+_+หากฉันทำผิดหรือทำอะไรไม่ดี ก็อยากให้พี่น้อง เครือญาติ ของฉันคอยตักเตือน เพราะอัลอิสลาม คือ การตักเตือน หากรักฉันจริงก็ช่วยตักเตือนฉันด้วยเถิด+_+

ได้อะไรจากถังที่แตกร้าว.........


ชายจีนคนหนึ่งแบกถังน้ำสองใบไว้บนบ่าเพื่อไปตักน้ำที่ริมลำธาร


ถังน้ำใบหนึ่งมีรอยแตก


ในขณะที่อีกใบหนึ่งไร้รอยตำหนิ และสามารถบรรจุน้ำกลับมาได้เต็มถัง


แต่ด้วยระยะทางอันยาวไกล จากลำธารกลับสู่บ้าน


จึงทำให้น้ำที่อยู่ในถังใบที่มีรอยแตกเหลืออยู่เพียงครึ่งเดียว


เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ดำเนินมาเป็นเวลา 2 ปีเต็มที่คนตักน้ำสามารถตักน้ำกลับมาบ้านได้หนึ่งถังครึ่ง


ซึ่งแน่นอนว่าถังน้ำใบที่ไม่มีตำหนิจะรู้สึกภาคภูมิใจในผลงานเป็นอย่างยิ่ง


ในขณะเดียวกันถังน้ำที่มีรอยแตกก็รู้สึกอับอายต่อความบกพร่องของตัวเอง


มันรู้สึกโศกเศร้ากับการที่มันสามารถทำหน้าที่ได้เพียงครึ่งเดียวของจุดประสงค์ที่มันถูกสร้างขึ้นมา


หลังจากเวลา 2 ปี ที่ถังน้ำที่มีรอยแตกมองว่าเป็นความล้มเหลวอันขมขื่น


วันหนึ่งที่ข้างลำธาร มันได้พูดกับคนตักน้ำว่า


' ข้ารู้สึกอับอายตัวเองเป็นเพราะรอยแตกที่ด้านข้างของตัวข้า


ทำให้น้ำที่อยู่ข้างในไหลออกมาตลอดเส้นทางที่กลับไปยังบ้านของท่าน '


คนตักน้ำตอบว่า ' เจ้าเคยสังเกตหรือไม่ว่ามีดอกไม้เบ่งบานอยู่ตลอดเส้นทางในด้านของเจ้า แต่กลับไม่มีดอกไม้อยู่เลยในอีกด้านหนึ่ง เพราะข้ารู้ว่าเจ้ามีรอยแตกอยู่ ข้าจึงได้หว่านเมล็ดพันธุ์ดอกไม้ลงข้างทางเดินด้านของเจ้า และทุกวันที่เราเดินกลับ ... เจ้าก็เป็นผู้รดน้ำให้กับเมล็ดพันธุ์เหล่านั้น เป็นเวลา 2 ปี ที่ข้าสามารถที่จะเก็บดอกไม้สวย ๆ เหล่านั้นกลับมาแต่งโต๊ะกินข้าว ถ้าหากปราศจากเจ้าที่เป็นเจ้าแบบนี้แล้ว ... เราก็คงไม่อาจได้รับความสวยงามแบบนี้ได้ '





คนเราแต่ละคนย่อมมีข้อบกพร่องที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง


แต่รอยตำหนิและข้อบกพร่องที่เราแต่ละคนมีนั้น


อาจช่วยทำให้การอยู่ร่วมกันของเราน่าสนใจ และกลายเป็นบำเหน็จรางวัลของชีวิตได้


สิ่งที่ต้องทำก็เพียงแค่ยอมรับคนแต่ละคนในแบบที่เขาเป็น


และมองหาสิ่งที่ดีที่สุดในตัวของพวกเขาเหล่านั้นเท่านั้นเอง



มองโลกหลายๆด้าน เพราะคนเราไม่ได้มีแต่ข้อเสียเท่านั้น (จริงๆ)

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS
Read Comments

ถือศีลอดทั้งเดือนชะฮ์บานหรือ ?


คำถาม

ส่งเสริมให้ถือศีลอดทั้งเดือนชะฮ์บานหรือ? และการที่ฉันจะถือศีลอดทั้งเดือนชะบานเป็นซุนนะห์หรือไม่ ?


มวลการสรรเสริญเป็นเอกสิทธิ์ของอัลลอฮฺ


ส่งเสริมให้ทำการถือศีลอดในเดือนชะบานให้มากๆ

وقد ورد أن النبي صلى الله عليه وسلم كان يصوم شعبان كله .
روى أحمد (26022) , وأبو داود (2336) والنسائي (2175) وابن ماجه (1648) عَنْ أُمِّ سَلَمَةَ رضي الله عنها قَالَتْ : مَا رَأَيْتُ رَسُولَ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ صَامَ شَهْرَيْنِ مُتَتَابِعَيْنِ إِلا أَنَّهُ كَانَ يَصِلُ شَعْبَانَ بِرَمَضَانَ .

ได้มีรายงานว่าแท้จริง ท่านนบี ได้ถือศีลอดทั้งเดือนชะบาน รายงานโดย อะหมัด (26022) และท่าน อาบู ดาวุด (2336) และท่านนาซาอี (2175) ท่านอิบนู มายะห์ (1648)

จากอุมมู ซาลามะห์ รอฏิยัลลอฮู อันฮา โดยที่เธอได้กล่าวว่า

" ฉันไม่เคยเห็นท่าน รอซูลุลลอฮฺ ศอลลัลลอฮู อะลัยอิวะซัลลัม ได้ถือศีลอด สองเดือนติดต่อกัน นอกจากท่านได้ถือศีลอดตั้งแต่ ชะฮ์บานไปจนถึงรอมาฏอน "

ولفظ أبي داود : ( أَنَّ النَّبِيَّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ لَمْ يَكُنْ يَصُومُ مِنْ السَّنَةِ شَهْرًا تَامًّا إِلا شَعْبَانَ يَصِلُهُ بِرَمَضَانَ ) . صححه الألباني في صحيح أبي داود (2048) .

และการรายงานของท่าน อาบูดาวุด

"แท้จริงท่านนบีไม่เคยถือ ศีลอดที่เป็นซุนนะห์หนึ่งเดือนเต็มๆ นอกจากเดือนชะบานไปจนถึงรอมฏอน "

ท่านเชคอัลบานีย์ ถือว่าหะดีษนี้เป็นหะดีษที่ถูกต้อง ที่อยู่ในหนังสือ ซอเฮี้ยะ อาบูดาวุด


ถ้ามองตามตัวบทของหะดีษนี้ ชี้ให้เห็นว่าท่านนบี ถือศีลอดทั้งเดือนชะบาน แต่ก็มีการรรายงานเช่นเดียวกันว่าท่านนบี ได้ถือศีลอดในเดือนชะบานเพียงเล็กน้อย

روى مسلم (1156) عَنْ أَبِي سَلَمَةَ قَالَ : سَأَلْتُ عَائِشَةَ رَضِيَ اللَّهُ عَنْهَا عَنْ صِيَامِ رَسُولِ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ ، فَقَالَتْ : كَانَ يَصُومُ حَتَّى نَقُولَ قَدْ صَامَ ، وَيُفْطِرُ حَتَّى نَقُولَ قَدْ أَفْطَرَ ، وَلَمْ أَرَهُ صَائِمًا مِنْ شَهْرٍ قَطُّ أَكْثَرَ مِنْ صِيَامِهِ مِنْ شَعْبَانَ ، كَانَ يَصُومُ شَعْبَانَ كُلَّهُ ، كَانَ يَصُومُ شَعْبَانَ إِلا قَلِيلا .

รายงานโดยท่าน อิหม่ามมุสลิม (1156) จากท่าน อาบู ซาลามะห์ ได้กล่าวว่า

" ฉันได้ถามท่านหญิง อาฮิชะห์ รอฏิยัลลอฮู อันฮา เกี่ยวกับการถือศีลอดของท่านรอซูลุลลอฮ์ ศอลลัลลอฮู อะลัยอิวะซัลลัม ท่านหญิงอาฮิชะห์ได้กล่าวว่า

ปรากฏว่าท่านถือศีลอด จนกระทั่งเรากล่าวว่า แน่นอนท่านได้ถือศีลอด และท่านละศีลอด จนกระทั่งเรากล่าวว่า ท่านได้ละศีลอด และฉันไม่เคยเห็นท่านถือศีลอดเดือนใดมากกว่าการถือศีลอดของท่านในเดือนชะบาน ปรากฏว่าท่านได้ถือศีลอดในเดือนชะบานทั้งเดือน ปรากฏว่าท่านถือศีลอดในเดือนชะบานเพียงเล็กน้อย "

บรรดานักวิชาการมีทัศนะที่แตกต่างออกไป ในการนำสองหะดีษนี้มารวมกัน

บางท่านได้มีความเห็นว่า การกระทำของท่านนบี นั้นแตกต่างกันในช่วงของเวลา โดยที่บางปีท่านนบี ได้ถือศีลอดในเดือนชะฮ์บานทั้งเดือน และบางปีท่านนบี ได้ถือศีลอดในเดือนชะฮ์บานเพียงเล็กน้อย ซึ่งความเห็นของท่านเชค บินบาซ รอฮิมาฮุลลอฮฺ (ไปดูในหนังสือ ฟาตาวาเชค บินบาซ 416/15)


นักวิชาการบางท่านก็มีความเห็นว่า แท้จริงท่านนบี ท่านไม่ได้ถือศีลอดทั้งเดือนนอกจากเดือนรอมาฏอน โดยที่พวกเขาได้ยึดตามหะดีษของ อุมมู ซาลามะห์ แท้จริงจุดประสงค์ในหะดีษที่ว่า แท้จริงท่านได้ถือศีลอดชะฮ์บานเพียงเล็กน้อยเท่านั้น พวกเขาได้กล่าวว่า (หมายถึงบรรดานักวิชาการ) สำหรับทางหลักภาษา เป็นที่อนุญาตให้ใช้สำนวนเกี่ยวกับบุคคลที่ถือศีลอดส่วนมากของเดือนนั้น แต่ไม่ได้ถือทั้งเดือน จะใช้สำนวนว่า เขาได้ถือศีลอดทั้งเดือน

ท่านอัลฮาฟิซได้กล่าววา

แท้จริงหะดีษของท่านหญิงฮาอิชะห์ มาอธิบายจุดประสงค์ ของหะดีษ อุมมู ซาลามะห์

" ฉันไม่เคยเห็นท่าน รอซูลุลลอฮฺ ศอลลัลลอฮู อะลัยอิวะซัลลัม ได้ถือศีลอด สองเดือนติดต่อกัน นอกจากท่านได้ถือศีลอดตั้งแต่ ชะฮ์บานไปจนถึงรอมาฏอน"

หมายความว่า ท่านนบี นั้น ถือศีลอดส่วนมากของเดือนชะฮ์บาน และได้มีรายงานจากท่าน อัตติรมีซีย์ จาก อิบนุ มูบารอก ว่าแท้จริงเขาได้กล่าวว่า (หมายถึงอิบนุ มูบารอก ) เป็นที่อนุญาตในภาษาอาหรับ เมื่อคนคนหนึ่งได้ถือศีลส่วนมากของเดือนนั้นๆ ที่จะใช้สำนวนว่า เขาถือศีลอดทั้งเดือน

ท่านอัตตัยยีบีห์ ได้กล่าวว่า เป็นไปได้ว่า บางครั้งท่านนบี ได้ ถือศีลอดทั้งเดือนชะฮ์บาน บางครั้งก็ถือส่วนมากของเดือนชะฮ์บาน เพื่ออย่าให้เกิดความสับสนว่า การถือศีลอดเดือนชะฮ์บานเป็น วาญิบ เหมือนกับเดือนรอมาฏอน.......

หลังจากนั้นท่านอาฟิซได้กล่าวว่า ประการแรกถือว่าถูกต้อง

หมายความว่า แท้จริงท่านนบี ไม่ ได้ถือศีลอดทั้งเดือนชฮ์ะบาน ได้ยึดหลักฐานที่ได้รายงานโดย อิหม่ามมุสลิม (746) จากท่านหญิง อาฮิชะห์ รอฏิยัลลอฮู อันฮา แท้จริงท่านหญิงอาฮิชะห์ได้กล่าวว่า

" ฉันไม่เคยทราบว่า ท่านนบีของอัลลอฮฺ ศอลลัลลอฮู อะลัยอิวะซัลลัม ได้อ่านอัลกุรอานทั้งหมดภายในคืนเดียว และไม่เคยทราบว่าท่านได้ละหมาดกลางคืนทั้งคืนไปจนถึงละหมาดซุบฮฺ ไม่เคยทราบว่าท่านถือศีลอดทั้งเดือนนอกจากเดือนรอมาฏอน"

وبما رواه البخاري (1971) ومسلم (1157) عَنْ ابْنِ عَبَّاسٍ رَضِيَ اللَّهُ عَنْهُمَا قَالَ : مَا صَامَ النَّبِيُّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ شَهْرًا كَامِلا قَطُّ غَيْرَ رَمَضَانَ .

และมีรายงานโดยอิหม่า อัลบุคอรีย์ (1971) และอิหม่ามมุสลิม (1157) จากท่าน อิบนุ อับบาส รอฏิยัลลอฮู อันฮูมา เขาได้กล่าวว่า

"ท่านนบี ไม่เคยถือศีลอดทั้งเดือนนอกจากเดือนรอมาฏอน"

وقال السندي في شرحه لحديث أم سلمة :
( يَصِل شَعْبَان بِرَمَضَان ) أَيْ : فَيَصُومهُمَا جَمِيعًا ، ظَاهِره أَنَّهُ يَصُوم شَعْبَان كُلّه . . . لَكِنْ قَدْ جَاءَ مَا يَدُلّ عَلَى خِلافه ، فَلِذَلِكَ حُمِلَ عَلَى أَنَّهُ كَانَ يَصُوم غَالِبه فَكَأَنَّهُ يَصُوم كُلّه وَأَنَّهُ يَصِلهُ بِرَمَضَان اهـ

ท่านอัซซินดีย์ได้กล่าวไว้ ในการอธิบาย หะดีษ อุมมุ ซาลามะห์


ดังนั้นหากมีคนถามว่า อะไรคือ เหตุผลที่ต้องถือศีลอดให้มากในเดือนชะบาน ?

คำตอบคือ

الأَوْلَى فِي ذَلِكَ مَا أَخْرَجَهُ النَّسَائِيُّ وَأَبُو دَاوُدَ وَصَحَّحَهُ اِبْن خُزَيْمَةَ عَنْ أُسَامَة بْن زَيْدٍ قَالَ : ( قُلْت : يَا رَسُول اللَّه ، لَمْ أَرَك تَصُومُ مِنْ شَهْر مِنْ الشُّهُور مَا تَصُوم مِنْ شَعْبَان , قَالَ : ذَلِكَ شَهْرٌ يَغْفُلُ النَّاس عَنْهُ بَيْنَ رَجَبٍ وَرَمَضَان , وَهُوَ شَهْر تُرْفَعُ فِيهِ الأَعْمَال إِلَى رَبّ الْعَالَمِينَ ، فَأُحِبُّ أَنْ يُرْفَعَ عَمَلِي وَأَنَا صَائِمٌ) اهـ حسنه الألباني في صحيح النسائي (2221) .

ท่าน อาฟิซได้กล่าวว่า สมควรที่จะถือศีลอดให้มากในเดือนชะฮ์บาน เนื่องจาก ได้มีการรายงานโดยท่าน อันนาซาอีย์ และท่านอาบูดาวุด และท่านอิบนู คูซัยมะห์ ถือว่าเป็นหะดีษที่ถูกต้อง


عَنْ أُسَامَة بْن زَيْدٍ قَالَ : ( قُلْت : يَا رَسُول اللَّه ، لَمْ أَرَك تَصُومُ مِنْ شَهْر مِنْ الشُّهُور مَا تَصُوم مِنْ شَعْبَان , قَالَ : ذَلِكَ شَهْرٌ يَغْفُلُ النَّاس عَنْهُ بَيْنَ رَجَبٍ وَرَمَضَان , وَهُوَ شَهْر تُرْفَعُ فِيهِ الأَعْمَال إِلَى رَبّ الْعَالَمِينَ ، فَأُحِبُّ أَنْ يُرْفَعَ عَمَلِي وَأَنَا صَائِمٌ) اهـ حسنه الألباني في صحيح النسائي (2221) .

มีรายงายงานจากท่าน อุซามะห์ บิน เซด เขาได้กล่าวว่า

" ฉันได้กล่าวว่า โอ้ท่านรอซูลุลลอฮฺ ฉันไม่เคยเห็นท่านถือศีลอดในเดือนอื่นเหมือนกับการถือศีลอดในเดือนชะฮ์บาน

ท่านรอซูล ได้กล่าวว่า เดือน ดังกล่าว เป็นเดือนผู้คน เผอเรอจากมัน ซึ่งมันอยู่ระหว่าง รอญับ และ รอมาฏอน และมันเป็นเดือนที่การงานต่างๆ จะถูกยกไปยังพระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก ด้วยเหตุนี้ฉันเลยชอบที่จะให้การงานของฉันถูกยกขึ้นไปในขณะที่ฉันถือศีลอด "

ท่านเชคอัลบานีย์ถือว่า หะดีษนี้เป็นหะดีษที่ถูกต้อง อยู่ในหนังสือของท่านที่ชื่อว่า (ซอเอียะ อันนาซาอีย์ )(2221)

คำถามตอบเลขที่ 13729

والله أعلم .

الإسلام سؤال وجواب



แปลโดย อิสมาอีล กอเซ็ม

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS
Read Comments

เธอผู้ภักดี


โพสท์เมื่อ กรกฎาคม 17, 2010 โดย Nurul-Hidayah
ในท่ามกลางอากาศที่ร้อนระอุ ในบ้านนั้น เต็มไปด้วยความโศกสลด
เมื่อผู้เป็นสามีของบ้านได้กลับสู่เราะห์มัตของอัลเลาะห์ต ะอาลา.
ในบรรดาผู้คนที่มากหน้าหลายตาที่ได้มาเยี่ยมเยียน ก็มีเธอผู้นั้น
ผู้เป็นภรรยาของผู้ล่วงลับ กับชุดแต่งกายสะอาดสะอ้าน และดูเรียบร้อยมาก
ในท่าทีที่สงบเสงี่ยมแต่สายตาก็ฉายแววแห่งความเศร้ารันทดอ ยู่ไม่น้อย.



ในขณะที่การห่อศพด้วยผ้าขาว กำลังจะเสร็จสิ้น คงเหลือแต่เพียงใบหน้า
เธอก็ได้เข้าใกล้ศพและก้มลงจูบหน้าผากสามีผู้กำลังจะไปในอ ีกไม่กี่นาทีข้าง
หน้านี้แล้ว เธอบอกกับสามี ด้วยถ้อยคำบางอย่างที่ฉันไม่อาจจะได้ยินได้.



และแล้วร่างของสามีเธอก็ถูกเคลื่อนย้ายไปฝังในกูโบร์
ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านเธอนัก เธอก็ตามหลังไปและรออยู่จนกระทั้งฝังเสร็จสิ้น
และในช่วงเวลานั้นทั้งญาติพี่น้อง และเพื่อนๆ ก็ได้มาหาเธอ ให้สลามกับเธอ
พร้อมกับแสดงความเสียใจกับความพลัดพรากที่เกิดขึ้น
แต่สิ่งที่น่าสังเกตก็คือภายหลังการฝังศพเสร็จสิ้นลงแล้ว
เธอสามารถทำตัวให้เป็นปกติได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจอย่างยิ่ง
เธอตอบขอบคุณต่อทุกคนที่ได้มาเยี่ยมเยียน ด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม



ฉันได้เข้าไปใกล้เธอ และพูดว่า “ก๊ะ บังเขาไปดีแล้ว ก๊ะซอบัรได้ดีมากเลย
อัลเลาะห์คงจะตอบรับในสิ่งดีๆ ที่บังได้ทำไป” เธอแค่มองมาที่ฉัน
โดยที่ไม่ได้ตอบอะไรใดๆ ทั้งสิ้น
แต่เธอก็ยังคงยิ้มอย่างกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ซึ่งก็ยิ่งเพิ่มความแปลกใจให้กับฉันมากขึ้นไปอีก.



ไม่มีใครดีใจกับการที่ต้องพลัดพราก
ยิ่งคนที่ได้ใช้ชีวิตร่วมกันมานานนับสิบปี โดยเฉพาะครอบครัวของเธอ
ผู้ชึ่งได้ชื่อว่าเป็นครอบครัวที่เต็มไปด้วยความรัก
เป็นครอบครัวที่เปี่ยมสุขอย่างยากที่จะหาครอบครัวใดมาเทีย บเคียงได้กับสังคม
ยุคปัจจุบัน.



ไม่กี่วันหลังจากนั้น ฉันก็ได้ไปหาเธอผู้นั้นอีกครั้งหนึ่ง
เธอก็ยังคงประกอบภารกิจปกติ เหมือนเมื่อตอนที่สามีเธอยังอยู่
“อัสสาลามูอาลัยกุม ก๊ะ กำลังยุ่งมากละซินะ “



เธอตอบว่า “วาอาลัยกุมุสลาม น้องมานั่งนี้ก่อน พี่ไม่ได้ยุ่งอะไรหรอกจ๊ะ”



ฉันสนใจเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตคน เพราะถือว่าคนทุกคน
กว่าจะผ่านชีวิตมาถึงวันนี้ได้ ก็ได้สั่งสมความรู้และประสบการณ์ต่างๆ
มากมาย ความรู้ที่เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยชีวิต ย่อมจะต้องมีค่ามากมาย
มากกว่าความรู้จากสถาบันการศึกษาใดๆ ในโลกนี้



ฉันไม่รีรอใดๆ ที่จะสอบถาม ถึงความรู้สึกค้างคาใจ “ทำไมดูก๊ะ
ไม่มีความเศร้าโศกเสียใจนัก กับการจากไปของบัง ทั้งๆ ที่ใครต่างก็รู้กันว่า
ครอบครัวของก๊ะเป็นครอบครัวที่รักใคร่กันมาก
สามารถเป็นตัวอย่างสำหรับครอบครัวอื่นๆ ได้เป็นอย่างดีเลย”



เธอตอบว่า “ทำไมน้องต้องถามอย่างนั้นด้วย พี่ก็คือมนุษย์ปุถุชนธรรมดาๆ
คนหนึ่ง ทำไมพี่จะไม่เจ็บปวดล่ะ กับการจากลา ที่หมายถึงทั้งชีวิตเช่นนี้”



แล้วเธอก็เงียบเสียงลง ฉันพยายามหาคำพูดที่ฟังดูแล้วปกติที่สุด
เพราะกลัวว่าจะกระทบต่อความรู้สึกของเธอ ฉันถามเธอว่า “ดูๆ แล้ว
ก๊ะปรับตัวได้ดีมากเลย ก๊ะสามารถยิ้มและพูดคุยกับทุกคนได้เหมือนปกติ
แม้แต่ในช่วงที่......กูโบร์ ก๊ะก็ยิ้มได้ ไม่มีใครเห็นน้ำตาของก๊ะเลย”



เธอมองมาที่ฉัน และตอบคำถามอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า “ความเศร้าโศกเสียใจของคนๆ
หนึ่ง ต้องหมายถึงแค่การหลั่งน้ำตาเท่านั้นหรือ ?
ฉันไช้ชีวิตร่วมกับบังมานับสิบปี ในฐานะลูกผู้หญิง
ตอนนี้ฉันได้สูญเสียผู้ชายอันเป็นที่รักยิ่งของฉันแล้ว
และในฐานะภรรยาที่ต้องเคารพภักดีต่อสามี
ซึ่งเขาต้องจากไปอย่างไม่มีวันกลับ”



เธอกล่าวขยายความเพิ่มว่า “ความเจ็บปวดไม่จำเป็นต้องหลั่งน้ำตาเสมอไป
เราอาจจะยิ้ม หรือหัวเราะไปก็ได้ ในฐานะลูกผู้หญิงฉันเศร้าและเสียใจมาก
แต่ในฐานะภรรยา ฉันรู้สึกมีความสุขกับสิ่งที่เป็นไป บังเป็นผู้ชายที่ดีมาก
เขาในฐานะสามีของฉัน นอกจากจะยกย่องฉัน ให้เกียรติฉันแล้ว เขายังแนะนำฉัน
ตักเตือนฉัน บังเป็นผู้นำครอบครัว และเป็นสามีที่ประเสริฐที่สุด
บังได้สอนฉันในหลายๆ เรื่อง. เขาหมั่นบอกรักฉัน
บอกถึงความห่วงใยในตัวฉันทุกๆ วัน แม้แต่บางวันที่เราทะเลาะกัน
บังก็ยังมีใจบอกรักฉัน
หรือแม้แต่บางครั้งที่เราโกรธกันถึงขั้นไม่ยอมพูดจาใดๆ แต่คำว่ารักจากเขา
ก็มีมาถึงฉันอย่างไม่ห่างหาย บางทีเขาก็เขียนข้อความเช่นนั้น
ใส่ในกระเป่าเสื้อของฉัน”



เธอบอกอีกว่า “พี่ถามบังว่าทำไมต้องทำอย่างนั้น บังก็ตอบว่า
‘ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร และไม่ว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นเช่นใด บังรักเธอ
และห่วงใยเธอเสมอ’ บังจะทำทุกอย่างเพื่อแสดงให้เห็นถึงความรักที่มีต่อฉัน
คำพูดของบังยังคงติดตรึงใจฉันจนถึงทุกวันนี้ และตลอดไป น้องลองคิดดูซิ
มีผู้หญิงที่ไหนบ้าง ที่จะไม่เจ็บปวดกับการที่ต้องจากลาจากผู้ชายที่สุดรัก
และสุดห่วง ต่อฉัน แต่ว่า...” เธอเงียบเสียงลง



“แต่ว่าอะไรหรือก๊ะ” ฉันถามเธอในทันทีทันใด เพราะอยากรู้จริงๆ



เธอก็ตอบในทันทีว่า “แต่ในฐานะของภรรยา ฉันไม่สามารถที่จะร้องให้ได้”



ฉันถามต่อว่า “แล้วทำไมล่ะ ?”



“ในฐานะของภรรยาพี่ไม่อยากเห็นบังเขาไปโดยที่ฉันต้องร้องใ ห้
ตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมา บังเขาไม่ได้เป็นแค่ผู้ชายคนหนึ่งของฉันเท่านั้น
หากแต่เขาคือสามีฉัน เขาคือครู เขาคือผู้นำ เขาคือมูรอบบี
อันไม่อาจจะหาได้ที่ไหนอีกแล้ว เขาไม่ห้ามหรอกหากว่าฉันจะเสียใจ
แต่เขาย้ำเตือนฉันเสมอว่า ยังไงๆ ก็อย่าถึงขั้นต้องร้องให้คร่ำครวญ...
โลกนี้แค่ทางผ่านชั่วคราว แล้วนับประสาอะไรที่เราต้องไปร้องให้”



เธอย้อนความหลังชีวิตการเป็นภรรยาของเธอว่า “ในคืนหนึ่ง เราละหมาดร่วมกัน
ฉันเห็นบังร้องให้ ฉันแปลกใจมาก เพราะตลอดระยะเวลาที่เราอยู่ด้วยกัน
ฉันไม่เคยเห็นเขาเป็นอย่างนั้นเลย และเหตุการณ์ในคืนนั้น
ก็เป็นสิ่งที่ฉันไม่อาจจะลืมได้ตลอดไป คืนนั้นบังบอกฉันว่า
‘ถ้าวันหนึ่งข้างหน้า ไม่ว่าใคร ต้องไปก่อน คนที่ยังอยู่ต้องไม่ร้องให้
เพราะจะทำให้คนที่ไปก่อนต้องเสียใจ
และไปโดยที่ต้องพะวงกับคนที่อยู่ข้างหลัง’
ฉันจึงต้องตามในสิ่งที่ได้สัญญากันในคืนนั้น เพราะอยากให้บังไปดี
ไปแบบมีความสุข”



ไม่ทันที่ฉันจะพูดอะไรต่อไป เธอก็พูดต่อไปว่า “ฉันจะมีความสุขมาก
หากได้รู้ว่าบังเขามีความสุข ในช่วงสุดท้ายที่เราได้อยู่ร่วมกัน
ฉันอยากให้บังได้รู้ว่า ไม่ว่าจะเป็นช่วงชีวิตนี้ หรือในอาคีรัตข้างหน้า
ฉันรักเขามาก และใจฉันยังพร่ำบอกเขามาโดยตลอด ถึงความประทับใจ
และขอขอบคุณอย่างที่สุดต่อบัง เพราะถึงแม้บังจะไปจากชีวิตฉันแล้ว
แต่บังก็ยังได้ทิ้งมรดกอันล้ำค่าต่อฉัน นั้นคือความรักต่ออัลเลาะห์
ครั้งหนึ่งบังเคยพูดกับฉันว่า หากเราไม่สามารถร่วมชีวิตกันบนโลกนี้ได้แล้ว
ก็ไม่ต้องเสียใจ เพราะในฐานะสามี-ภรรยา เราจะพบกันอีก
และได้ร่วมชีวิตอย่างยาวนานในอาคีรัต หรือในสวงสวรรค์ของพระเจ้า
ตราบเท่าที่เรายังยึดมั่นในแนวทางของอัลเลาะห์
และตอนนี้บังก็ได้เดินทางล่วงหน้าจากฉันไปแล้วด้วยดี น้องดุอาอให้พี่ด้วย
เพื่อที่ว่าพี่จะได้เดินทางต่อไปด้วยดี อีกเช่นกัน พี่รักบังมาก
พี่อยากได้พบกับบังอีก”



เธอจบคำพูดของเธอในวันนั้น ด้วยรอยยิ้ม
ใบหน้าเธอเปี่ยมด้วยความสุขอย่างยิ่ง แต่ก็ทำให้คนฟัง
น้ำตาหลั่งออกมาอย่างไม่รู้ตัว.

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS
Read Comments

การปะปนระหว่างชายหญิง ทรรศนะอิสลามว่าอย่างไร?


คำถาม ฉันอยากจะทราบถึงทัศนะของอิสลามเกี่ยวกับการปะปนระหว่างชายกับหญิง ซึ่งหลายคนบอกว่ามันเป็นสิ่งต้องห้ามในขณะที่อีกมากมายกลับละเลยในคำสอนข้อนี้ ?

คำตอบ โดยหลักการแล้ว การพบปะกันระหว่างชายหญิงมิได้เป็นสิ่งถูกห้ามโดยสิ้นเชิง โดยข้อเสนอแนะนี้ยังสามารถใช้ได้ตราบเท่าที่เจตนาของการพบปะกัน เป็นไปด้วยกับจุดประสงค์แห่งความดีงามเช่น เพื่อการได้มาซึ่งความรู้อันเป็นประโยชน์ การงานที่ดีการทำโครงการเพื่อการกุศล ภาระหน้าที่แห่งการญิฮาด และการกระทำอื่นๆอีกมาก ซึ่งต้องการความร่วมมือและการทำงานร่วมกันจากทั้งสองเพศ

อย่างไรก็ตาม ในการพบปะกันนั้นจะต้องอยู่ในขอบเขตและต้องไม่ลืมถึงธรรมชาติทั้งสองเพศ พวกเขาทั้งชายและหญิงจำเป็นต้องดำรงอยู่ในคำสอนของอิสลาม ซึ่งเรียกร้องให้การติดต่อสัมพันธ์กันระหว่างชายหญิงนั้นอยู่บนพื้นฐานแห่งความดีงาม และจำเป็นต้องเคร่งครัดในการปฏิบัติตามคำสอนของศาสนา

ต่อไปนี้เป็นเงื่อนไขที่จะถูกนำมาใช้เมื่อมีการติดต่อพบปะกันระหว่างชายหญิง

1. ทั้งสองฝ่ายจะต้องปฏิบัติตัวภายใต้กฎเกณฑ์ที่ว่าด้วยการระงับการใช้สายตาจ้องมอง แบบยาวนานและต้องไม่มีการมองดูกันด้วยสายตาที่สื่อถึงความใคร่ อัลลอฮฺ ตะอาลา ผู้ทรงยิ่งใหญ่ตรัสว่า“จง กล่าวเถิดมุฮัมมัด แก่บรรดามุอ์มิน ให้พวกเขาลดสายตาของพวกเขาลงต่ำ และให้พวกเขารักษาทวารของพวกเขา นั่นเป็นการบริสุทธิ์ยิ่งแก่พวกเขา แท้จริงอัลลอฮ์ทรงรอบรู้สิ่งที่พวกเขากระทำ, และจงกล่าวเถิดมุฮัมมัดแก่บรรดามุอ์มินะฮ์ให้พวกเธอลดสายตาของพวกเธอลงต่ำ และให้พวกเธอรักษาอวัยวะเพศของพวกเธอ และอย่าเปิดเผยเครื่องประดับของพวกเธอ เว้นแต่สิ่งที่พึงเปิดเผยได้” อันนูร 30-31

2. สตรีมุสลิมต้องใส่ชุดตามบทบัญญัติอิสลาม(ฮิญาบ)โดยชุดแต่งกายสำหรับผู้หญิง ดังที่รู้จักกันดีนั่นคือ ชุดซึ่งปกปิดทุกส่วนของร่างกายเว้นใบหน้าและฝ่ามือ เป็นชุดซึ่งไม่รัดรูปและไม่บางจนทำให้เห็นถึงรูปร่างของผู้สวมใส่

3. มารยาทอันดีงามที่ต้องยึดถือปฏิบัติสำหรับสตรีนั่นคือ การที่พวกหล่อนต้องให้ความสำคัญกับรูปแบบของการพูดคุยและท่วงท่าในการเดิน ให้เป็นไปในลักษณะที่ดีและมีเกียรติ พึงระลึกไว้เสมอว่าเหล่ามารร้ายย่อมคอยกระซิบกระซาบบรรดาหนุ่มสาวให้กระทำในสิ่งที่ผิดศีลธรรม นอกจากนี้แล้วสตรียังถูกห้ามมิให้ใช้น้ำหอมเมื่อยามออกจากบ้าน ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม กล่าวไว้ว่า “สตรีใดที่ใช้เครื่องหอม แล้วเดินผ่านที่ชุมนุม(เพื่อให้เขาเหล่านั้นดมกลิ่นหอมดังกล่าว)แน่แท้นางทำซินา(ผิดประเวณี)” เศาะฮีฮฺ อัตติรมีซียฺ

4. ไม่อนุญาตให้ชายหญิงอยู่ด้วยกันตามลำพังในสถานที่ที่ไม่มีใครอื่นอยู่ด้วย ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม กล่าวไว้ว่า “ใครก็ตามที่ศรัทธาในอัลลอฮฺและวันสุดท้าย จะต้องไม่อยู่ตามลำพังกับหญิง โดยไม่มีมะหฺร็อมของนางอยู่ด้วย แท้จริงชัยฏอนจะเป็นบุคคลที่สาม” รายงานโดย อิมาม อะหฺมัด

ทั้งนี้รวมถึงการอยู่ตามลำพังกับญาติสนิทของภรรยา(หรือญาติสนิทของสามี) ดังที่ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม กล่าวไว้ว่า “พวกท่านพึงระวังการเข้าหาผู้หญิง” ชายคนหนึ่งจากชาวอันศอรฺถามว่า “โอ้ ท่านเราะซูลของอัลลอฮฺ แล้วท่านเห็นเช่นไรกับผู้ที่เป็นเขย” ท่านเราะซูลกล่าวตอบว่า “ผู้ที่เป็นเขยคือความตาย” อิมาม บุคอรียฺ

นั่นเป็นเพราะว่าผู้ที่เป็นเขยนั้นสามารถอยู่ด้วยกันได้เป็นเวลายาวนาน ซึ่งจะเป็นเหตุให้เกิดการกระทำบาปที่ใหญ่ขึ้นได้

5. สุดท้ายนี้ เราต้องการเรียกร้องให้ทุกๆ การพบปะกันนั้นไม่เป็นไปโดยละเลยต่อคำสอนแห่งอิสลาม พวกเขาจะต้องระลึกไว้เสมอถึงความต้องการ และเหตุผลในการพบปะกัน กรณีการพบปะกับผู้ชายนั้น จะต้องไม่ทำให้ผู้หญิงมุสลิมหลงลืมธรรมชาติและบทบาทในฐานะที่เธอเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง รวมทั้งบทบาทในฐานะครูผู้อบรมมุสลิมทั้งหมด (หมายถึงแม่-ผู้แปล)

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS
Read Comments

ชีวิตเพื่อชีวิต


บ่อยครั้งที่มักตั้งคำถามกับตัวเอง "ฉันเป็นอะไร ทำอะไรอยู่เนี่ย" "ฉันเพี้ยนหรือฟุ้งซ่านไปรึเปล่า" "ทำไมต้องคิดอะไรมากมาย วุ่นวายกับชีวิตด้วย"
มันผุดขึ้นเหมือนมีบางอย่างครอบงำ แน่นอน "ฉันคือมุสลิมะฮฺคนหนึ่ง ฉันไม่ฟุ้งซ่าน พี่น้องมุสลิมก็คงเป็นเหมือนฉันและคงคิดมากเหมือนฉันหรือยิ่งกว่าฉัน"

ในขณะที่หลายคนมักบอกฉันว่า ฉันแต่งงาน มีสามีที่ดี ครอบครัวที่ดี หลายคนคิดว่าฉันสมบูรณ์ แต่สำหรับฉันมันช่างห่างไกลอีกหลายพันปี ในดุนยานี้ เส้นทางชีวิตมันเดินทางมาไกลแล้ว คงเหลือแต่เลี้ยงดูอบรมลูกๆ ให้เป็นคนดี เรียนเก่ง มีอนาคตการงานที่ดี และต่อด้วยมีครอบครัวลูกหลานที่ดีสืบไป
ใช่...หลายคนคิดอย่างนั้น คนที่ฉันมิอาจเรียกเค้าว่าพี่น้องได้ หากฉันไม่ตักเตือน ชักนำเค้าเข้าสู่ผู้มีบุญคุณ แต่สำหรับฉัน ผู้เป็นมุสลิมคนนึงที่พึงจะสำนึกได้นั้น


ชีวิตของฉันมันไม่ใช่แค่นั้น และมันไม่ใช่ชีวิตของฉันอีกด้วย มันถูกสร้างและถูกกำหนดมาจากผู้อยู่เบื้องบนที่หลายคนต้องสยบ ไม่มีใครต่อกรได้ ฉันก็เช่นกันที่ต้องยอมสยบอย่างไรข้อกังขา ไร้ข้ออ้างใด เพราะมันคือชีวิตที่ถูกบรรจงสร้างมาด้วยพระองค์ อัลลอฮฺซุบฮานะฮูวะตะอาลา พระองค์ประสงค์ให้บ่าวใช้ชีวิตในดุนยาเพื่อชีวิตอาคิเราะฮฺ
"พระองค์คือผู้ทรงทำให้พวกเจ้ามีรูปร่างขึ้นในมดลูก ตามที่พระองค์ทรงประสงค์ ไม่มีสิ่งที่ควรได้รับการเคารพสักการะใด ๆนอกจากพระองค์เท่านั้น ผู้ทรงเดชานุภาพ ผู้ทรงปรีชาญาณ" [อาละอิมรอน 3:6]
สิ่งที่ฉันต้องทำไม่ว่าจะเป็นก้าวต่อไปใดๆก็ตาม ทำด้วยมือตนเอง หรือสอนให้คนอื่นทำต่อไปก็เพื่อ
"จงปฏิบัติสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่เจ้าจากพระเจ้าของเจ้าเถิด ไม่มีผู้ใดที่ควรได้รับการเคารพสักการะใด ๆ นอกจากพระองค์เท่านั้น และเจ้าจงผินหลังให้แก่บรรดาผู้ให้มีภาคี" [อัลอันอาม 6:106]
ใช่สิ...ถ้าลูกๆของฉันต้องไปเผชิญกับโลกดุนยาอันโหดร้ายภายภาคหน้า ฉันคงไม่ต้องหวั่นใดๆ เพราะอัลลอฮฺจะทรงปกปักษ์รักษาเค้า เพราะเราต่างมีชีวิตเพื่อศึกษาชีวิต ชีวิตที่เพื่อโลกอันนิจนิรันดร์มิใช่โลกชั่วคราวที่นี่
ฉันไม่กังวลว่าลูกๆ จะเรียนเก่ง มีอนาคตการงานที่ดี หรือต่อด้วยมีครอบครัวลูกหลานที่ดีสืบไป หากว่านิยามของคำนั้น มันอยู่ใต้กรอบเพื่ออัลลอฮฺ
เก่งเพื่ออัลลอฮฺ
ดีเพื่ออัลลอฮฺ
..ทุกอย่างล้วนเพื่ออัลลอฮฺอย่างแท้จริง บริสุทธิ์ใจมิใช่เพื่ออวดอ้างหรือเกรงไม่เท่าทันใคร
ตอนนี้..ฉันก็อยากเป็นแม่ที่เลี้ยงลูกเก่งเพื่ออัลลอฮฺ มิใช่ด้วยฝีไม้ลายมือของฉันเอง
แต่ฉันต้องพึ่งพา ขอความช่วยเหลือด้วยพลานุภาพอำนาจ ด้วยประสงค์ของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเป็นที่พึ่งเท่านั้น
ตอนนี้..ฉันต้องทำให้ผู้เป็นที่พึ่งของฉันพึงพอใจเสียก่อน!!!

พอทีเถอะ! ...อย่าใช้เวลาหน้าคอมพิวเตอร์มากไป มันมากไปกับเทคโนโลยีที่อาจนำมาซึ่งความดีและความเลวร้ายได้เหมือนกัน ลุกไปละหมาด ซิกรุลลอฮฺได้แล้ว ละหมาดยามค่ำคืนเถอะ เป็นเวลาที่หลายคนหลับไหล แต่อัลลอฮฺพระองค์ไม่หลับและจะไม่หลับ แต่จะมองมายังบ่าวที่คร่ำครวญ ร่ำไห้เพื่อพระองค์

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS
Read Comments

อิสลามกับระบบการศึกษา


เรียบเรียงโดย อ.มัสลัน มาหะมะ

การศึกษาในอิสลามไม่ใช่แค่การถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์หรือทักษะจากชนรุ่นหนึ่งไปยังชนอีกรุ่นหนึ่ง แต่ในอิสลามการศึกษามีความหมายที่กว้างและครอบคลุมทุกด้าน การศึกษาเป็นกระบวนการอบรมและบ่มเพาะสติปัญญา ร่างกายและจิตวิญญาณ เพื่อผลิตมนุษย์ที่สมบูรณ์

การศึกษาในอิสลามจะมีความหมายที่ครอบคลุมดังต่อไปนี้

1. ตัรบียะฮ์ หมายถึง การอบรม การขัดเกลาจิตใจ

2. ตะอ์ลีม หมายถึง การถ่ายทอดความรู้ รวมถึงความรู้ทางศาสนาและความรู้ทางโลก

3. ตะอ์ดีบ หมายถึง การอบรมบ่มนิสัยให้มีคุณธรรม จริยธรรมและมีระเบียบวินัย

จากคำนิยามข้างต้น จะพบว่าการศึกษาในอิสลามมีลักษณะเฉพาะดังนี้

1. เป็นการศึกษาตลอดชีพ

2. เป็นการพัฒนาทุกส่วนของความเป็นมนุษย์ ไม่ว่าด้านวิญญาณ สติปัญญา ร่างกายและสังคม

3. เป็นการสนองตอบวัตถุประสงค์ของการสร้างมนุษย์ คือเพื่อเป็นบ่าวของอัลลอฮ์และเป็นตัวแทนของพระองค์บนผืนแผ่นดิน

4. ทำให้สมาชิกของสังคมมีคุณธรรมและจริยธรรม มีความเจริญรุ่งเรือง


เป้าหมายและวัตถุประสงค์ของการศึกษา

บุรฮานุดดีน อัล ซัรนูญี กล่าวว่าการศึกษาในอิสลามมีวัตถุประสงค์เพื่อ

1. แสวงหาความโปรดปรานจากอัลลอฮ์

2. เพื่อชีวิตในอนาคต

3. ขจัดความไม่รู้

4. พิทักษ์รักษาศาสนา และ การคงอยู่ของอิสลาม

อัลเฆาะซาลี กล่าวว่าการศึกษามีวัตถุประสงค์เพื่อจรรโลงไว้ซึ่งอัคลาก(จริยธรรม)ที่ดี และเพื่อขจัดความไม่รู้

อิบนุ คอลดูน กล่าวว่าการศึกษามีวัตถุประสงค์เพื่อ

1.ให้นักเรียนสามารถวางแผนที่จะตอบสนองความต้องการของสังคม

2. แสวงหาความรู้เพิ่มเติมที่อยู่เหนือความรู้ที่ได้มาจากประสาทสัมผัส

3. พัฒนาบุคลิกนิสัยให้สอดคล้องกับศาสนา เพราะจะทำให้มนุษย์สามารถดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างสงบสุข

4. ให้นักเรียนมั่นใจกับวิถีการดำเนินชีวิต

ซัยยิดนากิบ อัลอัตตาส กล่าวว่าการศึกษามีวัตถุประสงค์เพื่อผลิตกัลญาณชน มนุษย์ที่ดีมีคุณธรรม(ศอลิห)นั้นคือบุคคลที่มีจรรยามารยาทอันงดงาม(อะดับ)

หะสัน ลังกุลง กล่าวว่าการศึกษามีเป้าหมายเพื่อผลิตบ่าวที่เคารพภักดีต่อพระองค์อัลลอฮ์ ในขณะเดียวกันแต่ละศาสตร์จะมีวัตถุประสงค์เฉพาะ ที่ผู้ศึกษาต้องบรรลุให้เกิดความเชี่ยวชาญในศาสตร์นั้นๆ

มูฮัมมัด อะฏียะฮ กล่าวว่าเป้าหมายแรกและเป้าหมายสูงสุดของการศึกษาอิสลามคือการขัดเกลาทางศีลธรรมและการอบรมทางจิตวิญญาณ ท่านมีทัศนะว่าจริยธรรมทางศาสนาเป็นอุดมการณ์ เป็นจริยธรรมที่สมบูรณ์และลักษณะอันสูงส่งนี้เป็นพื้นฐานของการศึกษาในอิสลาม

อับดุลลอฮ์ นะศิห อุลวาน ได้กล่าวไว้ในหนังสือ (تربية الأولاد) ว่าการให้การศึกษาต้องครอบคลุมด้านต่างๆ เช่น ด้านความศรัทธา จริยธรรม สรีระ สติปัญญา และสังคม สรุปแล้วการศึกษาที่สมบูรณ์ตามทัศนะของอับดุลลอฮ์ นะศิห อุลวานนั้นต้องครอบคลุม 4 ด้าน คือ ด้านสรีระ จิตใจ สติปัญญา และสังคม

สะฟัร อาลัม กล่าวว่าการศึกษามีเป้าหมายเพื่อ

1.ให้บุคคลได้ทำอิบาดะฮ์(เคารพภักดี)ต่อค์อัลลอฮ์ ดังเป้าหมายของการสร้างมนุษย์และญินดังดำรัสของอัลลอฮ์ ในอัลกุรอานความว่า

“และข้า (อัลลอฮ์) มิได้สร้างญินและมนุษย์เพื่ออื่นใด เว้นแต่ให้เคารพภักดีข้า” (อัลกุรอาน51: 56)

2. เพื่อสร้างประชาชาติ(อุมมะฮ์)ที่ดี ดังดำรัสของอัลลอฮ์ ความว่า

“พวกเจ้านั้นเป็นประชาชาติที่ดียิ่งซึ่งถูกให้อุบัติขึ้นสำหรับมนุษยชาติโดยที่พวกเจ้าใช้ให้ปฏิบัติสิ่งที่ชอบ และห้ามมิให้ปฏิบัติสิ่งที่มิชอบ” (อัลกุรอาน 3 :110)

3. เพื่อปลูกฝังคุณค่าของอิสลามในตัวมนุษย์

4. เพื่อชี้นำแนวทางที่ถูกต้อง ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับมุสลิม และการขอให้อัลลอฮ์ ทรงชี้แนวทางที่ถูกต้องเป็นสิ่งที่มุสลิมวอนขออยู่เป็นกิจวัตรในทุกครั้งที่เขาละหมาด

เป้าหมายที่ได้เสนอไว้ในการประชุมเกี่ยวกับการศึกษาอิสลามครั้งแรกที่เมืองเจดดะฮ์ ประเทศซาอุดิอารเบียในปีค.ศ. 1977 ได้เสนอว่า เพื่อการเจริญเติบโตทางบุคลิกภาพของมนุษย์ที่มีความสมดุล โดยการฝึกฝนทางจิตวิญญาณ สติปัญญา เหตุผล ความรู้สึกและประสาทสัมผัส การศึกษาของประเทศมุสลิมควรมุ่งเน้นให้มนุษย์เจริญเติบโตในทุก ๆ ด้าน เช่น ด้านจิตวิญญาณ สติปัญญา การจินตนาการ สรีระ วิทยาศาสตร์ ภาษาศาสตร์ ทั้งบุคคลและส่วนรวม พร้อมทั้งโน้มน้าวและชักจูงเข้าสู่พระผู้เป็นเจ้า เป้าหมายสูงสุดของการศึกษาคือการมอบหมายต่ออัลลอฮ์ ทั้งในระดับบุคคล สังคมและมนุษยชาติ จากความหมายดังกล่าว การให้การศึกษาที่แท้จริงจะต้องทำให้ผู้เรียนเกิดพัฒนาการที่สมดุลในทุกด้าน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือเพื่อผลิตมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย สังคม จิตใจ วิญญาณ และสติปัญญา

โดยสรุปแล้ว เป้าหมายของการศึกษาในอิสลามนั้นมีมากมาย แต่เป้าหมายสูงสุดของการศึกษาอิสลามคือการสร้างมนุษย์เพื่อการเคารพภักดี(อิบาดะฮ์)และการเป็นผู้แทน(เคาะลีฟะฮ์)ของพระองค์บนผืนแผ่นดิน การที่มนุษย์จะเป็นบ่าวที่เคารพภักดีต่ออัลลอฮ์และเป็นเคาะลีฟะฮ์ได้ ต้องเป็นมนุษย์ที่ศอลิห และสิ่งสำคัญที่จะทำให้มนุษย์เป็นบ่าวที่ดีของพระองค์นั้นคืออิสลาม การที่จะรู้จักและเข้าใจอิสลามต้องอาศัยการศึกษาเท่านั้น


หลักสูตรการศึกษาอิสลาม

หลักสูตรของการศึกษาอิสลามมีลักษณะโดยสรุปดังนี้

1. เกี่ยวข้องกับการศรัทธาในความเอกภาพของอัลลอฮ์ (เตาฮีด)

2. เกี่ยวเนื่องกับศาสนา

3. มีความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนมนุษย์

4. สอดคล้องกับทุกชีวิตบนผืนแผ่นดิน


ระบบการศึกษาอิสลาม

ในปัจจุบันประเทศมุสลิมส่วนใหญ่มีระบบการศึกษาอยู่สองระบบที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ทั้งสองระบบวางอยู่บนพื้นฐานปรัชญาที่ต่างกัน เป้าหมายทางการศึกษาจึงแตกต่างกันโดยปริยาย ระบบการศึกษาทั้งสองนี้คือ

(1) ระบบการศึกษาแบบดั้งเดิม (Traditional System)

(2) ระบบการศึกษาแบบสมัยใหม่ (Modern System)

ระบบการศึกษาแบบดั้งเดิม หรืออาจเรียกว่า“ระบบการศึกษาศาสนา (Religious System)" การศึกษาในระบบนี้จะเน้นหนักในเรื่องศาสนา โดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนศรัทธาต่ออัลลอฮ์ ด้วยความบริสุทธิ์ใจและนำศาสนามาเป็นวิถีแห่งการดำเนินชีวิต และยอมรับว่าวะหยู(คำวิวรณ์)เป็นแหล่งที่มาของสัจธรม

ระบบการศึกษาแบบสมัยใหม่เป็นระบบการศึกษาที่ได้รับอิทธิพลจากปรัชญาตะวันตกและปรัชญาเซคคิวลา(Secular)ที่แยกศาสนาออกจากการเมือง การศึกษาในระบบนี้จะไม่ยอมรับว่าวะหยู(คำวิวรณ์)คือแหล่งที่มาของความรู้ แต่จะยอมรับความรู้ที่เป็นวิทยาศาสตร์ที่มาจากสมมุติฐานต่าง ๆ ที่ได้รับการทดลองทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น

ปัจจุบันการศึกษาทั้งสองระบบดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในประเทศมุสลิม ผู้ที่สำเร็จการศึกษาจากการศึกษาแบบสมัยใหม่มักได้ทำงานกับภาครัฐ และได้ดำรงตำแหน่งที่สูง ส่วนผู้ที่สำเร็จการศึกษาจากการศึกษาแบบดั้งเดิมจะวนเวียนอยู่กับการเป็นครูสอนศาสนา บางคนอาจจะรับราชการ และได้รับตำแหน่งที่ค่อนข้างต่ำ เมื่อเป็นเช่นนี้ประชาชนส่วนใหญ่จึงมุ่งไปยังสถาบันที่ใช้ระบบการศึกษาแบบสมัยใหม่ โดยเฉพาะนักเรียนนักศึกษาที่มีโอกาสมักจะเลือกเรียนในสถาบันที่ใช้ระบบการศึกษาแบบสมัยใหม่ ส่วนบรรดานักศึกษาที่ขาดโอกาสจะเลือกศึกษาในสถาบันการศึกษาแบบดั้งเดิม อาจจะเป็นเพราะเหตุนี้ที่ทำให้ผลผลิตทางการศึกษาแบบดั้งเดิมไม่สามารถที่จะเทียบเคียงกับผลผลิตทางการศึกษาแบบสมัยใหม่

ในประเทศไทยก็เช่นกัน การศึกษาอิสลามมีสองระบบ คือการศึกษาแบบดั้งเดิมและระบบการศึกษาแบบสมัยใหม่ บางสถาบันการศึกษาจะมีทั้งสองระบบ แต่จะเป็นอิสระต่อกัน เช่น กรณีโรงเรียนสองระบบ และโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ซึ่งในช่วงเช้าจะเป็นการสอนวิชาศาสนาเพียงอย่างเดียว ส่วนในตอนบ่ายจะเป็นระบบการสอนวิชาสามัญ แม้ในปัจจุบันโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามได้ใช้หลักสูตรบูรณาการ แต่ไม่สามารถสรุปได้ว่า ผลผลิตของหลักสูตรนี้จะดีกว่าผลผลิตของหลักสูตรเดิมที่แยกวิชาศาสนาและวิชาสามัญออกจากกัน ทั้งนี้เพราะหลักสูตรบูรณาการที่แท้จริงไม่ได้หมายถึงการรวมวิชาศาสนาและวิชาสามัญเข้าด้วยกันเพียงอย่างเดียว แต่หลักสูตรบูรณาการมีความหมายที่ลึกซึ้งกว่านั้น

ความจริงการศึกษาในทัศนะอิสลาม เป็นการศึกษาแบบบูรณาการ ทั้งวิชาศาสนาและวิชาการเข้าด้วยกัน การกลับสู่ระบบการศึกษาแบบอิสลามที่แท้จริง จำเป็นที่จะต้องสร้างระบบใหม่ขึ้นมา ระบบการศึกษาใหม่ต้องเป็นแบบบูรณาการที่ทั้งสองระบบสามารถศึกษาด้วยกันอย่างมีกฏเกณฑ์ และทั้งสองระบบจะแยกออกจากกันไม่ได้ ไม่ควรมีการแยกวิชาศาสนาออกจากวิชาสามัญหรือแยกวิชาสามัญออกจากวิชาศาสนา เพราะตามทัศนะอิสลามนั้น ไม่ได้หมายถึงการศึกษาวิชาอัลกุรอาน หรือวิชาศาสนบัญญัติเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการศึกษาทุกสาขาวิชาที่สอนตามทัศนะของอิสลาม

ในยุคแรก ๆ ของประวัติศาสตร์อิสลาม นะบีมุฮัมมัด ได้ให้ความสำคัญกับวิชาการสาขาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นวิชาการทางศาสนาหรือวิชาการทางโลก ดังข้อเขียนของ อะหมัด ชาลาบี ว่า


“… เมื่อนะบีมุฮัมมัด ถึงเมืองมะดีนะฮ์ มัสยิดของท่านก็ถูกสร้างขึ้นที่อัลมิรบัฎ المِْربَض)) และในมัสยิดแห่งนี้ นะบีมุฮัมมัด เคยสอนเศาะหาบะฮของท่านเกี่ยวกับวิชาศาสนา และวิชาทางโลก”

อีกตัวอย่างหนึ่งเราเห็นได้จากเหตุการณ์หลังสงครามบะดัร ซึ่งชัยชนะในครั้งนั้นเป็นของมุสลิม ชาวกุรอยชหลายคนถูกจับเป็นเชลยศึก นะบีมุฮัมมัด จึงมอบหมายให้เชลยสงครามสอนลูกหลานมุสลิมที่อยู่ในนครมะดีนะฮ์ เพื่อเป็นค่าไถ่สำหรับพวกเขา ทั้งที่เชลยสงครามเหล่านั้นไม่มีความรู้เกี่ยวกับอัลกุรอานเลย แต่ทำไมนะบีมุฮัมมัด ถึงอนุญาตให้พวกเขาสอนบรรดาลูกๆมุสลิม สิ่งนี้ย่อมแสดงให้ประจักษ์ว่านะบีมุฮัมมัดได้ให้ความสำคัญกับวิชาการอื่น นอกเหนือไปจากวิชาการทางศาสนา ในยุคต้นของประวัติศาสตร์อิสลามการศึกษาของชาวมุสลิมมีเพียงระบบเดียว มีการเรียนการสอนทั้งวิชาการศาสนาและวิชาการทางโลก ในสมัยอับบาซียะฮ์ก็เช่นเดียวกัน วิชาศาสนาและวิชาสามัญได้รวมอยู่ในหลักสูตรเดียวกัน

เมื่อพิจารณาถึงวิชาการต่างๆ ของบรรดามุสลิมในยุคต้นประวัติศาสตร์อิสลาม เราจะตระหนักว่าวิชาการศาสนาและวิชาการสามัญนั้นไม่สามารถที่จะแยกออกจากกันได้ และทั้งสองวิชาได้รับการบรรจุไว้ในหลักสูตรเดียวกัน แม้กระทั่งสมัยที่ชาวมองโกลรุกรานประเทศมุสลิม บรรดาประเทศมุสลิมในขณะนั้นยังคงมีหลักสูตรทั่วไปเพียงหลักสูตรเดียว ไม่มีการแยกวิชาศาสนาและวิชาสามัญ การแยกวิชาศาสนาและวิชาสามัญออกจากกันนั้นเริ่มขึ้นในศตวรรษที่ 19-20 แห่งคริสตกาล เมื่อประเทศมุสลิมตกเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตก

ในต้นศตวรรษที่ 21 นี้ถือว่าเป็นสมัยของการฟื้นฟูทางการศึกษา นักการศึกษามุสลิมต่างพยายามที่จะย้อนกลับไปสู่ ยุคของนะบีมุฮัมมัด สมัยนั้นการศึกษามีเพียงระบบเดียว แต่การบูรณาการที่แท้จริงเป็นสิ่งที่ยากในทางปฏิบัติ เพราะมิใช่หมายถึงการรวมวิชาการต่างๆ เข้าด้วยกันอย่างไม่มีกฏเกณฑ์ แม้วิชาการจะได้รับการบูรณาการเข้าด้วยกันแล้ว แต่สถานภาพของวิชาการต่างๆจะไม่เท่าเทียมกัน วิชาการศาสนาจะมีสถานภาพที่สูงกว่าวิชาการอื่น ความพยายามในปัจจุบันที่ต้องการทำให้ทุกวิชามีสถานภาพที่เท่าเทียมกัน เป็นแนวคิดที่ได้รับอิทธิพลมาจากปรัชญากลุ่มวัตถุนิยม อะลี อัชรอฟ ได้กล่าวถึงสถานภาพของวิชาต่าง ๆ อย่างชัดเจนว่า

“ศาสตร์ในสาขาวิชาต่างๆ นั้นมีสถานภาพที่แตกต่างกัน ศาสตร์ที่เกี่ยวกับจิตวิญญาณจะมีสถานภาพที่สูงสุด… ศาสตร์ที่เกี่ยวกับคุณค่าแห่งคุณธรรมจะมีความสำคัญรองลงมา จากนั้นก็จะเป็นศาสตร์ที่เกี่ยวกับสติปัญญา หรือศาสตร์ที่จะนำมาซึ่งหลักการของสติปัญญา จากนั้นก็จะเป็นศาสตร์ที่ควบคุมและจัดระเบียบจินตนาการ และตามด้วยศาสตร์ที่จะช่วยให้มนุษย์สามารถควบคุมประสาทสัมผัส"

จากเป้าหมายการศึกษาที่ได้เสนอไว้ในการประชุมเกี่ยวกับการศึกษาอิสลามครั้งแรกที่เมืองเจดดะฮ์ ประเทศซาอุดิอารเบีย เราจะเห็นว่าการศึกษาในทัศนะของอิสลามเป็นการศึกษาแบบบูรณาการที่รวมวิชาสาขาต่างๆ เข้าด้วยกัน เพื่อส่งเสริมและพัฒนาผู้เรียนให้มีพัฒนาการทุกด้าน สิ่งเหล่านี้ได้ปรากฏให้เห็นในยุคแรกของอิสลาม คำศัพท์ “วิชาศาสนาและวิชาสามัญ” ยังไม่ปรากฏเพราะทุกสาขาวิชาถูกรวมเข้าด้วยกันภายใต้วิชาศาสนา ที่เป็นเช่นนี้เพราะการศึกษาของชาวมุสลิมในยุคต้นของอิสลามมีเพียงระบบเดียว และหลักสูตรมีเพียงหลักสูตรเดียวเช่นกัน แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ปัจจุบันนี้วิชาศาสนาและวิชาสามัญถูกแยกออกจากกัน จนทำให้เกิดสองระบบ และระบบการศึกษาทั้งสองก็มีปรัชญาที่ขัดแย้งกัน การที่เราจะบูรณาการทั้งสองระบบการศึกษานี้เข้าด้วยกันจึงเป็นสิ่งที่ยาก ซัยยิด อะลี อัชรอฟ มีทัศนะว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะบูรณาการทั้งสองระบบการศึกษาที่มีอยู่ในปัจจุบันให้วางอยู่บนปรัชญาเดียวกัน เพราะปรัชญาของทั้งสองระบบนี้มีความขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิง

สรุปว่า การบูรณาการการศึกษาที่สมบูรณ์แบบค่อนข้างที่จะเป็นไปได้ยากในสังคมปัจจุบัน เพราะหลักสูตร หนังสือ แบบเรียน วิธีการสอน ตลอดจนบุคลากรทางการศึกษาจะต้องวางอยู่บนพื้นฐานของอิสลาม แม้ว่าจะสามารถปฏิบัติได้ในบางระดับ แต่ต้องได้รับการปฏิบัติอย่างรอบคอบ เพราะการบูรณาการที่หละหลวมจะก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี อย่างไรก็ตาม เมื่อเราตระหนักว่าหลักสูตรการศึกษาในอิสลามเป็นหลักสูตรบูรณาการ ความพยายามที่จะต้องบูรณาการการศึกษาจึงควรได้รับการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง นักปราชญ์มุสลิมและบุคคลที่เกี่ยวข้องต้องร่วมมืออย่างจริงจังในการแก้ปัญหาการศึกษา และร่วมมือสร้างหลักสูตรให้สอดคล้องกับอิสลาม อันจะนำมาซึ่งอารยธรรมและความรุ่งเรืองแก่สังคมมุสลิม

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS
Read Comments