเฉพาะนักเรียนนักศึกษาที่มีโอกาสมักจะเลือกเรียนในสถาบันที่ใช้ระบบการศึกษาแบบสมัยใหม่ ส่วนบรรดานักศึกษาที่ขาดโอกาสจะเลือกศึกษาในสถาบันการศึกษาแบบดั้งเดิม อาจจะเป็นเพราะเหตุนี้ที่ทำให้ผลผลิตทางการศึกษาแบบดั้งเดิมไม่สามารถที่จะเทียบเคียงกับผลผลิตทางการศึกษาแบบสมัยใหม่
ในประเทศไทยก็เช่นกัน การศึกษาอิสลามมีสองระบบ คือการศึกษาแบบดั้งเดิมและระบบการศึกษาแบบสมัยใหม่ บางสถาบันการศึกษาจะมีทั้งสองระบบ แต่จะเป็นอิสระต่อกัน เช่น กรณีโรงเรียนสองระบบ และโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ซึ่งในช่วงเช้าจะเป็นการสอนวิชาศาสนาเพียงอย่างเดียว ส่วนในตอนบ่ายจะเป็นระบบการสอนวิชาสามัญ แม้ในปัจจุบันโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามได้ใช้หลักสูตรบูรณาการ แต่ไม่สามารถสรุปได้ว่า ผลผลิตของหลักสูตรนี้จะดีกว่าผลผลิตของหลักสูตรเดิมที่แยกวิชาศาสนาและวิชาสามัญออกจากกัน ทั้งนี้เพราะหลักสูตรบูรณาการที่แท้จริงไม่ได้หมายถึงการรวมวิชาศาสนาและวิชาสามัญเข้าด้วยกันเพียงอย่างเดียว แต่หลักสูตรบูรณาการมีความหมายที่ลึกซึ้งกว่านั้น
ความจริงการศึกษาในทัศนะอิสลาม เป็นการศึกษาแบบบูรณาการ ทั้งวิชาศาสนาและวิชาการเข้าด้วยกัน การกลับสู่ระบบการศึกษาแบบอิสลามที่แท้จริง จำเป็นที่จะต้องสร้างระบบใหม่ขึ้นมา ระบบการศึกษาใหม่ต้องเป็นแบบบูรณาการที่ทั้งสองระบบสามารถศึกษาด้วยกันอย่างมีกฏเกณฑ์ และทั้งสองระบบจะแยกออกจากกันไม่ได้ ไม่ควรมีการแยกวิชาศาสนาออกจากวิชาสามัญหรือแยกวิชาสามัญออกจากวิชาศาสนา เพราะตามทัศนะอิสลามนั้น ไม่ได้หมายถึงการศึกษาวิชาอัลกุรอาน หรือวิชาศาสนบัญญัติเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการศึกษาทุกสาขาวิชาที่สอนตามทัศนะของอิสลาม
ในยุคแรก ๆ ของประวัติศาสตร์อิสลาม นะบีมุฮัมมัด ได้ให้ความสำคัญกับวิชาการสาขาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นวิชาการทางศาสนาหรือวิชาการทางโลก ดังข้อเขียนของ อะหมัด ชาลาบี ว่า
“… เมื่อนะบีมุฮัมมัด ถึงเมืองมะดีนะฮ์ มัสยิดของท่านก็ถูกสร้างขึ้นที่อัลมิรบัฎ المِْربَض)) และในมัสยิดแห่งนี้ นะบีมุฮัมมัด เคยสอนเศาะหาบะฮของท่านเกี่ยวกับวิชาศาสนา และวิชาทางโลก”
อีกตัวอย่างหนึ่งเราเห็นได้จากเหตุการณ์หลังสงครามบะดัร ซึ่งชัยชนะในครั้งนั้นเป็นของมุสลิม ชาวกุรอยชหลายคนถูกจับเป็นเชลยศึก นะบีมุฮัมมัด จึงมอบหมายให้เชลยสงครามสอนลูกหลานมุสลิมที่อยู่ในนครมะดีนะฮ์ เพื่อเป็นค่าไถ่สำหรับพวกเขา ทั้งที่เชลยสงครามเหล่านั้นไม่มีความรู้เกี่ยวกับอัลกุรอานเลย แต่ทำไมนะบีมุฮัมมัด ถึงอนุญาตให้พวกเขาสอนบรรดาลูกๆมุสลิม สิ่งนี้ย่อมแสดงให้ประจักษ์ว่านะบีมุฮัมมัดได้ให้ความสำคัญกับวิชาการอื่น นอกเหนือไปจากวิชาการทางศาสนา ในยุคต้นของประวัติศาสตร์อิสลามการศึกษาของชาวมุสลิมมีเพียงระบบเดียว มีการเรียนการสอนทั้งวิชาการศาสนาและวิชาการทางโลก ในสมัยอับบาซียะฮ์ก็เช่นเดียวกัน วิชาศาสนาและวิชาสามัญได้รวมอยู่ในหลักสูตรเดียวกัน
เมื่อพิจารณาถึงวิชาการต่างๆ ของบรรดามุสลิมในยุคต้นประวัติศาสตร์อิสลาม เราจะตระหนักว่าวิชาการศาสนาและวิชาการสามัญนั้นไม่สามารถที่จะแยกออกจากกันได้ และทั้งสองวิชาได้รับการบรรจุไว้ในหลักสูตรเดียวกัน แม้กระทั่งสมัยที่ชาวมองโกลรุกรานประเทศมุสลิม บรรดาประเทศมุสลิมในขณะนั้นยังคงมีหลักสูตรทั่วไปเพียงหลักสูตรเดียว ไม่มีการแยกวิชาศาสนาและวิชาสามัญ การแยกวิชาศาสนาและวิชาสามัญออกจากกันนั้นเริ่มขึ้นในศตวรรษที่ 19-20 แห่งคริสตกาล เมื่อประเทศมุสลิมตกเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตก
ในต้นศตวรรษที่ 21 นี้ถือว่าเป็นสมัยของการฟื้นฟูทางการศึกษา นักการศึกษามุสลิมต่างพยายามที่จะย้อนกลับไปสู่ ยุคของนะบีมุฮัมมัด สมัยนั้นการศึกษามีเพียงระบบเดียว แต่การบูรณาการที่แท้จริงเป็นสิ่งที่ยากในทางปฏิบัติ เพราะมิใช่หมายถึงการรวมวิชาการต่างๆ เข้าด้วยกันอย่างไม่มีกฏเกณฑ์ แม้วิชาการจะได้รับการบูรณาการเข้าด้วยกันแล้ว แต่สถานภาพของวิชาการต่างๆจะไม่เท่าเทียมกัน วิชาการศาสนาจะมีสถานภาพที่สูงกว่าวิชาการอื่น ความพยายามในปัจจุบันที่ต้องการทำให้ทุกวิชามีสถานภาพที่เท่าเทียมกัน เป็นแนวคิดที่ได้รับอิทธิพลมาจากปรัชญากลุ่มวัตถุนิยม อะลี อัชรอฟ ได้กล่าวถึงสถานภาพของวิชาต่าง ๆ อย่างชัดเจนว่า
“ศาสตร์ในสาขาวิชาต่างๆ นั้นมีสถานภาพที่แตกต่างกัน ศาสตร์ที่เกี่ยวกับจิตวิญญาณจะมีสถานภาพที่สูงสุด… ศาสตร์ที่เกี่ยวกับคุณค่าแห่งคุณธรรมจะมีความสำคัญรองลงมา จากนั้นก็จะเป็นศาสตร์ที่เกี่ยวกับสติปัญญา หรือศาสตร์ที่จะนำมาซึ่งหลักการของสติปัญญา จากนั้นก็จะเป็นศาสตร์ที่ควบคุมและจัดระเบียบจินตนาการ และตามด้วยศาสตร์ที่จะช่วยให้มนุษย์สามารถควบคุมประสาทสัมผัส"
จากเป้าหมายการศึกษาที่ได้เสนอไว้ในการประชุมเกี่ยวกับการศึกษาอิสลามครั้งแรกที่เมืองเจดดะฮ์ ประเทศซาอุดิอารเบีย เราจะเห็นว่าการศึกษาในทัศนะของอิสลามเป็นการศึกษาแบบบูรณาการที่รวมวิชาสาขาต่างๆ เข้าด้วยกัน เพื่อส่งเสริมและพัฒนาผู้เรียนให้มีพัฒนาการทุกด้าน สิ่งเหล่านี้ได้ปรากฏให้เห็นในยุคแรกของอิสลาม คำศัพท์ “วิชาศาสนาและวิชาสามัญ” ยังไม่ปรากฏเพราะทุกสาขาวิชาถูกรวมเข้าด้วยกันภายใต้วิชาศาสนา ที่เป็นเช่นนี้เพราะการศึกษาของชาวมุสลิมในยุคต้นของอิสลามมีเพียงระบบเดียว และหลักสูตรมีเพียงหลักสูตรเดียวเช่นกัน แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ปัจจุบันนี้วิชาศาสนาและวิชาสามัญถูกแยกออกจากกัน จนทำให้เกิดสองระบบ และระบบการศึกษาทั้งสองก็มีปรัชญาที่ขัดแย้งกัน การที่เราจะบูรณาการทั้งสองระบบการศึกษานี้เข้าด้วยกันจึงเป็นสิ่งที่ยาก ซัยยิด อะลี อัชรอฟ มีทัศนะว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะบูรณาการทั้งสองระบบการศึกษาที่มีอยู่ในปัจจุบันให้วางอยู่บนปรัชญาเดียวกัน เพราะปรัชญาของทั้งสองระบบนี้มีความขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิง
สรุปว่า การบูรณาการการศึกษาที่สมบูรณ์แบบค่อนข้างที่จะเป็นไปได้ยากในสังคมปัจจุบัน เพราะหลักสูตร หนังสือ แบบเรียน วิธีการสอน ตลอดจนบุคลากรทางการศึกษาจะต้องวางอยู่บนพื้นฐานของอิสลาม แม้ว่าจะสามารถปฏิบัติได้ในบางระดับ แต่ต้องได้รับการปฏิบัติอย่างรอบคอบ เพราะการบูรณาการที่หละหลวมจะก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี อย่างไรก็ตาม เมื่อเราตระหนักว่าหลักสูตรการศึกษาในอิสลามเป็นหลักสูตรบูรณาการ ความพยายามที่จะต้องบูรณาการการศึกษาจึงควรได้รับการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง นักปราชญ์มุสลิมและบุคคลที่เกี่ยวข้องต้องร่วมมืออย่างจริงจังในการแก้ปัญหาการศึกษา และร่วมมือสร้างหลักสูตรให้สอดคล้องกับอิสลาม อันจะนำมาซึ่งอารยธรรมและความรุ่งเรืองแก่สังคมมุสลิม
จงอย่าสิ้นหวัง (ในพระเมตตาของอัลลอฮฺ)

จงอย่าสิ้นหวัง (ในพระเมตตาของอัลลอฮฺ)
ศาสนทูตมูฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะศัลลัม เคยกล่าวว่า การดุอาอฺของท่านนั้นขึ้นอยู่กับว่าท่านนั้นกล่าวขอความช่วยเหลือและพร่ำบ่นต่ออัลลอฮฺมากแค่ไหน
ลองสังเกตดูสิ ว่า เวลาที่เราพร่ำบ่นหรือขอความช่วยเหลือจากมนุษย์ด้วยกัน พวกเขามีปฏิกิริยาต่อท่านเช่นไร พวกเขาตอบโต้ท่านอย่างไร พวกเขาหมดความอดทนกับท่านใช่ไหม พวกเขาแสดงความรำคาญต่อท่านใช่ไหม พวกเขาแทบไม่อยากจะมองหน้าท่านอีก พวกเขาหงุดหงิด โมโห ทำหน้าบึ้งตึงใส่ท่าน และอาจพูดบางสิ่งบางอย่างที่ท่านไม่ชอบเช่น“น่ารำคาญจริงๆ”
ตรงกันข้าม หากว่าเราพร่ำบ่น และวอนขอต่ออัลลอฮฺซุบฮานะฮูวะตะอาลา อัลลอฮฺจะทรงรักการพร่ำบ่นของท่านต่อพระองค์ นี่เป็นเหตุผลว่า เหตุใดท่านศาสนทูต ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะศัลลัม กล่าวว่า “มี ผู้คนเข้ามาพบฉัน และกล่าวว่า ฉันขอดุอาอฺต่ออัลลอฮฺ ขอแล้วขออีก แต่อัลลอฮฺก็มิทรงตอบรับการดุอาอฺของฉันเลย” จากนั้นเขาก็เกิดความสิ้นหวัง และยุติการขอดุอาอฺต่ออัลลอฮฺ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว อัลลอฮฺนั้นกำลังจะตอบรับดุอาอฺเขา
ด้วยเหตุนี้ “ท่านจงอย่าสิ้นหวังในการขอดุอาอฺต่ออัลลอฮฺ” ศาสนทูต ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะศัลลัม กล่าวว่า “จง ขอต่ออัลลอฮฺ และพร่ำบ่นกับพระองค์ วอนขอจากพระองค์ให้มากเพราะอัลลอฮฺทรงรักบ่าวผู้ที่พร่ำบ่นและวอนขอต่อพระองค์”
มี อีกหนึ่งฮะดีษที่ศาสนทูต ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะศัลลัม ได้อธิบายไว้ว่า บางครั้งอัลลอฮฺก็ปรารถนาที่ยืดเวลาในการตอบรับดุอาอฺ ขณะที่บ่าวของพระองค์วอนขอจากพระองค์ ด้วยเพราะว่าอัลลอฮฺทรงรักการที่บ่าวของพระองค์นั้นกล่าวสรรเสริญพระองค์และ กล่าวนามของพระองค์ด้วยลิ้นของเขา และเป็นเพราะว่า อัลลอฮฺทรงรักบ่าวของพระองค์มากเหลือเกิน และพระองค์ปรารถนาให้พระนามของพระองค์ถูกกล่าวด้วยลิ้นของเขามากยิ่งขึ้น และอีกสาเหตุหนึ่งที่อัลลอฮฺทรงยึดเวลาในการตอบรับดุอาอฺออกไป เนื่องจากว่าพระองค์ทรงทราบข้อเท็จจริงที่ว่า การยืดเวลาดุอาอฺออกไปนั้น ทำให้สถานะของท่านในวันกิยามะฮฺนั้นสูงมากยิ่งขึ้นและอัลลอฮฺประสงค์ให้ท่านนั้นได้ใกล้ชิดพระองค์มากยิ่งขึ้น
นั่นหมายความว่า การที่พระองค์ตอบรับการดุอาอฺของท่านล่าช้านั้นเป็นเพราะว่าพระองค์ประสงค์ ที่จะได้ยินการกล่าวนามของพระองค์จากลิ้นของท่านและด้วยเพราะว่า พระองค์ทรงรักท่าน และพระองค์ทรงยกสถานะท่านให้สูงยิ่งขึ้นในสวรรค์ญันนะฮฺ เพื่อที่ว่าในวันแห่งการตัดสินท่านจะได้อยู่ใกล้ชิดพระองค์มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การขอดุอาอฺของมุอฺมินนั้นจะได้รับการตอบรับเสมอ เพียงแต่ว่าหากท่านไม่ได้รับสิ่งนั้นในโลกดุนยานี้แน่นอนว่าท่านจะได้รับสิ่งนั้นในวันอาคิเราะฮฺ
บางคนคิดว่าอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮู วะตะอาลา นั้นทรยศต่อการขอดุอาอฺของพวกเขา ทั้งที่พวกเขาทำการขอดุอาอฺต่อพระองค์มากมาย หากแต่ “ท่านอย่าได้มีความคิดเช่นนั้น” เพราะแท้จริงแล้วอัลลอฮฺทรงห่วงใยพวกท่าน และพระองค์ทรงทราบดียิ่งถึงสิ่งที่ท่านขอ หากว่าสิ่งที่ท่านขอจากพระองค์นั้นจะทำให้ท่านต้องประสบกับความเลวร้ายหรือ หายนะ พระองค์จะไม่ทรงตอบรับการขอจากท่านในดุนยานี้หากแต่พระองค์จะตอบแทนท่านใน วันอาคิเราะฮฺ ดังที่พระองค์ทรงตรัสไว้ในอัลกุรอานว่า “สูเจ้า อาจจะเกลียดบางสิ่งที่ดีต่อสูเจ้า และสูเจ้าอาจจะชอบในบางสิ่งที่มันเลวต่อสูเจ้า” ดังนั้นแน่นอนว่า อัลลอฮฺจะทรงประทานซึ่งสิ่งที่ดีงามต่อท่านท่านจำต้องมอบหมายต่อพระองค์และนี่คือบททดสอบอย่างหนึ่ง
เมื่อท่านมอบหมายต่ออัลลอฮฺ และเชื่อมั่นในพระองค์ ดังนั้นท่านก็ไม่จำเป็นต้องกังวลต่อสิ่งใด อัลลอฮฺทรงได้ยินการขอดุอาอฺของท่านอยู่ตลอดเวลาอัลลอฮฺทรงเป็นผู้เมตตายิ่งและทรงเต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก
แม้แต่การวอนขอ ของบรรดากาเฟรฺ (ผู้ปฏิเสธศรัทธา) พระองค์ก็ยังทรงตอบรับการวอนขอของพวกเขา ในกรณีที่พวกเขานั้นวอนขอจากพระองค์เพียงผู้เดียว โดยมิได้ตั้งภาคีใดๆ มาเทียบเคียงพระองค์ ดังที่มีการกล่าวไว้ในอัลกุรอาน ขณะที่บรรดาผู้ปฏิเสธได้ร่องเรือไปในทะเล ได้เกิดพายุขึ้น ซึ่งพวกเขากำลังจะถูกพลัดพาไปกับน้ำทะเลและเกือบต้องจมน้ำตาย พวกเขาจึงได้กล่าวนามอัลลอฮฺและขอความช่วยเหลือจากพระองค์เพียงผู้เดียวด้วย ความบริสุทธิ์ใจ อัลลอฮฺจึงทรงช่วยเหลือพวกเขา หากแต่เมื่อพวกเขาปลอดภัยแล้ว พวกเขาก็กลับไปสู่การปฏิเสธอีกครั้งหนึ่ง (มุชริกีน) จากตัวอย่างนี้ ก็จะเห็นได้ว่า อัลลอฮฺทรงให้การช่วยเหลือบรรดาผู้ที่วอนขอจากพระองค์เพียงผู้เดียวด้วยความบริสุทธิ์ใจโดยมิตั้งภาคีใดๆกับพระองค์
อีกตัวอย่าง หนึ่ง ขณะที่ท่าน ญิลบรีล อะลัยฮิสสลามได้มายังศาสนทูตเพื่อทำการส่งสาสน์จากอัลลอฮฺ ท่านญิลบรีลได้หัวเราะต่อหน้าศาสนทูต ท่านศาสนทูตจึงถามท่านญิลบรีลว่า “เหตุใดท่านจึงหัวเราะ” ท่านญิลบรีลตอบว่า “หากแม้ว่าท่านเห็นว่า ฉันทำอะไรกับฟิรอาวน์ในขณะที่เขากำลังจมลงไปในทะเล ท่านจะเข้าใจ” ศาสนทูตถามต่อว่า “ท่านทำอะไรหรือ ญิลบรีล” ท่านญิลบรีลตอบว่า “ฉันก็ลงไปใต้ทะเลและหยิบเอาดินโคลน ขว้างลงไปในคอของฟิรอาวน์ เพราะฉันเกรงว่าฟิรอาวน์จะกล่าววอนขอต่ออัลลอฮฺให้ช่วยเหลือเขา และอัลลอฮฺจะทรงช่วยเขาน่ะสิ ฉันกลัวว่าพระเมตตาของอัลลอฮฺจะไปยังเขา หากเขาเรียกร้องขอความช่วยเหลือจากพระองค์”
ถอดความและเรียบเรียงจากวีดีโอคลิป Never Lose hope in Allah
http://www.youtube.com/watch?v=58g-ZNWxv20
`ยาซากัลลอฮฮุคอยรอน بنت الاٍسلام
..บนถนนของการศึกษา..

ชีวิต ของคนเรา คงมีหลายครั้งที่ได้เดินทางไปตามถนนเส้นทางต่างๆ บางครั้งอาจพบกับความว่างเปล่า บางครั้งอาจพบกับเนื้อหาสาระต่างๆมากมาย เพราะบนถนนบางเส้นทาง มันมีอะไรให้เราได้เก็บเกี่ยวแตกต่างกันไป และหนึ่งในนั้นคือถนนแห่งการศึกษา
ไม่ ว่าเวลาจะผ่านพ้นไปเนิ่นนานเพียงใด ถนนแห่งการศึกษาจะยังคงรอให้เราได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ เนื้อหาสาระต่างๆอีกมากมาย มันอยู่ที่ว่าเราพร้อมที่จะยอมอ้าแขนรับมันไว้หรือไม่ เราเคยถามตัวเองบ้างไหมว่า “ เรามาที่นี่ทำไม ” เคยถามเป้าหมายของตัวเองบ้างไหม นี่คือคำถามที่เราควรค่าแก่การหาคำตอบตลอดบนเส้นทางถนนการศึกษาแห่งนี้
ไม่ ใช่เพียงแค่ตัวเราที่รอคอยมองดูความสำเร็จของเรา ไม่ใช่เพียงแค่ตัวเราที่อยากเห็นอยากสัมผัสกับความสำเร็จของเราในภายภาคหน้า จงพยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุด จงมุ่งมั่น ฟันฝ่า และจงคิดเสมอว่า “ ไม่มีอะไรที่ได้มาอย่างง่ายดายทุกอย่างล้วนต้องไขว้คว้ามา ” จง ตั้งใจเก็บเกี่ยวทุกอย่างบนถนนการศึกษาแห่งนี้ พยายามไขว่คว้าทุกอย่างที่ได้รับรู้มา แล้ววันข้างหน้ามันจะเป็นวันของเรา (ด้วยกับความหวังและดุอาฮ)
การเรียนที่ได้มาแค่เกรด A B+ B...
มัน จะไม่มีค่าอะไรเลย หากเราได้มันมาแล้ว..แต่เราไม่สามารถนำมันกลับไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตัว เองและสังคมรอบข้างได้ เริ่มต้นใหม่เสียตั้งแต่วันนี้ วันนี้ยังไม่สายที่เราจะตั้งใจเรียน มันอาจจะช้าไปสำหรับบางคน แต่มันก็ดีกว่าที่เราไม่คิดทำอะไรสักนิดเลย
สู้.. อดทน..พยายามให้ถึงที่สุด แล้สเราจะรู้ว่าอุปสรรคต่างๆ ที่เราพบเจอมัน แค่เศษเสี้ยวของความสำเร็จ และที่สำคัญมันจะทำให้เราได้รู้ว่า บนถนนของการศึกษาแห่งนี้ยังมีอะไรให้เราได้เก็บเกี่ยวอีกมากมาย..
..เมื่อสองขาเราเหนื่อยล้า
เมื่อน้ำตาเราไหลริน
เมื่อความหวังเราพังไป..
เหลืออะไรเป็นจุดยืน
..เก็บความฝันหลังเมื้อยล้า
เก็บน้ำตาที่ไหลริน
เก็บความหวังที่พังไป..
เพื่อก้าวใหม่ที่มั่นคง
บทความโดย ฟูอ๊าด ไวยวรรณจิตร
เกียรติของมุสลีมะห์

โดย shabab kolbunsalim
بِسْمِ اللهِ الرَّحْمَنِ الرَّحِيْم
السلام عليكم ورحمة الله وبركا ته
พี่น้องมุสลีมะห์ที่ศรัทธาแล้วทั้งหลายครับ
วันนี้!เพื่อนมุสลีมะห์ของท่าน ลูกหลานมุสลีมะห์ของท่าน พี่น้องมุสลีมะห์ของท่าน ญาติสนิทมุสลีมะห์ของท่าน
มีบ้างไหมที่เขาเหล่านั้นได้โพสรูปอันเป็นเนียะมัตที่อัลลอฮทรงให้ไว้ไปในทางที่ไม่ถูกต้อง ที่ไม่สมควร ที่ไม่รักษาเกียรติของเขานั้น ออกทางสาธารณะชนอันทำให้คนแปลกหน้าทั้งหลายได้มอง ได้เห็น ได้สัมผัสทางความรู้สึก ได้วิจารย์ไปต่างๆนานาอันก่อให้ลดซึ่งเกียรติของมุสลีมะห์เหล่านั้นแล้วครับ
พี่น้องครับ
อะไรหรือครับ!ที่ทำให้พวกเขาเหล่านั้นได้ลดเกียรติของตัวเอง ลดศักศรีย์ของตัวเอง ลดอีหม่านของตัวเอง ลดความยำเกรงและความตักวาของตัวเอง เป็นเพราะอารมย์หรือเพราะความไม่รู้ซึ่งหลักการครับพี่น้อง
ได้ไหมครับพี่น้องหากทุกครั้งที่เราเข้าไปเห็น เข้าไปดูเราจะตักเตือนเขาเหล่านั้นครับ ห้ามพวกเขาครับ นาซีฮัตด้วยกับอัลกุรอานและหะดิษครับ
ได้ไหมครับพี่น้อง หากเราจะเข้าไปยับยั้งหรือสอดส่องซึ่งพวกเขาเหล่านั้นให้ลดรูปลงเถิด ได้ไหมครับพี่น้อง
หรือวันนี้พี่น้องคิดว่า นั่นเป็นเรื่องของเขา นั่นเป็นสิทธิของเขา นั่นเป็นเพราะอีหม่านของเขาที่อ่อนแอ นั่นเป็นเพราะเขาฝ่าฝืนหลักการเองหรือเพราะกลัวว่าหากพูดแล้ว บอกแล้วจะเกิดความขัดแย้งหรือความแตกแยกครับ มิได้แน่ครับ
เพราะท่านรอซูล(ซ.ล)กล่าวว่า "ใครก็ตามที่ไม่สนใจ และไม่ติดตามในเรื่องราวของพี่น้องมุสลิม เขาไม่ใช่พวกมุสลิม" ( บันทึกโดยอัฏฏอบบารอนี )
ถึงแม้ว่า สายรายงานของอุลมาอฺบางส่วนว่าหะดิษข้างต้นเป็นหะดิษที่ฏออีฟ แต่มันสามารถนำมาใช้ได้เนื่องจากสอดคล้องกับความเป็นอันเรื่องร่างเดียวกันของพี่น้องมุสลิม ที่ส่วนใดส่วนหนึ่งเจ็บ ส่วนอื่นๆก็ต้องพลอยเจ็บไปด้วย
ฉะนั้น... ท่านเพียงจะตื่นละหมาดตะฮัจญุด ท่านจะอ่านอัลกุรอานคนเดียว แต่ท่าน กลับไม่สนใจทุกข์สุขของพี่น้องเค้า ความผิดของพี่น้องเค้า การปฏิบัติของพี่น้องเค้า ก็คงมิได้ใช่ไหมครับ ท่านคงไม่เป็น คนที่เห็นแก่ตัว ใช่ไหมครับ อย่าลืมซิ นั่นเป็นเรื่องศาสนา เป็นการปกป้องศาสนา ปกป้องประชาชาติอิสลาม เราจะต้องปกปักรักษาสัจธรรม ปกป้องเกียรติของพวกเขาเหล่านั้นและเสนอเรื่องหลักการให้พวกเขาทราบนะครับพี่น้อง
พี่น้องจะยอมหรือ...ให้เขาเหล่านั้นทำศาสนาของพวกท่านจืดจาง เป็นหมัน เป็นสิ่งที่ใครต่อใครเขาดูถูก ดูแคลนต่อภาพพจของภาพการคลุมศีรษะของมุสลีมะห์ที่อยู่ตามไฮไฟล์หรือบอร์ดต่างๆครับ
แล้ววันนี้!
จะมีสักกี่คนครับที่เขาตระหนักถึงความสวยงามของตัวเองแล้วเขาเหล่านั้นจะเก็บไว้เพื่อคนที่ฮาลาลสำหรับเขาครับ
พี่น้องครับเรากลับมาศึกษา กลับมาตรวจสอบและทบทวนถึงการกระทำของตัวเราเองดีกว่าไหมครับ ว่าวันนี่!ท่านเองได้กระทำซึ่งสิ่งเหล่านี้หรือเปล่า
อย่างที่อัลลอฮ(ซ.บ)ทรงตรัสไว้ในซูเราะห์อัลอะฮฺซาบ อายะฮที่33 ว่า
"และจงอยู่บ้านเรือนของพวกเธอและอย่าได้โอ้อวดความงาม(ของพวกเธอ) เช่น การโอ้อวดความงาม (ของพวกสตรี)แห่งสมัยความงมงายในยุคก่อน(ยุคญาฮีลียะห์)"
หรือท่านเอง ได้เรียนรู้ ได้ศึกษาหลักการอิสลามแล้วมากไหม....
จงอ่านและจงฟังกันเถิดครับ..พี่น้อง
ปัญหาหญิง หญิง
http://www.banatulhuda.com/webboard.php
คลายปัญหาหญิง หญิง
http://banatulhuda.blogspot.com/
والسلام عليكم ورحمة الله
เปลี่ยนปี..เปลี่ยนวัย..ไฉนเลยไม่คิดที่จะเปลี่ยนตัวเองค่ะ

เปลี่ยนปี เปลี่ยนวัย ไฉนเลยไม่คิดที่จะเปลี่ยนตัวเองค่ะ
بِسْمِ اللهِ الرَّحْمَنِ الرَّحِيْم
السلام عليكم ورحمة الله وبركا ته
ผู้ที่ใช้ปัญญาคิดไตร่ตรองและพิจารณาทั้งหลายค่ะ
ผ่านแล้ว ผ่านเล่า ผ่านไปและที่จะผ่านมา..สำหรับมัยยิตที่เห็น สำหรับมัยยิตที่รับรู้...และสำหรับมัยยิตที่สัมผัส...แม้จะเป็นญาติของท่าน แม้จะเป็นลูกหลานของท่านหรือแม้กระทั่งคู่ครองของท่าน....หรือพี่น้องปาเลสไตน์ที่เราได้เห็นกัน.....คงไม่พ้นใช่ไหมครับซึ่งการกลับไปยังพระองค์อัลลอฮ(ซ.บ)...โดยพวกเขานั้นมิได้รู้เลยว่า..อาญัลของเขานั้นมาตอนไหน เป็นแบบใด แล้วจะตายไปในลักษณะที่เป็นมุสลิมผู้ศรัทธาหรือจะเป็นมุสลิมที่ฝ่าฝืน.....มันอาจจะดูเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับมุสลิมที่ฝ่าฝืน..แต่อาจเป็นเรื่องที่ครุ่นคิดนักสำหรับมุสลิมผู้ศรัทธา..ที่เขาจะคิดและทบทวนตัวเองอยู่เสมอครับ
พี่น้องเอ๋ย.....
เราเปลี่ยนกันหรือยังค่ะ...แก้ไขกันหรือยังค่ะ...ศัลยกรรมกันหรือยังค่ะ สำหรับอีหม่านของเรา ....จิตใจของเราหรืออามาลของเราและความยำเกรงของเราเพื่อให้พร้อมกับการกลับไปอย่างมิรู้ซึ่งเวลากำหนดของมันค่ะ.
..นี่เราก็เปลี่ยนปีมาแล้ว...นี่เราก็เปลี่ยนวัยมาแล้ว...ไฉนเลยค่ะ...เราไม่คิดที่จะเปลี่ยนตัวเองกันเลย.....หรือวันนี้เราคิดที่จะเปลี่ยนแค่ร่างกายของเรา เปลี่ยนแค่สัดส่วนของเรา แต่เรามิเคยคิดที่จะเปลี่ยนซึ่งจิตใจค่ะ........จะรอสักกี่ปี จะรอสักกี่หนค่ะ ..ถึงเราจะเปลี่ยนกัน..
เสียดายไหม เสียไปไหม หากกับปีใหม่ที่เรากำลังใช้ชีวิตอยู่ในขณะนี้นั้น เราเปลี่ยนจากผ้าคลุมสีนั้นเป็นสีนี้ เปลี่ยนโทรศัพท์ยี่ห้อนั้นเป็นยี่ห้อนี้ เปลี่ยนตลับแป้งแบบนั้นเป็นแบบนี้ หรือเราเปลี่ยนกิ๊กคนนั้นเป็นคนนี้....แล้วจะมีเวลาไหนอีกหรือค่ะท่านพี่น้อง...ที่เราจะคิดเปลี่ยนซึ่งจิตใจ...ให้เป็นสีขาวอันบริสุทธิ์ปราศจากซึ่งสีดำและสีเทาภายในจิตใจของเรา ให้มันสอดคล้องกับลิ้นที่เปล่งเสียงออกมาว่า..ฉันเป็นมุสลิมผู้ศรัทธาต่อวันปรโลก มิใช่เป็นเพียงมุสลิมแค่ลมปาก..จริงไหมค่ะ..
หากเราไม่อยากเป็นมุสลิมแค่ลมปาก เราก็มาเปลี่ยนกันซิ เรามาศัลยกรรมจิตใจกันซิ ศัลยกรรมอีหม่านกันซิ หรือมาศัลยกรรมซึ่งความยำเกรงและศัลยกรรมความเป็นอยู่กันซิค่ะ มันไม่ยากเลยนักรู้ไหม มันไม่ลำบากเลยใช่ไหม...หากเราคิดที่จะเปลี่ยน...กันนะค่ะ
อย่าซิพี่น้อง..หากเราเน้นและคิดที่จะตกแต่งร่างกายของเราอีก ประทินโฉมร่างกายของเราอีก...หรือเราจะเสริมนั่่น แต่งนั่น ทำนี่ ซื้อนั่น ซื้อนี่ เพื่อต้องการให้เราสวย เราหล่อ เราหุ่นดี เราหุ่นสวย เพื่อให้ใครๆเขาพอใจหรือเพื่อต้องการให้ร่างกายเป็นที่ดึงดูดเพศตรงข้าม.... แต่เราไม่เคยคิดที่จะตกแต่งซึ่งจิตวิญาณของเรา ไม่เคยตกแต่งอีหม่านของเราเพื่อให้มีความยำเกรงต่ออัลลอฮ(ซ.บ)เลย ใช่ไหมค่ะ เราไม่เคยมาทบทวนอามาลของเราเลยหรือค่ะ ?...พี่น้อง ....ทั้งๆที่ร่างกายของเรานั้นจะรูปร่างหน้าตาอย่างไร จะดำ จะขาว จะหล่อ จะสวย จะอ้วน จะเตี้ย จะหุ่นดีขนาดไหน ร่างกายเหล่านี้ก็จะถูกฝังลงไปในกุโบรเป็นอาหารของหนอนและไส้เดือนวันยังค่ำใช่ไหมครับ แต่อามาลของเราต่างหากหล่ะที่จะถูกประกาศยืนขึ้นกับเรา ณ วันกียามัต ต่อหน้าอัลลอฮ(ซ.บ) ....ฉะนั้นจงพิจารณาซิพี่น้อง..หากเราเกรงกลัวการลงโทษของพระองค์ค่ะ
ดั่งที่ท่านอบูฮูรอยเราะห์ (ร.ด) เล่าว่า ท่านรอซูล(ซ.ล)กล่าวว่า
"แท้จริง อัลลอฮ(ซ.บ)ไม่ทรงพิจารณาที่รูปร่างหน้าตาของพวกท่าน แต่อัลลอฮ(ซ.บ)ทรงพิจารณาที่ หัวใจของพวกท่าน"
(บันทึกโดยมุสลิม)
แล้วอย่างนี้เรายังจะแต่ง เรายังจะเสริม เรายังจะซื้อ เรายังจะหาสิ่งที่เป็นเครื่องประดับตกแต่งร่างกายของเรามากกว่าจะซื้อ จะหา จะค้นคว้า ตำรับตำราศาสนา ซีดีศาสนาอีกหรือครับ...ผู้ที่ใช้ปัญญาตรึกตรองเอ๋ย ยังไม่ถึงเวลาอีกใช่ไหม ยังไม่พออีกใหม หรือจะรอให้อาญัลมา หรือจะรอให้วันนั้นมาถึงก่อน เราถึงจะเปลี่ยน เราถึงจะสำนึกค่ะ พอเถอะครับ พอเถอะ ที่จะเน้นศัลยกรรมร่างกายมากกว่าจะเน้นศัลยกรรมจิตใจอ่ะ
เรามาเปลี่ยนเถอะนะวันนี้ ยังมีเวลานะ ยังมีเวลา คงเสียโอกาศนะ หากอาญัลมาถึงที่ลูกกระเดือกของเรา เรามีแค่ละหมาด เรามีแค่บวชสุนนะห์ เรามีแค่อ่านกุรอาน แต่เราไม่มีเลยซึ่งความยำเกรงและการละทิ้งบาปเล็ก บาปน้อยหรือบาปใหญ่ที่เราทำอยู่ในปัจจุบัน จนความหวังที่เราจะได้รับการตอบรับอามาลจากพระองค์อัลลอฮ(ซ.บ)อย่างสมบูรณ์นั้นหมดสิ้นไป อันเนื่อง จากความที่เราไม่รู้ เราไม่ศึกษา ไม่แสวงหา ไม่เตรียมตัว ไม่เปลี่ยนแปลงตัวเองและดื้อดึงต่อการฝ่าฝืนนั้นอยู่ค่ะ
ดังนั้นแล้ว
จะเป็นการสมควรละอีกหรือ?ครับพี่น้อง ที่จิตใจของเราจะยอมสยบต่อซัยฎอนด้วยการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อพระผู้ทรงสร้างและชำระซึ่งการกระทำของเราในทุกอันธุลีของการกระทำนั้นอย่างแน่นอนในวันปรโลกนั้นค่ะ.......
หรือวันนี้.... เรายังคิดที่จะศัลยกรรมร่างกายของเราแต่เรามิเคยคิดที่จะศัลยกรรมซึ่งจิตใจของเราเลย..ผู้ศรัทธาแห่งวันปรโลกแล้วทั้งหลายค่ะ
แต่พี่น้องค่ะ...หากในวันนี้!นั้น....เงินที่ได้มา จากความเหนื่อยของพ่อแม่ ใช้หมดไป กับการซื้อซีดีเพลง.... มากกว่าซีดีบรรยายศาสนา
เงินที่ได้มา จากความเหนื่อยของพ่อแม่ ใช้หมดไป กับการซื้อนิตยสารดารานักร้อง.... มากกว่าหนังสือศาสนาทั่วไป
เงินที่ได้มา จากความเหนื่อยของพ่อแม่ เงินที่ได้มา จากความเหนื่อยของพ่อแม่ ใช้หมดไป กับเครื่องสำอางเพื่อศัลกรรมแต่งร่างกายเพื่อให้ชายอื่นได้เชยชม.....มากกว่าให้สามีได้เชยชม หรือเงินที่ได้มา จากความเหนื่อยของพ่อแม่ ใช้หมดไป กับการเติมเงินในโทรศัพท์ เพื่อคุยกับสาวหรือชายอื่นทั้งวันทั้งคืน....มากกว่าคุยกับพ่อกับแม่หรือญาติสนิทเพื่อบอกกล่าวเรื่องศาสนา และเวลาที่ท่านมี ....ได้หมดไปกับการดูละครน้ำเน่าและฟังเพลง...มากกว่าจะฟังเรื่องราวศาสนาและฟังอัลกุรอาน แล้วล่ะก็เมื่ออาญัลมาถึง เมื่อวันแห่งการสอบสวนนั้นมาถึง
อะไรหล่ะค่ะพี่น้องที่จะเป็นสิ่งค้ำประกันถึง..นรกและสวรรค์ค่ะ
จงไตร่ตรองและพิจารณาตรวจสอบตัวเอง และจงเปลี่ยนแปลงกันเถิดนะ
มันไม่คุ้มเลย หากการฝ่าฝืนอันชั่วครั้งชั่วคราวจะนำไปสู่การลงโทษของพระองค์อัลลอฮ(ซ.บ)อย่างเจ็บแสบค่ะ
เพราะอัลลอฮ(ซ.บ)ทรงตรัสไว้ในซูเราะห์ Al-Anfaal อายะฮที่ 53 ว่า "........ อัลลอฮ์มิได้ทรงเป็นผู้เปลี่ยนแปลงความกรุณาใดๆที่พระองค์ทรงประทานมันแก่กลุ่มชนหนึ่งกลุ่มชนใด จนกว่าพวกเขาจะได้เปลี่ยนแปลงสิ่งที่อยู่ในตัวของพวกเขาเอง และแท้จริงนั้นอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงได้ยินผู้ทรงรอบรู้
โอ้..อัลลอฮ
อัลลอฮเท่านั้นที่ฉันเคารพภักดี อัลลอฮเท่านั้นที่ฉันขอความช่ วยเหลือ
ขอพระองค์ทรงทำให้ฉันและท่านทั้งหลายได้อยู่บนหนทางอันเที่ยงตรงด้วยเถิด
อามีน
والسلام عليكم ورحمة الله وبركاته
7 เทคนิคให้ได้ใกล้ชิดกับอัลกุรอาน

คุณเป็นคนหนึ่งหรือเปล่าที่ไม่ค่อยได้สัมผัสกับอัลกุรอาน หรือ
คุณอ่านมันทุกวันแต่ไม่ได้พบสิ่งที่มีผลกระทบต่อตัวคุณเลย
ไม่ว่าคุณจะเป็นแบบไหน เราขอเสนอเทคนิคที่จะให้ได้ใกล้ชิดกับอัลกุรอานดังนี้
1. ก่อนที่คุณจะสัมผัสกับอัลกุรอาน ซึ่งเป็นคัมภีร์จากอัลลอฮฺนั้น
ตรวจสอบหัวใจคุณดูก่อนว่า คุณอ่านหนังสือเล่มนี้เพื่อสิ่งใด คุณเพียงอ่านเพื่อหาข้อความบางข้อความ หรือเพียงอ่านแล้วก็จบจากไป ได้โปรดถามตัวคุณเองอย่างซื่อสัตย์และจริงใจกับตัวเองว่าอ่านเพื่อสิ่งใด ท่านศาสดามุฮัมมัดได้ถูกท่านหญิงอาอีชะห์ กล่าวถึงท่านว่า ท่านคือ "อัลกุรอานที่เดินได้" ทั้งนี้เพราะท่านศาสดา ไม่ได้เพียงแค่อ่านเท่านั้น แต่ท่านทำให้สิ่งที่อยู่ในกุรอานนั้นอยู่ในชีวิตของท่าน
2. คุณมีน้ำละหมาดหรือยัง? การเอาน้ำละหมาดเป็นสิ่งที่ดีที่สุด อีกทั้งยังเป็นการเตือนตัวคุณเองด้วยว่าคุณกำลังจะอ่านหนังสือที่ต่างไปจากหนังสือทั่วไปที่คุณอ่าน คุณกำลังจะสัมผัสกับหนังสือของอัลลอฮฺเพื่อที่จะเข้าใกล้ชิดกับพระองค์ ดังนั้นความสะอาดจึงเป็นสิ่งที่คุณควรคำนึงเป็นสิ่งแรก
3. เริ่มด้วยการอ่านวันละ 5 นาที การอ่านอัลกุรอานเป็นชั่วโมง อาจจะดูมากเกินไป ยิ่งถ้าคุณอยู่ในสภาพที่ไม่พร้อมพอที่ใช้เวลามาก ขอให้เริ่มด้วยวันละ 5 นาทีเท่านั้น และพยายามรักษามันไว้ จากนั้นอิชชาอัลลอฮฺ คุณจะสังเกตเห็นว่า มันจะค่อยๆ เพิ่มเป็นวันละ 10 , 15 นาที และอาจเป็นชั่วโมงได้เลยทีเดียว
4. คุณได้เข้าใจในสิ่งที่คุณอ่านหรือเปล่า การใช้เวลาอ่านอัลกุรอาน 5 นาทีต่อวันเป็นภาษาอาหรับนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่คุณควรจะถามตัวเองด้วยว่าคุณได้เข้าใจในสิ่งคุณอ่านหรือเปล่า คุณควรจะมีหนังสือที่แปลกรุอานที่คุณอ่านอยู่นั้นเป็นภาษาที่คุณเข้าใจ เพื่อให้คุณมั่นใจได้ว่าคุณได้เข้าใจในสิ่งที่คุณอ่านนั้น
5. โปรดจำไว้ ว่าหนังสือคัมภีร์อัลกุรอานนั้นเข้าถึงได้ดีกว่าซีดี ปัจจุบันนี้มีกุรอานที่เป็นซีดี และโปรแกรมคอมพิวเตอร์มากมาย ผู้คนมักเบื่อหน่ายสิ่งที่เป็นรูปเล่มหนังสือ แต่กุรอานไม่ได้เป็นเช่นนั้น โปรดจำไว้ว่า เมื่อคุณอ่านอัลกุรอานคุณกำลังพยายามให้ได้อยู่ใกล้ชิดกับอัลลอฮฺ เสมือนพระองค์กำลังพูดอยู่กับคุณผ่านกุรอานนั้น ดังนั้นโปรดอ่านด้วยความตั้งใจ
6. อย่าเพียงแต่อ่านปาวๆ หรือฟังเท่านั้น ปัจจุบันมี เทปคาสเซท ซีดี กุรอาน มีทั้งแปลและไม่ได้แปล จะเป็นการดีมากถ้าคุณได้ใส่สิ่งเหล่านี้ ในวอล์คแมน (ซาวดอะเบาท์) ของคุณ หรือในเครื่องเล่นเครื่องเสียงในรถของคุณ เพี่อที่คุณจะได้ฟังขณะที่กำลังเดินทาง ขอให้ใช้สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งเพิ่มเติมในชีวิตประจำวันของคุณ แต่ไม่ใช่เป็นการแทนที่คือเปลี่ยนพฤติกรรมจากการอ่านจากเล่มเป็นฟังเครื่องเสียงแทน
7. ขอดุอาอฺจากพระองค์ การขอดุอาอฺจากพระองค์เป็นสิ่งที่ดีที่สุด ขอให้พระองค์ได้ให้ทางนำแก่เรา ในขณะที่เราอ่าน ขอด้วยความซื่อสัตย์ มั่นคง ด้วยความรัก ในพระองค์ สื่อสารกับพระองค์ด้วยการอ่าน ทำความเข้าใจ และสรรเสริญในพระองค์
รักคืออะไร

รักคืออะรัย
ความรักคืออะไรใครรู้บ้าง
ต้องเดินทางตามหากระนั้นหรือ
หรือมันคือสินค้าที่เปลี่ยนมือ
จะได้ซื้อได้หามาใช้ดู
อยากจะรู้อยากคิดเรื่องความรัก
ไม่ยากนักเปิดใจให้รับรู้
อันความรักอยู่ใกล้กับนัฟซู
ปะปนอยู่แยกยากระวังตัว
เพราะนัฟซูจะแปรความรักนั้น
ให้มันพลันเป็นใคร่ดูหมองทั่ว
ทังสีหน้ากิริยาน่าหวาดกลัว
จะไปทัวร์นรกร้อนบั่นทอนใจ
รักที่แท้รักจริงอยู่ที่ไหน
ใครหนอใครใคร่รู้ลองดูไหม
ความรักจริงอิงแอบในซอกใจ
แต่ตัวไม่เคยรู้มองดูเลย
รักดวงตารักมือรักฟันไหม
และหัวใจที่เต้นไม่นิ่งเฉย
เคยรักไหมถ้าไม่รักโยนทิ้งเลย
คำเฉลยคือรัก รู้หรือยัง
แอบรักผู้หญิงคนหนึ่งและติดต่อกับเธอก่อนแต่งงาน..หลักการอิสลามว่าอย่างไร?

ตอบคำถามโดย ชัยคฺ มุฮัมมัด ศอลิหฺ อัล มุนัจญิด
อัสมาอฺ แปลและเรียบเรียง
คำถาม ผม เป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ตกหลุมรักลูกสาวของเพื่อนบ้าน ซึ่งเกิดขึ้นเป็นเวลาสองปีแล้วโดยที่เธอไม่รู้ และผมก็ไม่ได้บอกเธอหรือใครในครอบครัวของผม และผมก็ไม่เคยนัดพบเธอที่ไหน ผมเพียงแต่หวังว่าสักวันหนึ่งเธอจะมาเป็นภรรยาของผม ต่อมาผมประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่ทำให้ผมได้รับบาดเจ็บสาหัสและเกือบจะ พิการเสียด้วยซ้ำ ผมจึงกังวลมาก เพราะความใฝ่ฝันที่ผมจะแต่งงานกับเธอแทบจะมลายหายสิ้น แต่แล้วน้องสาวของผมก็ขอร้องผมให้บอกเธออย่างตรงไปตรงมาถึงสิ่งที่ทำให้ผม เป็นกังวล ผมจึงเล่าน้องสาวถึงสิ่งที่อยู่ในใจผม
น้อง สาวบอกผมว่า เธอจะบอกเธอถึงความรักของผมที่มีต่อเธอ เพื่อที่เธอจะได้ตัดสิน เรื่องที่เซอร์ไพรส์มากคือ เธอก็ชอบผมเหมือนกัน จากนั้นเราก็เริ่มส่งจดหมายรักโต้ตอบกันผ่านน้องสาวของผม สองปีต่อมาผมจึงขอเธอแต่งงานและเธอก็ตกลง อัลฮัมดุลลิ้ลลาฮฺ 1ปี จากนั้นได้แต่งงานกันและอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข และในช่วงเวลาก่อนแต่งงานนั้น ผมเพียงแค่มองเธอจากไกลๆ เนื่องจากครอบครัวของเธอเป็นเพื่อนบ้านของผมและผมจะพบเธอโดยเหตุบังเอิญ ผมไม่เคยพูดกับเธอเลยก่อนถึงคืนแต่งงาน ฉันได้ยินมาว่าเนื่องจากว่าความรักของเราที่มีต่อกันทำให้เราต้องกระทำบาป คำพูดนี้ถูกต้องหรือไม่? และจะลบล้างบาปนี้ได้อย่างไร?
คำตอบ ประการแรก ขออัลลอฮฺทรงตอบแทนรางวัลให้กับคุณเนื่องจากการทดสอบที่ประสบกับคุณ และโปรดเพิ่มความรักระหว่างคุณกับภรรยาของคุณด้วยเถิด
ประการที่สอง บุคคลหนึ่งไม่สามารถตำหนิความรักที่ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียอันใด อย่างเช่นถ้าเขามองผู้หญิงคนหนึ่งโดยเหตุบังเอิญและหัวใจของเขาก็เต็มไปด้วย ความรักที่มีต่อเธอ แต่เขาก็ไม่ได้กระทำสิ่งหะรอมใดๆอย่างเช่นการมองซ้ำแล้วซ้ำอีก การจับมือถือแขน การอยู่กับเธอเพียงลำพัง หรือการ พูดจาฉอเลาะกับเธอ ส่วนความรักที่เกิดจากการมองหลายๆครั้ง การคุลวะฮฺ(การอยู่ด้วยกันสองต่อสอง) หรือการติดต่อกันโดยจดหมาย คนที่ทำสิ่งนั้นกำลังกระทำบาปโดยขยายขอบเขตสิ่งต้องห้ามในความสัมพันธ์และ ความรักของเขา
ประการที่สาม การติดต่อกันทางจดหมายระหว่างเพศถือว่าไม่อนุญาต เพราะว่าปลุกปั่นให้เกิดความเสื่อมเสียและมักจะก่อเกิดความเสียหาย ถ้าผู้ชายคนหนึ่งติดต่อกับผู้หญิงที่ไม่ใช่มะหฺรอมทางจดหมายซึ่งไม่มีใครรับ รู้ จะนำไปสู่ความไม่ดีต่างๆมากมาย อิสลามห้ามผู้หญิงกับผู้ชายที่ไม่ใช่มะหรอมของเธออยู่สองต่อ สอง เนื่องจากฟิตนะฮฺ(ความเสื่อมเสีย)และสิ่งที่เลวร้ายที่เป็นผลเกิดตามมา เช่นความดึงดูดและความปรารถนาที่มองและสัมผัสต้องตัวกัน ทั้งหมดนี้เป็นผลที่เกิดจากผู้ชายคุยกับผู้หญิงทางจดหมายหรือการสนทนาส่วน ตัว โดยเฉพาะถ้าพวกเขาเป็นเด็กหนุ่มสาวและอยู่ในช่วงที่มีอารมณ์พลุ้งพล่าน
ชัย คฺ ญิบรีน เราะฮิมาฮุลลอฮฺ ถูกถามว่า อะไรคือกฎเกณฑ์ในเรื่องการติดต่อกันระหว่างผู้ชายกับผู้หญิงถ้าหากการติดต่อ กันนี้ปลอดจากการผิดศีลธรรม ความรักและความปรารถนา ?
เขาตอบว่า "มันไม่เป็นที่อนุญาตสำหรับใครก็ตามที่ติดต่อกับผู้หญิงที่ไม่ได้เป็นมะ หฺรอม เนื่องจากว่าความเสื่อมเสียเกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น คนหนึ่งอาจคิดว่าไม่มีความเสื่อเสีย แต่ชัยฎอนจะพยายามจนกระทั่งเขาได้ล่อลวงเขาผ่านเธอและล่อลวงเธอผ่านเขา ท่านนบี ศ็อลลัลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม บอกกับชายคนหนึ่งที่ฟังเรื่องดัจญาลเพื่อที่จะระวังจากมัน และท่านกล่าวว่าชายคนหนึ่งอาจปรากฏตัวในฐานะผู้ศรัทธาแต่ดัจญาลพยายามจนกระทั่งมันได้ล่อลวงเขาและทำให้เขาสับสน"
มีความเสื่อม เสียและอันตรายมากมายในการติดต่อระหว่างชายหญิง นั่นหมายความว่าจะต้องหลีกห่าง แม้ว่าผู้ถามจะบอกว่าไม่มีความรักและความปรารถนาใดๆเกี่ยวข้อง (อ้างจาก ฟะตาวา อัล มัรอะฮฺ)
ผู้หญิงนั้นถูกห้ามให้พูดคุยกับผู้ชายที่ไม่ใช่มะหฺรอมอย่างหวานเยิ้ม ดังที่อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงกล่าวว่า “...อย่าได้พูดจาเพราะพริ้งนัก เพราะจะทำให้ผู้ที่หัวใจของเขามีโรคเกิดความโลภ แต่จงพูดด้วยถ้อยคำที่พอเหมาะพอควร” อัล อะหฺซาบ 32
และมันเป็นเรื่องหะรอมสำหรับผู้ชายที่เพลิดเพลินกับการฟังหรือเสียงของผู้หญิงที่ไม่ใช่มะหฺรอม
การ ที่น้องสาวของคุณทำหน้าที่เป็นสื่อกลาง(หรือที่เรียกกันว่า แม่สื่อ)ส่งจดหมายนับว่าเป็นความผิดอีกประการหนึ่ง เนื่องจากกำลังกระตุ้นให้เธอเข้าไปพัวพันในเรื่องทำนองนี้
จากที่กล่าวมา คุณจะต้องทำการกลับเนื้อกลับตัวต่ออัลลอฺ คุณจะต้องกระทำความดีให้มากๆ อย่างอื่นนอกเหนือกว่านี้ไม่จำเป็นต้องทำ วัลลอฮุ อะอฺลัม
........................................
รักคือ What love are ?

ฮะ นีฟะห์คุณครูประจำโรงเรียนประถมแห่งหนึ่งกำลังคิดหาวิธีการที่จะแก้ไข พฤติกรรมของลูกศิษย์ที่มักขัดแย้งกันในเรื่องไร้สาระ และแบ่งพรรคแบ่งพวกกันเวลาเล่น เธอคิดอยู่นานจนกระทั่งคิดค้นเกมๆหนึ่งขึ้นมา เกมที่เธอคาดหวังไว้ว่าเมื่อเด็กๆได้เล่นแล้วพวกเขาจะเข้าใจกัน รักกัน และมีความสามัคคีกันมากขึ้น
เธอ เริ่มอธิบายเกมให้เด็กนักเรียนของเธอฟัง โดยให้พวกเขานำฝรั่งมาจำนวนหนึ่ง บนผลฝรั่งให้เขียนชื่อเพื่อนที่รังเกียจ หรือไม่อยากให้อยู่ร่วมกลุ่มเอาไว้ รวมถึงสิ่งที่ไม่ชอบให้อีกฝ่ายปฏิบัติต่อกัน ดังนั้นจำนวนผลฝรั่งที่เด็กๆใส่ไว้ในถุงจะขึ้นอยู่กับจำนวนคนที่เขาไม่ชอบ
เมื่อ ถึงวันกำหนดเล่นเกม เด็กๆทุกคนต่างก็นำฝรั่งที่มีชื่อคนที่เขารังเกียจติดตัวมาด้วย เธอสังเกตเห็นว่า เด็กบางคนมีฝรั่ง 2 ผล บางคนมี 3 ผล บ้างก็มี 5 ผล เธอสั่งให้เด็กๆนำฝรั่งของตนเองใส่ถุงติดตัวไปทุกๆที่ เป็นระยะเวลา 1 สัปดาห์
หลัง จากผ่านไปหลายวันผลฝรั่งของแต่ละคนก็เริ่มเน่า เด็กๆต่างพากันบ่นถึงกลิ่นที่ไม่สู่จะดีของมัน นอกจากนั้นเด็กนักเรียนที่มีฝรั่ง 5 ผลก็บ่นที่ต้องถือถุงหนักกว่าคนอื่น เมื่อเวลา 1 สัปดาห์สิ้นสุดลง เด็กๆต่างรู้สึกปลดปล่อยที่เกมได้สิ้นสุดลงเสียที
ฮะ นีฟะห์เรียกเด็กๆมารวมกัน แล้วถามว่า “รู้สึกอย่างไรที่ต้องถือฝรั่งติดตัวตลอด 1 สัปดาห์ “ เด็กๆต่างระบายความหงุดหงิดไม่พอใจออกมา และบ่นถึงความลำบากที่พวกเขาต้องประสบกับการถือถุงฝรั่งที่หนักและส่งกลิ่น เน่าเหม็น
หลัง จากนั้นฮะนีฟะห์ก็อธิบายให้เด็กๆทราบถึงความจริงที่ซ่อนอยู่ในเกมว่า”มันก็ เหมือนกับสถานการณ์จริงๆที่เราต้องแบกความเกียจชัง ความไม่ชอบในสิ่งที่ผู้อื่นปฏิบัติต่อเราไว้ในใจ มลพิษของความเกลียดชังจะกัดกร่อนในใจเรา และติดตัวเราไปในทุกที่ๆที่เราไป ถ้าขนาดเรายังทนไม่ได้กับกลิ่นเหม็นเน่าของฝรั่งที่ติดตัวเราในช่วง 1 สัปดาห์ ลองคิดดูสิว่า ถ้าเรายังแบกความไม่พอใจ ความรังเกียจต่อกันไว้ตลอดชีวิตเราจะมีชีวิตอย่างไร? ดังนั้น พวกหนูจะต้องรักและสามัคคีต่อกัน สิ่งใดที่อีกคนหนึ่งปฏิบัติ ถ้ามันแค่ขัดหูฃัดตาเราเล็กน้อย ก็ปล่อยผ่านไป แต่ถ้ามันมากเกินไป ก็ควรเปิดอกคุยกันว่า มีสิ่งไหนบ้างที่เขาควรจะต้องปรับปรุง แล้วอย่าลืมว่ามุสลิมเป็นพี่น้องกัน เป็นพี่น้องด้วยสายเลือดของความเป็นอิสลาม มีต้นกำเนิดเดียวกัน คือท่านนบีอาดัม (อลัยฮิสลาม) ที่สำคัญศาสนาคือการตักเตือนกัน พวกหนูควรตักเตือนกันด้วยคำพูดที่ดี มิใช่ตะโกนใส่กัน หรือพูดจาเสียดสีกันอย่างที่ผ่านมา เพราะคนที่เตือนจะไม่ได้รับผลบุญจากอัลลอฮฺนะจ๊ะ”
สำหรับบทความ ที่ได้นำมาเสนอในครั้งนี้ผู้เขียนได้ดัดแปลงมาจาก ฟอร์เวิร์ดเมล์ของนักเขียนท่านหนึ่ง เหตุการณ์ในเนื้อเรื่องมักจะเกิดขึ้นอยู่เป็นประจำ มิใช่แต่ในกลุ่มเด็กเท่านั้น แต่ความรังเกียจ ความไม่ชอบใจในกันและกันมักเกิดขึ้นกับทุกเพศและทุกวัย ทุกคนมักนำเอาบรรทัดฐานที่ตนเองวางไว้มากำหนดให้อีกคนหนึ่งเป็น และใครที่ไม่เป็นอย่างที่เขาตั้งเงื่อนไขไว้ก็จะไม่เป็นที่ยอมรับ ซึ่งเขาคงมองข้ามไปว่า มนุษย์ย่อมมีความเหมือน และความต่างกัน แม้จะถูกบ่มเพาะตัวตนในสิ่งแวดล้อมเดียวกันหรือแตกต่างกัน จากคนดูแลคนเดียวกันหรือคนละคนก็ตาม สิ่งประกอบเหล่านี้ย่อมมีอิทธิพลส่งผลให้แต่ละคนมีอุปนิสัยใจคอที่แตกต่าง กัน แต่เมื่อทุกคนต้องอาศัยอยู่รวมกันบนโลกใบเดียวกันแล้ว เราจะทำอย่างไรให้เราสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข นั่นก็คือเราต้องปรับตัวเข้าหากันและยอมรับในกันและกันให้มากที่สุดนั่นเอง
สุด ท้ายอยากฝากคำถามให้ทุกๆคนได้ลองตอบกับตัวเองว่า คุณจะแสดงออกถึงความรักและการยอมรับในเพื่อนสักคน หรือคนที่คุณจะคบหาด้วยเพียงเพราะ...?
เขา...เป็นคนที่สมบูรณ์แบบ (ตามบรรทัดฐานที่คุณวางไว้)
หรือเขา...เป็นคนที่ไม่สมบูรณ์แบบ แต่คุณชื่นชมเขาและยอมรับเขาให้สมบูรณ์มากที่สุดกันแน่
สภาพของหัวใจที่ปรากฎในอัลกุรอาน
เส้นทางสายใหม่
เรายังไปไม่ถึงไหนเลย
ความสำเร็จนั่นหรือ...คงอีกไกล
เพราะอะไรกันนั่นรึ
อาจเป็นเพราะ
ความเชื่อมั่นของเราที่น้อยนิด
ความเสียสละ ทุ่มเท
เอาจริงเอาจัง อดทน...
(ความไว้วางใจ ความรัก ความสามัคคี
ความรู้ ความถูกต้อง กลวิธี และการขอพร ฯลฯ)
อย่างใดอย่างหนึ่ง ...หรือทั้งหมด ของเรา
ในวันวาน ยังน้อยนิด ...หรือไม่เพียงพอ
เราจึงไม่เห็นอะไร...ในวันนี้
อย่างที่เราปรารถนา...ในวันวานที่ผ่านมา
วันนี้จึง ต้องทบทวน ...ตัวเองและทีมงาน
ว่ามีสิ่งใดบ้างที่ละเลย...หรือมองข้ามไป
เพื่อทีว่าเราทั้งหลาย...จักได้แก้ไข
เปลี่ยนแปลง ด้วยตัวเรา...และคนรอบข้าง
หรือเรายังฝันหวานว่าพรุ่งนี้...จะดีขึ้นโดยมิได้แก้ไข
จงทบทวนเถิดในเมื่อวันนี้ เรายังมี
เพราะวันนี้คือพรุ่งนี้ในอดีต...ที่เราต่างใฝ่ฝันแล้ว
เราพบเจออะไรบ้าง... ถามสิ เราจะได้หาคำตอบ
ใช่ เราพบแล้ว อีกเส้นทาง... ที่เราจะไป
เส้นที่ต่อจากเส้นที่แล้ว...ที่เราฝัน
คือเส้นที่แห่งการทบทวน...และแก้ไขมันซะ
และพรุ่งนี้ก็ยัง...ต้องทบทวนแก้ไข
จนกว่าความช่วยเหลือ...จะมาถึง
สัญญาจักเป็นจริง....ณ ดินแดนของวันพรุ่งนี้...ของพรุ่งนี้
บนเส้นทางใหม่ที่ลำบากกว่าเดิม
เพราะไม่แค่เดินตามแผนที่ ....ที่มีอยู่
หากแต่ต้องสำรวจ....และแก้ไขวิธีการเดินด้วย
......................................................
คุณคือคนที่ ดี ที่ สุ ด ?
โดย : อุมมุ ฮัมซะฮฺ จากวารสารสันติชน vol.52
อ้างอิง : http://www.annisaa.com/forum/index.php?topic=1526.0
เมื่อคุณอกหัก
อาการ จะแตกต่างกันไป เช่น หมดเรี่ยว หมดแรง ซ่ะงั้น
( อาการนี้เหมือนญาติสนิทถึงอาญั้ล ) เศร้า ซึม หน้าไม่มีสี
ปวดหัวใจ แบบจี๊ด ๆ ฯ ล ฯอิสลามไม่มีระบบแฟน ระบบแฟนเป็น
วัฒนธรรมชาวตะวันตกอิสลามสอนให้รู้จักรับผิดชอบ ไ
ม่ใช่เผื่อจะไม่ต้องรับผิดชอบถ้าได้เริ่มมีแฟนแล้ว สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้
คือ เปลืองหัวใจแน่นอน นัฟซูเข้าแทรกจิตใจเริ่มฟุ้งซ่าน
หมกมุ่น แต่เรื่องของเพศตรงข้ามผ่านไปสักระยะหนึ่ง คนที่เป็นแฟนกัน
สังคมเดี๋ยวนี้ จะลองนอนกันด้วย คราวนี้ถึงเวลาเปลืองตัวแล้วหล่ะสรุปมีแฟน
แล้ว ทำให้เปลืองตัว เปลืองใจ เปลืองเงิน และเปลือง......
เรามาหาวิธีจัดการกับตัวเองให้ใกล้ชิดอัลลอฮฺ ไม่ใช่
ใกล้ชิดกับเพื่อนต่างเพศเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น
หรือ วัยเจริญพันธุ์แล้ว ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงเยอะมาก
บวกกับอารมณ์ปรารถนาก้อแรงกล้า สิ่งยั่วยวน ส่งเสริมให้
ต้องทำตามอารมณ์ซึ่งจะได้รับอิทธิพลหลายทืศทาง เช่น จากหนัง
ละคร เสียงเพลง เพื่อนเอาแฟนมาอวด เพื่อนยุ พวกว่างจัด
( ทำให้ขี้เหงา )พูดคุยแบบชักนำสู่ความเป็นแฟน นักท่องเที่ยวทั้งหลาย
* ในวันวันหนึ่ง อย่าเพียงแต่หายใจรดทิ้ง มาเริ่มต้นแสวงหาความรู้
ด้านอิสลามกันเถอะ หรือแสวงหาความรู้ด้านดุนยาก้อได้
ขออย่าหาอะไรที่ไร้สาระเข้าตัวเลย* นำความรู้มาสู่การปฏิบัติ
ความรู้ของท่านจะเป็นบารอกัต นำความรู้มาสำรวจตัวเอง ว่า
ยังคงบกพร่องส่วนไหนอีก* อย่าเห็นแก่ตัว ตัวท่านรู้แล้ว ทำแล้ว
ท่านต้องช่วยดูแลคนใกล้ชิดท่านด้วย ตักเตือน สอน ในสิ่งที่พวกเขายังไม่รู้
* ขอให้โลภในเรื่องทำความดีให้มากมาก* ขอให้ตระหนักเสมอว่า
ใครกันน่ะ ถ้าเราคิดถึงแล้วจะได้ผลบุญมากมาก ( อัลลออฮฺ )
แล้วถ้าเราถึงถึงตาคนนั้น หรือ หญิงคนนั้น จะได้บุญ หรือ
บาปกันแน่ท่านใดที่ยังไม่ได้นิกกะฮฺ แต่งงาน หรือยังไม่ได้เล็งใคร
ขอให้ท่านขอดุอาเยอะ เยอะ น่ะ ละหมาดขอเยอะ เยอะถ้าท่าน
ต้องการแต่งงานเพื่ออิสลาม อินชาอัลลอฮฺ อัลลอฮฺ จะประทานคู่ครอง
ที่ดีเลิศให้แกท่าน อามีน
-- Allahhu Akbarr
ไม่ต้องบินให้สูงอย่างใคร
เขาจงบินเอาเท่าที่เราจะบินไหว
ท่าที่บินไม่จำเป็นต้องเหมือนใคร
แต่บินไปให้ถึงฝันเท่านั้นพอ
ขจัดวัชพืชแห่งอีหม่าน
ขี้เกียจ อ่อนแอ อิจฉา ริษยา หลงระเริง ไร้สาระ โอ้อวด โกรธ เกลียด คิดร้าย นินทา ยโส ทะนง โอหัง ฟุ่มเฟือย อคติ โลภ กลัว ท้อแท้ ฯลฯค้นหา.................อะไรคือสิ่งบั่นทอนความสมบูรณ์ของอีหม่านในตัวเรา ? ตรวจสอบ.............อะไรคือสิ่งแรกที่ต้องขจัด ?ขจัด...................จะทำอย่างไรให้ได้มาซึ่งหัวใจที่สะอาดบริสุทธิ์ ?บำบัด.................จะบำบัดหัวใจด้วยสิ่งใด?ควบคุม................จะทำอย่างไรให้หัวใจสะอาดอยู่ตลอดเวลา?บำรุง..................วันนี้คุณเติมปุ๋ยแห่งอีหม่านแล้วหรือยัง?
"ความอ่อนแอของมนุษย์"
ช่วยเหลือ สนับสนุนกันและกันในเรื่องของความดี
ฮาล้าลแล้ว...ยังจะเรียกว่าความรักอีกหรือ?
แน่นอนว่าการแสดงความห่วงหาอาทรระหว่างชายหญิงที่ไม่ใช่
มะหฺรอมกันนั้น ไม่ใช่ความรัก ไม่ว่าความห่วงใยกันนั้นจะแสดงอออกมาในรูปแบบที่คิดว่าดี
โดยคิดว่าถ้าเป็นเรื่องศาสนาแล้วละก็...ดี ทำได้!...ทั้งที่เมื่อตัดข้ออ้าง
เราปรารถนาความรักที่สวยงาม แต่กำลังใช้จ่ายความรักไปอย่าง
เลอะเทอะ ไม่ได้ทะนุถนอมไว้เพื่อแสดงออกในเวลาและต่อบุคคลที่เหมาะสม...
เราปรารถนาคู่ครองที่ดีแต่ไม่ได้ทำอะไรแม้เพียงวิงวอนดูอาอฺ
จากหนังสือ "รักแท้...แพ้อีหม่าน"

















