+_+หากฉันทำผิดหรือทำอะไรไม่ดี ก็อยากให้พี่น้อง เครือญาติ ของฉันคอยตักเตือน เพราะอัลอิสลาม คือ การตักเตือน หากรักฉันจริงก็ช่วยตักเตือนฉันด้วยเถิด+_+

อารมณ์ : ผลร้ายต่ออุมมะฮฺอิสลาม


“…และบรรดาผู้ได้รับคัมภีร์(พวกยิวและพวกคริสเตียน)มิได้ขัดแย้งกัน เว้นแต่หลังจากได้มีความรู้มายังพวกเขาแล้วเท่านั้น เนื่อวจากความอิจฉาริษยาและความเกลียดชังในระหว่างพวกเขาเอง…”สูเราะฮฺ อาลิ อิมรอน : 19 ท่านอิมามอัส-สะอฺดียฺ (เสียชีวิตเมื่อ ฮ.ศ.1376) ร่อหิมะฮุลลอฮฺ – ขออัลลอฮฺทรงประทานความเมตตาแก่ท่านได้กล่าวว่า :
“นี่เป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมอัลลอฮฺ สุบหานะฮู วะตะอฺาลาถึงได้สั่งกำชับให้มุสลิมอยู่ร่วมกันในอิสลาม ห้ามแตกแยกกัน พระองค์สั่งมุสลิมว่าจงอย่าปฏิเสธสิ่งที่พระองค์ประทานลงมาให้แก่พวกเขาในอัล-กุรอาน ความจริงชาวคัมภีร์มิได้แตกแยกกันจนกระทั่งหลังจากที่อัลลอฮฺได้ประทานคัมภีร์ลงมาให้พวกเขา ซึ่งพระองค์ได้สั่งให้พวกเขาอยู่ร่วมกันดัวยดีเป็นญะมาอฺะฮฺ แต่พวกเขากลับฝ่าฝืนคำสั่งของพระองค์ พวกเขาต่างก็มีความอิจฉาริษยาและความเกลียดชังซึ่งกันและกัน ดังนั้นความเกียดชังและความอิจฉาริษยาได้ครอบงำพวกเขา ทำให้พวกเขาเกิดความเคียดแค้นและความศัตรูระหว่างกันเอง พวกเขาจึงขัดแย้งกันและในที่สุดก็แตกแยกกันประสานกันไม่ลง ดังนั้น โอ้ พี่น้องมุสลิมที่รักทั้งหลาย ได้โปรดระวังการกระทำเช่นนี้ ได้โปรดเถิด” จากตัยสีรุล กะรีมุร เราะหฺมาน หน้า 701
ท่านชัยคุล อิสลาม อิบนุ ตัยมียะฮฺ (เสียชีวิตเมื่อ ฮ.ศ.728)ร่อหิมะฮุลลอฮฺ – ขออัลลอฮฺทรงประทานความเมตตาแก่ท่านได้กล่าวว่า :
“อัลลอฮฺได้อธิบายว่า การแตกแยกของพวกเขา เกิดขึ้นเมื่อพวกเขาได้รับความรู้จากพระองค์แล้ว ว่าอะไรที่ต้องทำอะไรต้องหลีกเลี่ยง เนื่อง จากอัลลอฮฺมิได้ปล่อยให้มนุษย์หลงทางนอกจากจะให้ทางนำแก่พวกเขา จนกระทั่งเมื่อพระองค์ได้อธิบายแก่พวกเขาว่าสิ่งใดที่พวกเขาต้องทำ พวกเขาก็แตกแยกกัน และจากอายะฮฺนี้ พระองค์ยังได้บอกให้รู้ว่าเหตุผลที่พวกเขาแตกแยกกันก็เพราะบาฆียฺ(ความเป็นศัตรู ความอิจฉาริษยา ความเกลียดชังซึ่งกันและกัน)และบาฆียฺเกิดขึ้นเนื่องจากการไม่ยอมรับความจริงหรือไม่ก็ทำเกินขอบเขต ไม่ยอมทำสิ่งที่เป็นวาญิบหรือไม่ก็ทำในสิ่งต้องห้าม ดังนั้นพึงทราบไว้เถิดว่า นี่แหละที่ทำให้เกิดความแตกแยกกันฺ)” จาก มัจญมูอฺ ฟะตาวา เล่ม 1 หน้า 14

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS
Read Comments

ที่สุดของชีวิต...






ที่สุดของชีวิต..

คิดให้ถึงที่สุด แล้วจะรู้ว่าอะไรคือที่สุดของเรา
โดย อัล อัค
มาลองคิดถึงชีวิตดู มาลองคิดแบบที่สุดของที่สุดดู แล้วเราจะพบว่าจริง ๆ

แล้วชีวิตเราดูไม่มีค่าเอาเสียเลย หากคิดว่า ค่าของชีวิตเราอยู่ที่มีเงินเยอะ ๆ

เอาว่าถ้าเรามีเงินเยอะ ๆ แบบบิล เกตต์ หรือนายกทักษิณ แล้วให้ใช้ชีวิตอย่างสุดเหวี่ยงบนโลกนี้

หาซื้อสิ่งสำราญต่าง ๆ อย่างเต็มที่ แต่เราก็ถึงวันหนึ่งจนได้ วันที่ลมหายใจสุดท้ายมาเยือน ย้อนกลับมาดูความสุขที่ปรนเปรอ ก็ผ่านไปหมดแล้ว คงไม่เกิน 100 ปี กระมัง ความสุขที่เราได้รับก็หายไปดั่งภาพลวงตา
หาก คิดว่า ค่าชีวิตอยู่ที่ความโด่งดัง การมีชื่อเสียงที่หอมหวาน เป็นที่รู้จักกันไปทั่วโลก เอาว่าให้ดังแบบเปเล่ นักฟุตบอลเบอร์หนึ่งของโลก เอาว่าให้ดังแบบมุฮัมมัด อาลี นักมวยชั้นหนึ่งของโลก หรือเอาแบบดารานักร้องเอลวิส บางคนมีความสุขกับการได้ดัง หรือการเป็นที่ยอมรับจากมนุษย์ด้วยกัน แต่ความสุขก็จบลงเมื่อเหลือแต่เรือนร่างที่ดวงวิญญาณจากไปแล้ว ธรรมชาติของดุนยา ได้พร่าความสุขของชีวิตที่เราหาได้ในดุนยาไปเสียสิ้น ไหนละ? พวก จอมจักรพรรดิ หรือเหล่ามหาราชที่เกรียงไกรของโลกทั้งหลาย อเล็กซานเดอร์ มหาราช และผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายแห่งกรีกไปอยู่กันเสียที่ไหนหมด จอมจักรพรรด์แห่งโรมันและเปอร์เซียหายหน้าไปไหนกันหมดแล้ว พวกข่านทั้งหลาย ทั้งเจงกิส ข่าน กุบไลข่าน ฮุลากู ข่าน หายไปไหนกันหมดแล้ว? ดุนยา ได้พรากทุกอย่างไป อำนาจ ชื่อเสียง ความงาม ไม่มีใครสามารถยึดครองความสุขแห่งดุนยาได้ ความตายได้กลายเป็นเงื่อนไขที่ยุติคุณค่าและความสุขทุกอย่างของดุนยานี้
ยิ่งคิด.... ยิ่งทำให้เรารู้สึกว่า ชีวิตช่างไร้สาระที่สุด เราไม่ได้อะไรบนโลกนี้เลยหรือนี่ ชีวิตของเราสั้นเหลือเกิน เมื่อเทียบกับความยาวนานของจักรวาล ชีวิตของเราเล็กเหลือเกิน เมื่อเทียบกับความใหญ่โตของระบอบดวงดาวต่าง ๆ บนท้องฟ้า นี่ตกลงว่าเราต้องเกิดและตายจากมันไปอย่างมึนงงกับการมีอยู่ของเรากระนั้นหรือ? ไม่!!! ชีวิตของเราต้องมีค่าอะไรบางอย่าง ชีวิตเราต้องมีเป้าหมายในการเกิดมาอย่างแน่นอน แต่ใครละที่จะให้ค่านี้? ใครละที่จะเปิดเผยเป้าหมายนี้? คำ ตอบคือบรรดาศาสนทูตทั้งหลาย พวกเขาได้เปิดเผยความลับแห่งคุณค่าของเราในดุนยานี้ ค่าของชีวิตและความสุขที่แท้จริง หาใช่อยู่บนกองทรัพย์สิน หาใช่อยู่บนชื่อเสียงเกียรติยศต่าง ๆ ไม่ แต่ค่าของมันอยู่ที่ “อีหม่าน” หรือ ความศรัทธาต่างหาก
อีหม่าน ได้ทำให้เราสัมผัสกับแหล่งพลังที่อยู่เบื้องหลังทุกปรากฏการณ์ของโลกทั้งหมด อีหม่านทำให้เราใกล้ชิดกับพลังอำนาจที่ไม่สิ้นสุดนี้ ทำให้เราเข้าใจรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างสรรพสิ่งต่าง ๆ ได้ อีหม่านทำให้เรารู้จักการเดินไปบนวิถีทางที่นำไปสู่ความสุขนิรันดร์ได้ อีหม่าน เป็นคุณค่าเดียวในโลกนี้ที่จะนำเราไปสู่คุณค่าอมตะ นำเราไปสู่ชีวิตที่เป็นอิสระ หลุดจากความจอมปลอมทั้งหลาย นี่ คือรูปแบบชีวิตที่มีสาระ ท่ามกลางแบบของชีวิตที่ไร้สาระ นี่คือชีวิตที่ดื่มด่ำกับพลังที่ก่อเกิดสรรพสิ่ง ชีวิตเช่นนี้ได้มองเห็นชีวิตแบบอื่น ๆ เป็นดังเด็ก ๆ ที่สนุกกับของเล่นที่ไร้ค่า แต่ตัวเองเข้าใจว่ามีค่ายิ่ง ในที่สุด ชีวิตของเรา หาได้มีค่าอื่นใดไม่ เว้นแต่ต้องไล่ล่าและครอบครองซึ่งอีหม่าน - อีหม่านอย่างเดียวเท่านั้น – ชีวิตแห่งอีหม่านมิเพียงปฏิเสธคุณค่าของชีวิตบนความมั่งคั่งและชื่อเสียง แต่ยังไม่ถือเอามนุษย์คนใดเป็นที่ยึดเหนี่ยว ไม่ว่าคนนั้นจะบรรจุด้วยความดีงามเพียงใดก็ตาม และไม่นำพาต่อผลที่ได้รับการตอบแทนจากผู้คนใด ๆ ทั้งสิ้น ในที่สุด ชีวิต ของเรา ก็ได้มุ่งไปสู่พลังอำนาจหนึ่งเดียวที่ไม่มีใครเทียบเคียงได้ การงานและพฤติกรรมทั้งสิ้นทั้งปวงในโลกนี้กลับมีค่าอีกครั้งหนึ่ง ผ่านความสัมพันธ์นี้ การมีชีวิตอยู่ของเรา การตายของเรา และทุกสิ่งทุกอย่างที่เรากระทำไปบนดุนยาแห่งนี้ มิได้เพื่อตัวเรา มิได้เพื่อพวกเพื่อพ้อง หรือเพื่อเอาชนะกัน เพื่อเหนือกว่าคนอื่น ๆ หรือกลุ่มอื่น ๆ แต่ดำเนินไประหว่างเรากับพระเจ้า ผู้เกรียงไกร ผู้สูงส่ง เท่านั้นเอง คิดเถิด.... ทำไมเราต้องเอาเป็นเอาตายกับความร่ำความรวย เพียงเพื่อให้เรารวยกว่าคนอื่นอย่างนั้นหรือ เราเรียนหนังสือสูง ๆ เอาแผ่นปริญญามาประดับเป็นหน้าเป็นตา เอามาอวดให้คนอื่นรู้ เพียงเพื่อให้เขารู้ว่า เราเก่งกว่า รู้มากกว่าคนอื่นอย่างนั้นหรือ ทุกอย่างเราทำไปเพื่อให้เหนือกว่า แน่กว่าคนอื่น แม้จะเป็นความดีงาม ก็ทำไปเพื่อให้ดีกว่าคนอื่น แม้แต่ความเคร่งครัดในการปฏิบัติศาสนา ก็ถูกกระทำไปเพื่อให้เคร่งกว่าคนอื่น ทำไม !!! คุณ ค่าแบบนี้คู่ควรแล้วหรือที่จะถูกนำมาเป็นคุณค่าที่มนุษย์แสวงหากัน นี่มันเป็นคุณค่าชนิดไหนกันที่ทำให้มนุษย์ต้องแย่งชิง ต้องเศร้า ต้องสลด และต้องมีผู้พ่ายแพ้ ผู้ชนะ มันเป็นคุณค่าที่วัดกันที่ความเหนือกว่า รวยกว่า ดังกว่า เป็นที่ยอมรับมากกว่า คุณค่าที่แท้จริงของมนุษย์ต้องไม่คับแคบเช่นนี้ ต้องมิใช่คุณค่าที่ต้องเอาชนะกันระหว่างเพื่อนมนุษย์ แต่เป็นคุณค่าที่อยู่ระหว่างเรากับผู้ทรงสร้าง ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างหาที่เปรียบไม่ได้แห่งสากลจักรวาลเท่านั้น เป็นคุณค่าที่ทุกคนสามารถแสวงหามันได้อย่างเท่าเทียมกัน ยิ่งคิด .... ทำให้เราเห็นว่า โลกนี้ไร้สาระ แต่ยิ่งคิดขึ้นไปอีก เราได้พบความมีสาระเพียงหนึ่งเดียวในดุนยา ซึ่งมันจะเปลี่ยนการมองโลกให้เราใหม่ มันได้ปลดปล่อยให้เราเป็นอิสระอย่างแท้จริง มันได้แก้พันธนาการแห่งดุนยาทุกชนิดให้หลุดไปจากชีวิตเรา ใน ที่สุด เราก็พบว่า คุณค่าที่แท้จริงของชีวิตและความสุขอันนิรันดร์ ได้มาจากการแสวงหามันจากพระเจ้า พระผู้สร้าง ผู้เป็นพลังอันไม่สิ้นสุด ในที่สุดเราก็พบว่า อัลลอฮฺเท่านั้น .............. คือที่สุดของเรา

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS
Read Comments

โพสรูปหรอ!!ไม่เห็นเป็นไรเลย


โพสรูปหรอ!!ไม่เห็นเป็นไรเลย
-------------------------------------------
โดย ชะบาบ ก็อลบุนสลีม
بِسْمِ اللهِ الرَّحْمَنِ الرَّحِيْمالسلام عليكم ورحمة الله وبركا ته
พี่น้องครับ จะโพสไม่โพส ยังไงก็ระมัดระวัง เรื่องของการลดสายตาด้วยเนอะ

แล้วพิจารณากันด้วยหล่ะครับ ทั้งในไฮไฟล์ก็ดี msnก็ดี

แล้วก็ทั้งการแต่งกายของเราในวันนี้ก็ดี ตรวจสอบกันซิ

ว่าเรามีส่วนที่ทำให้พี่น้องเราทำผิดกันหรือเปล่า ลองมาอ่านดูนะครับ
หลักฐานเกี่ยวกับการลดสายตา
อัลลอฮ(ซ.บ)ทรงตรัสไว้ในซูเราะห์อันนูร อายะฮที่ 30 ซึ่งมีใจความว่า
“จงกล่าวเถิด(มุฮัมมัด)แก่บรรดามุอฺมินให้พวกเขาลดสายตาของพวกเขาลงต่ำ

และให้พวกเขารักษาทวารของพวกเขา นั่นเป็นการบริสุทธิ์ยิ่งแก่พวกเขา แท้จริงอัลลอฮฺทรงรอบรู้สิ่งที่พวกเขากระทำ"
อัลลอฮ(ซ.บ)ทรงตรัสไว้ในซูเราะห์ อันนูร อายะฮที่ 31 ซึ่งมีใจความว่า
"และจงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) แก่บรรดามุอฺมินะฮ์ ให้พวกเธอลดสายตาของพวกเธอลงต่ำ และให้พวกเธอรักษาทวารของพวกเธอ และอย่าเปิดเผยเครื่องประดับของพวกเธอเว้นแต่สิ่งที่พึงเปิดเผยได้ และให้เธอปิดด้วยผ้าคลุมศีรษะของเธอลงมาถึงหน้าอกของเธอ และอย่าให้เธอเปิดเผยเครื่องประดับของพวกเธอเว้นแต่แก่สามีของพวกเธอ หรือบิดาของพวกเธอ หรือบิดาของสามีของพวกเธอ หรือลูกชายของพวกเธอ หรือลูกชายของสามีของพวกเธอ หรือพี่ชายน้องชายของพวกเธอ หรือลูกชายของพี่ชายน้องชายของพวกเธอ หรือลูกชายของพี่สาวน้องสาวของพวกเธอ หรือพวกผู้หญิงของพวกเธอ หรือที่มือขวาของพวกเธอครอบครอง (ทาสและทาสี) หรือคนใช้ผู้ชายที่ไม่มีความรู้สึกทางเพศ หรือเด็กที่ยังไม่รู้เรื่องเพศสงวนของผู้หญิง และอย่าให้เธอกระทืบเท้าของพวกเธอเพื่อให้ผู้อื่นรู้สิ่งที่พวกเธอควรปกปิดในเครื่องประดับของพวกเธอ และพวกเจ้าทั้งหลายจงขอลุแก่โทษต่ออัลลอฮ์เถิด โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับชัยชนะ

ในตัฟสีรอัดดุรรุลมันษูร (ของอิมามสุยุฏีย์ เราะหิมะฮุลลอฮฺ) 7/283 :
- อิบนุ อับบาส กล่าวว่า : ให้ลดสายตาจากสิ่งที่อารมณ์ใฝ่ต่ำของพวกเขาถวิลหา อันเป็นสิ่งที่อัลลอฮฺไม่ชอบ
- เกาะตาดะฮฺ กล่าวว่า : หมายถึง ให้ลดสายตาจากสิ่งที่ไม่เป็นที่อนุมัติสำหรับพวกเขาอิบนุตัยมิยะฮฺ เราะหิมะฮุลลอฮฺ กล่าวว่า :
อัลลอฮฺตะอาลา ทรงใช้ให้ลดสายตาลง ซึ่งการลดสานตานั้นมี 2 ประเภท คือ
1.ลดสายตาจากเอาเราะฮฺ และสิ่งที่ก่อให้เกิดอารมณ์
2.ลดสายตาลงจากเสน่ห์และความงามภายในตัวสตรีที่สามารถแต่งงานกันได้(อัลฟะตาวา หน้า 444)เชค มุศเฏาะฟา อัลอะดะวีย์ กล่าวว่า : คือ ให้พวกเขาลดสายตาลงต่ำในบางครั้ง ไม่ใช่ตลอดเวลา เพียงแต่ให้ลดสายตาลง หรือผินหน้าออกจากสิ่งหะรอม เพราะในความเป็นจริงนั้น เป็นไปได้ยากที่จะลดสายตาลงต่ำตลอดเวลา แต่เราสามารถมองไปยังที่ใดก็ได้ที่เราต้องการตราบใดที่สิ่งนั้นเป็นที่อนุมัติ
-------------------
والله أعلم بالصواب والسلام

อัลลอฮ(ซ.บ)ทรงตรัสไว้ในซูเราะห์อัลอะซาบ อายะฮที่ 33 ซึ่งมีใจความว่า
“และจงอยู่ในบ้านเรือนของพวกเจ้า และอย่าได้โอ้อวดความงาม(ของพวกเธอ)เช่น การอวดความงาม(ของพวกสตรี)แห่งสมัยงมงายในยุคก่อน และจงดำรงละหมาดและจ่ายซะกาตและจงรักภักดีต่ออัลลอฮฺและรอซูลของพระองค์อัลลอฮฺเพียงต้องการขจัดสิ่งโสโครกออกไปจากพวกเจ้าโอ้สมาชิกของวงค์ตระกูล(นะบี)เอ๋ยและทรงประสงค์ที่จะขัดเกลาพวกเจ้าให้สะอาดบริสุทธิ์”

และที่ท่านรสูลุลลอฮฺ ได้กล่าวกับท่านอลีว่า “โอ้อาลี! เจ้าจงอย่าติดตามการมองดูด้วยการมองดู เพราะความจริงที่ยินยอมให้ท่านนั้น คือการมองครั้งแรก และที่ไม่ยินยอมให้ท่านคือการมองครั้งหลัง”
(บันทึกโดย อบูดาวูดและติรมีซีย์)

อีกหะดีษบทหนึ่งท่านรสูลุลลอฮฺกล่าวว่า " การทำซินา (การละเมิดประเวณี) ทางสายตา คือการมอง(สิ่งหะรอม) " (บันทึกโดยติรมิซีย์)หรือที่ ท่านรสูลุลลอฮฺกล่าวว่า "ดวงตาทั้งสองทำซินา กล่าวคือ การทำซินาของดวงตา คือการมอง" (บันทึกโดยบุคอรีย์)
จากอัลกุรอานและหะดีษข้างต้น นั่นก็เป็นการบ่งชี้ว่า ศาสนาไม่อนุญาตมองเพศตรงข้ามซ้ำแล้วซ้ำเล่า และให้เขาผู้ศรัทธาทั้งหลายนั้น ลดสายตาตัวเองต่ำ

อย่าว่าถึงการโพสรูปไปยังสาธารณะชนเพื่อให้ใครก็ไม่รู้ เขาเห็น เขาวิจารย์ เขามอง เขาสัมผัสด้วยทางหนึ่งทางใดเลยนะครับ **แม้กระทั่งการมองหน้าเพศหญิงศาสนายังอนุญาตให้มองเพียงครั้งแรกเท่านั้น หากมองซ้ำอีกเป็นครั้งที่สองก็ถือว่ามีความผิด(นักวิชาการลงความเห็นว่า หากมองครั้งแรกแต่มองนาน เช่นนี้ก็ถือว่ามีความผิดเช่นกัน) **โดย อ.มูรีด ทิมะเสน
---------------------------------------------

โอ้ผู้ที่ตระหนักและทบทวนสิ่งที่ตัวเองปฏิบัติอยู่เสมอครับ

สำคัญยิ่งของพี่น้องหนุ่มสาวเราในปัจจุบัน ที่มักจะอ้างว่า ฉันไม่คิดอะไรหรอก ก็โพสไปงั้นๆหล่ะ โพสไปเฉยๆ อีกทั้งก็ไม่มีหลักฐานห้ามหนิ ว่า ผู้ใดโพสรูป ผู้นั้นเป็นบาป ก็แน่หล่ะ มันไม่มีเจาะจงหรอกนะครับ แต่อย่างที่นำเสนอไปข้างต้นหล่ะนะ ว่าหลักฐานอ้อมที่กล่าวไว้ซึ่งการระมัดระวังสายตา หรือสิ่งที่ตัวเองปฏิบัติ สิ่งที่ตัวเองกระทำเพื่อมิให้เกิดซึ่งฟิตนะฮภายในสังคมและเกิดซึ่งผลบาปที่ตัวเองกระทำนั้น มันชัดเจนอยู่แล้ว

ดั่งเรื่องที่ปรากฏในสังคมวัยรุ่นหนุ่มสาวนั้น ก็คงต้องเป็นหะดิษข้างต้นนี้หล่ ะครับ

ที่ท่านรอซูล(ซ.ล)กล่าวว่า "และผู้ใดเชิญชวนสู่การหลงทาง เขาจะได้รับบาปเช่นเดียวกับบาปของคนที่ทำตามเขา โดยไม่น้อยกว่าบาปของคนๆนั้นแต่อย่างใด"(บันทึกโดยมุสลิม ว่าด้วยสายสืบที่ศอเหี้ยะ)
ดังนั้น
พี่น้องมุสลีมีนและมุสลีมะห์ที่ศรัทธาแล้วทั้งหลายครับ
กี่คนที่มองท่าน กี่คนที่เสน่หาท่าน กี่คนที่วิจารย์ท่าน
และกี่คนครับที่ทำผิดซึ่งการซีนาทางสายตา
อันเนื่องจากการที่ท่าน โพสรูปของท่าน โพสเอาเราะห์ของท่านไปยังสาธารณะชนครับ

อย่าคิดว่ามันสนุก อย่าคิดว่ามันไม่มีอะไร และอย่าคิดว่ามันไม่ผิดหรอก โพสเฉยๆๆเอง แต่จงคิดเถิดว่า อามาลของท่าน เพียงพอที่ถูกเมินจากการสอบสวนของพระองค์อัลลอฮหรือไม่ครับ

พี่น้องครับ
แท้จริงมุอฺมินนั้น มองเห็นความผิดของเขาประหนึ่งขุนเขาทะมึน ซึ่งเกรงว่ามันจะพังลงมาทับเขา ส่วนคนชั่วนั้นมองความผิดของเขาประหนึ่งแมลงวันตัวน้อยเพียงแค่สะบัดมือก็บินหายไป (บันทึกโดย บุคอรี)

เราจะอยู่ในหมู่ผู้ที่กระทำความดีกันไม่ใช่หรอครับ......เราจะต้องถูกสอบสวนกันนะครับ

จงใคร่ครวญและพิจารณากันเถิดนะ

والسلام عليكم ورحمة الله وبركاته

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS
Read Comments

10 คุณลักษณะ ที่เป็นเครื่องหมายของมารยาทที่ดีงาม


10 คุณลักษณะ ที่เป็นเครื่องหมายของมารยาทที่ดีงาม มารยาทที่สวยงามนั้นเป็นพื้นฐานของชีวิตที่งดงามและเป็นสิ่งที่ศาสนาได้ส่งเสริม บุคคลใดก็ตาม ครั้นเมื่อเขาได้พินิจพิจารณาคัมภีร์อัลกุรอานเขาจะพบว่าในคัมภีร์ดังกล่าวนั้นได้สั่งใช้ให้มีความเมตตา มีความยุติธรรม มีสัจจะ สุขุมเยือกเย็น รู้จักถ่อมตน มีความไว้วางใจและมีความพอใจในสิ่งทีตนมีอยู่ ซึ่งมีหลาย ๆ โองการในคัมภีร์อัลกุรอานที่ได้แสดงให้เห็นถึงคุณค่าอันงดงามเหล่านี้และได้สรรเสริญ ยกย่องต่อผู้ที่มีมารยาทดังกล่าว พวกเราจะไม่พบกับมุอฺมินที่แท้จริงนอกจากว่าพวกเขาจะมีมารยาทที่ดีงามเป็นคุณลักษณะประจำตัวของพวกเขาดังนั้นเมื่อเราได้พบเจอกับผู้ที่มีมารยาทดีงามเราจะเห็นว่าผู้นั้นเป็นผู้ที่ทำดีต่อผู้คนในสังคมของเขา เขาจะเป็นผู้ชี้นำผู้คนในสังคมเหล่านั้นไปสู่จุดมุ่งหมายอันสวยงามและแบบอย่างอันสูงส่งมีผู้รู้บางท่านได้กล่าวว่า เครื่องหมายของมารยาทอันดีงามนั้นมีอยู่ 10 คุณลักษณะ

1. ลดการขัดแย้ง

2. มีใจเป็นกลาง ( ยุติธรรม )

3. ละทิ้งการแสวงหาความตกต่ำ

4. ปรับปรุงในสิ่งที่ไม่ดี

5. ขออภัยโทษ

6. อดทนต่อความเจ็บปวด ( กาย ใจ )

7. กลับไปตำหนิตัวเองให้รู้จักข้อผิดพลาดของตน

8. ไม่เสาะหาข้อผิดพลาดของผู้อื่น

9. ใบหน้ายิ้มแย้มต่อผู้ใหญ่และผู้น้อย

10. วาจาสุภาพต่อผู้คนทุกระดับชั้น

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS
Read Comments