+_+หากฉันทำผิดหรือทำอะไรไม่ดี ก็อยากให้พี่น้อง เครือญาติ ของฉันคอยตักเตือน เพราะอัลอิสลาม คือ การตักเตือน หากรักฉันจริงก็ช่วยตักเตือนฉันด้วยเถิด+_+

ไม่มีเวลาอีกแล้ว ไม่มีเวลาอีกแล้ว ....‏


ไม่มีเวลาอีกแล้ว ไม่มีเวลาอีกแล้ว ....
โอ้ คนหนุ่มสาวมุสลิม
เรา กำลังตกอยู่ภายใต้วิกฤติที่สั่นคลอนแผ่นดิน ผู้ที่เรียกตัวเองว่าผู้กอบกู้และเข้ามาฟื้นฟูโลก แต่โดยเนื้อแท้แล้วเป็นผู้บ่อนทำลาย(ดูอัล กุรอาน 2:11 ) แผ่นดินต้องการผู้กอบกู้ที่แท้จริง ผู้กอบกู้ที่ผดุงไว้ซึ่งความยุติธรรม ผู้ที่จะมาทำหน้าที่เป็น ‘ครู’ แก่มนุษยชาติ ในอิสลามภาระนี้ถูกมอบหมายแก่ผู้ที่ขนานนามตัวเองว่า มุสลิม (ดูอัล กุรอาน 2:143)

แต่ เป็นเรื่องตลกร้ายที่สุด เพราะผู้ที่ถูกมอบภาระในการกอบกู้โลก กลายเป็นผู้อ่อนแอ หลับใหล ล้าหลัง เป็นประชาชาติที่มีผู้รู้หนังสือต่ำกว่าประชาชาติอื่นๆ ประเทศมุสลิมจำนวนมากมีผู้รู้หนังสือไม่ถึงครึ่งของประชากรด้วยซ้ำ ทั้งที่เราถูกเรียกว่าประชาชาติแห่ง ‘อิกเราะอ์’ (จงอ่าน)

สภาพที่น่ารันทดของมุสลิม มิอาจโทษฝ่ายมารได้ จริงอยู่ว่าการโหมเข้าโจมตีโลกมุสลิม ทั้งด้วยกำลังทหารอันเกรียงไกรและด้วยการส่งออกแนวคิด‘ชะฮฺวะฮฺ’(อารมณ์ใคร่)เป็นใหญ่ ด้วยค่านิยมการใช้ชีวิตดื่มกิน สนุกสนาน บันเทิงเริงรมย์เข้าว่า เป็นผลงานอันโดดเด่นของฝ่ายมาร

แต่โดยแท้จริงความอ่อนแอที่เกิดขึ้นนั้น ต้องกล่าวโทษตัวเอง ที่เราตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ก็เพราะภูมิคุ้มกันของเราบกพร่องเองต่างหาก จึงปล่อยเชื้อโรคผ่านเข้ามาทำลายเราได้ เราไม่ต้องไปโทษเชื้อโรค เพราะหน้าที่ของมันคือการกัดกร่อนบ่อนทำลายอยู่แล้ว

เรามาดูคนหนุ่มสาวมุสลิมรุ่นใหม่ดูเถิด - คนหนุ่มสาวที่กำลังพูดถึงนี้ - มิใช่กลุ่มที่เป็นมุสลิมเพียงแต่ชื่อ ที่ไม่ละหมาด ไม่ถือศีลอด กินอาหารไม่เลือก แต่กลุ่มที่เรากำลังพูดถึงเป็นคนหนุ่มสาวที่ ‘เอาศาสนา’ เป็นกลุ่มที่ต้องมาเป็น ‘ผู้นำ’ ในการเปลี่ยนแปลง กลุ่มหนุ่มสาวมุสลิมที่ว่าก็คือ “เรา” นี่เอง

ทุกวันนี้ ... ดูเหมือน “เรา” มีความก้าวหน้าในความเคร่งครัดอย่างยิ่ง เราพัฒนาตัวเองไปมากมาย เราที่เป็นผู้ชายก็ไว้เครายาว ใช้เวลาว่างนั่งฟังซีดีบรรยายธรรมของอาจารย์ดัง ๆ การสนทนาก็อ้างถ้อยคำของนักฟื้นฟูร่วมสมัย อย่างอิมาม ฮะซัน อัล บันนา, ซัยยิด กุฏบฺ, อบุล อะอฺลา เมาดูดี

ส่วนที่เป็นมุสลิมะฮฺก็มีการพัฒนาไปไกลด้วยฮิญาบ จากผืนเล็ก เป็นผืนใหญ่ ปิดหน้า และปิดตา ซึ่งนับวันจะมีลวดลายตื่นตาตื่นใจยิ่งขึ้น

แต่แล้วเมื่อเราได้เปิดเผยบางสิ่งบางอย่าง มันไม่ได้สะท้อนภาพการเปลี่ยนแปลงภายในใด ๆ เลย เว้นแต่ทำเพื่อตัวเราเอง เราวางแผนอาชีพเพื่อให้สังคม ‘ยอมรับ’ โดยอ้างการสร้างความเข้มแข็งให้อิสลาม บ้างอยากเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย จึงเฝ้าวางแผนเรียนต่อปริญญาโทและที่สูงยิ่งขึ้นไปอีก บ้างวางแผนเป็นนักการเมือง บ้างก็อยากเป็นเจ้าของธุรกิจร้อยล้าน

มันไม่ผิดที่คิดเช่นนั้น ดีเสียด้วยซ้ำไป หากเรากระทำไปด้วยแรงบันดาลใจจากอิสลาม แต่ดูแล้วจำนวนมากหาเป็นเช่นนั้นไม่ ขณะที่พวกเราหลายคนอยู่ในวัยที่หนุ่มแน่น ไม่ต้องรับผิดชอบครอบครัว มีเวลาว่างมาก แต่ไม่อาจสละเวลาเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อสอนอัล-กุรอานให้น้อง ๆ พวกเราหลายคนมีฐานะไม่เดือดร้อนอะไร แต่ชาแก้วเดียวยังสละเลี้ยงน้อง ๆ ไม่ได้ กลับ สามารถใช้เงินเกือบหมื่นเพื่อเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือ เพื่อสนองรสนิยมของตัวเองด้วยราคาแพง นึกไม่ออกจริง ๆ ว่าเราจะเอาอะไรไปเสียสละในแผนงานอนาคตที่พร่ำกันออกมา

นอกจากนี้ เราไม่เคยแสดงออกมาให้เห็นซึ่งความคิด แผนงาน ความเข้าใจ ในแผนการดำรงอยู่ของเราในฐานะเป็นหนึ่งในผู้รับภาระฟื้นฟูอิสลาม แล้วจะให้เชื่อได้อย่างไรว่า‘ทำเพื่ออิสลาม’

เราดูและอ่านข่าวการกดขี่ข่มเหงทั่วโลก เหมือนกับการอ่านข่าวบันเทิง ปัญหาปาเลสไตน์มันไม่ปลุกความรู้สึกของเรา ข่าวการได้รับชะฮีดของเชค อะหฺมัด ยาซีน ผู้นำอิสลามอันเป็นที่รักของเรา ได้รับความสนใจต่อพวกเราน้อยกว่าข่าวรักกุ๊กกิ๊กของพวกดาราเสื่อมศีลธรรม
ยิ่งกว่านั้นมีเรื่องที่ใกล้ตัวพวกเรา และมันเป็นวันที่แสนเจ็บปวดที่สุดสำหรับพวกเรา คือการที่อดีตประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม ถูกอุ้มหายตัวไปอย่างลึกลับ แต่มันไม่อาจทำให้พวกเราหลั่งน้ำตาออกมาได้ พวกเราหลายคนยังคงนั่งดูรายการตลกหน้าจอทีวี

พวกเราตายไปหมดแล้ว ใช่ ตายไปแล้ว แม้ยังคงเดินอยู่ มีแต่ร่างเท่านั้น เราเป็นซากที่มีลมหายใจและอาหารหล่อเลี้ยงอยู่เท่านั้นเอง ต่อ ให้เราทำตัวให้เคร่งแค่ไหน ต่อให้เราใช้ศัพท์แสงของขบวนการเคลื่อนไหวอิสลามให้สวยหรูอย่างไร แต่สิ่งที่เราเป็นอยู่มันน่าสะอิดสะเอียน สิ่งที่เราเป็นอยู่ เราไม่ได้อยู่เพื่ออิสลาม แต่เอาอิสลามมาเพื่อตัวเอง

ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า อิสลามได้ถูกทำให้กลายเป็นเครื่องยศฐาบรรดาศักดิ์ชิ้นหนึ่งที่เราใช้ยกระดับ ทางสังคม เราคิดเราวางแผนทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อตัวเราเอง สนใจเรียนศาสนาเพียงเพื่อยกฐานะตัวเอง เลือกผู้หญิงมุ่งไปที่ปริญญาทางศาสนาหรือต้องคลุมหน้า เพียงเพื่อให้ผู้คนเห็นว่าเป็นคน‘เอาศาสนา’ ไม่แตกต่างกับที่เราแสวงหาปริญญาบัตรต่าง ๆ เพื่อยกสถานะทางสังคม เหมือนกับที่เรานั่งคุยถึงรถยี่ห้อดี ๆ ที่จะไปซื้อมาขับอวดกัน และหมดเวลาไปกับการประดับประดาบ้านเรือนเพื่อการโอ้อวด

เราไม่มีเจตนาว่ากระทบกระเทียบผู้ใดหรือคิดจะประจานกันเอง เราไม่ได้กล่าวหาว่า เราทุกคนเป็นอย่างนั้น แต่สิ่งที่กล่าวมาไม่มีมูลความจริงเลยแม้แต่น้อยกระนั้นหรือ ?

ในหมู่พวกเรา จะมีคนหนุ่มสาวสักกี่คน ที่มีวิญญาณแบบท่าน ริบอียฺ บิน อามิรฺ ผู้เป็นศิษย์ของท่านนบี ผู้ที่กล่าวถ้อยคำที่สะท้อนอุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ในวันเผชิญหน้ากับรุสตัม ขุนพลแห่งอาณาจักรบูชาไฟ เอาไว้ว่า
เราเป็นกลุ่มชนที่อัลลอฮฺส่งมาเพื่อให้เรานำมนุษยชาติ จากการกราบไหว้มนุษย์ด้วยกัน ไปสู่การ เคารพภักดีต่ออัลลอฮฺเพียงผู้เดียว จากความคับแคบของโลกนี้ไปสู่ความกว้างขวางของมัน จากการกดขี่ของศาสนาต่าง ๆ ไปสู่ความยุติธรรมแห่งอิสลาม

ไม่มีเวลาอีกแล้ว ไม่มีเวลาอีกแล้ว ..... โอ้ คนหนุ่มสาวมุสลิม
หากเราไม่เปลี่ยนแปลงตัวเองเสียแต่วันนี้ แล้วเราจะเปลี่ยนตอนไหนกันเล่า !!! คนเรายามยี่สิบไม่คิดถึงเพื่อนร่วมโลก ยามสามสิบจะมิลงลึกในเรื่องส่วนตัวมากกว่านี้อีกหรือ ????
..........................................................

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS
Read Comments

ตรวจสอบจิตใจตัวเองกันดีกว่านะ‏


วันนี้ เราบอกรักคนที่เรารักแล้วรึยัง
เป็นคำถามที่อาจฟังแล้วคุ้นๆหูกันมาบ้าง แต่มันก็เป็นคำถามที่ใช้เตือนสติได้เป็นอย่างดี
เพื่อให้เราแสดงออกและบอกความรู้สึกดีๆของเราให้กับคนที่เรารักได้รับรู้บ้าง.........
คิดดูนะ....ว่าเรามีความสุขแค่ไหน เวลาที่เรารักใครซักคนแล้วเค้าก็รักเรากลับ
เวลาที่มีใครมาบอกว่ารักเรา หรือแสดงออกว่าเป็นห่วงเป็นใยเราอย่างมากมาย
ให้นู้นให้นี่เราทุกอย่าง ตามที่เราขอตามที่เราอยากได้ เราคงรู้สึกรักเค้ามากๆเหมือนกันใช่มั้ย
เราคงคิดว่า เอ...ทำไมเค้าถึงดีกับเราขนาดนี้
ทั้งๆที่เราไม่เคยจะตอบกลับความรักให้กับเค้าบ้างเลย...ใช่มะ
อื้มมมม....งั้นก็คงคิดเหมือนๆกันนั่นแหละ
ลองมองไปรอบๆตัวเราซิ.....แล้วถามตัวเองด้วยคำถาม 3 ข้อนะ
ข้อแรก ในชิวิตนี้ของเรา ใครคือคนที่เรารักบ้าง ?... ติ๊กต่อก..ติ๊กต่อก..
หาคำตอบกันได้รึยังจ๊ะ..... ...ใช่ๆ คำตอบก็คือ พ่อแม่ พี่น้องของเรา
เพื่อนรักของเรา แฟนของเรา(เอ้ย...อันนี้ไม่ใช่แระ)
ต้องสามีของเราตะหากหละ เชื่อนะ ว่าบางคนอาจจะมีคนที่รักมากกว่านั้น
หรือน้อยกว่านั้น หรืออาจไม่มีคนรักเลย
ก็อาจจะเป็นได้ (อันนี้น่าเป็นห่วงนะเนี่ย)
ข้อสอง ทำไมถึงรักเค้าหละ ?....
เพราะเค้าน่ารัก เพราะเค้าใจดี เพราะเค้าอ่อนโยน เพราะเค้าคอยดูแลเป้นห่วงเป็นใยเรา
เพราะเค้าตามใจเราไม่เคยขัดใจในสิ่งที่เราขอ อยากได้อะไรก็ให้
และอีกนับล้านแปดเหตุผลที่จะยกกันมา..... คำถามสุดท้าย
ข้อที่สาม แล้วอยากให้เค้ารู้มั้ย ว่าเราก็รักเค้า...ถ้าอยาก --> แล้วทำไงอะ ?..
บอกรักเค้ากลับไปซิเค้าจะได้รู้......
ซื้อของให้เค้ากลับไปบ้างซิ ไม่เห็นยาก......
เอาใจเค้า ทำดีกับเค้าไง.....
ตอบแทนเค้าด้วยสิ่งที่ดีๆ ที่เราทำได้ ไม่ว่าจะด้วยการกระทำ คำพูด หรือจิตใจ
เป็นแค่ส่วนนึ่งนะ ที่เราคิดว่าจะสามารถแสดงความรู้สึก ของเราให้เค้าได้รับรู้
งั้นลองเดินออกไปที่หน้าบ้านซิ ระเบียงบ้านหรือที่ไหนก็ได้ที่มันโล่งๆอะ
แล้วเงยหน้าช้าๆนะ ให้คอเราทำมุมกับหัวประมาณ 40 องศาฯ
เราเห็นอะไรมั้ย.........
v
v
v
v
v
v
v
v
v
ใช่มันคือท้องฟ้า
ท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ไพศาล ไม่มีที่สิ้นสุด
ท้องฟ้า....ที่เหล่าผู้ศรัทธาทั้งหลายเชื่อว่า
เหนือขึ้นไปจากมัน เป็นที่ประทับของผุ้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในจักรวาล
เราลืมใครไปรึป่าว เราลืมคนรักเราที่สุดและในขณะเดียวกัน ก็คือผู้ที่น่ารักที่สุดในโลก
ผู้ที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตาและความรัก ที่ไม่อาจหาผู้ใดมาเสมอเหมือน
ผู้ที่เป็นทั้ง....ผู้ให้ ผู้ดูแล ผู้ที่เปี่ยมไปด้วยความกรุณาอันล้นเหลือ
ผู้ที่ให้อภัยเราได้เสมอเมื่อเราทำผิด และไม่ว่าความผิดนั้นจะมากมายมหาศาลสักแค่ไหน
ผู้ที่ไม่เคยเบื่อกับการขอนู้นขอนี่ แบบไม่รู้จักพอของเรา
ผู้ที่เราร้องขอความช่วยเหลือทุกครั้งในยามเดือดร้อน
ผู้ที่รักเราอยากแท้จริง และเป็นความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก
ผู้ที่เราคิดถึงเป็นคนสุดท้ายเสมอเมื่อเรามีความสุข กับสิ่งที่พระองค์ทรงประทานให้
ผู้ที่ให้เราได้ทุกอย่าง แม้กระทั้งลมหายใจที่เราใช้มันดำเนินชีวิต
อัลลอฮฺ
ผู้นี้ต่างหากหละ เป็นผุ้ที่เราสมควรมอบความรักให้มากกว่าคนอื่นๆ
ผู้ที่เรามักจะหลงลืมพระองค์ แต่ตรงกันข้าม
พระองค์ไม่เคยทอดทิ้งหรือหลงลืมเราไปจากความรักของพระองค์เลย
พระองค์จะคอยช่วยเหลือ คอยดูแล และเฝ้าดูความเป็นไปของเราทุกอย่างเก้า
ความรักของพระองค์ชั่งยิ่งใหญ่ และมากมายจริงๆ
อัสตัฆฟิรุ้ลลอฮฺ ขออภัยในความโง่เขลา และความอวดดีของบ่าวผุ้ต่ำต้อยคนนี้ด้วยเถิด
ตรวจสอบจิตใจตัวเองกันดีกว่านะ ว่าวันนี้เรามอบความรักของเราให้กับอัลลอฮฺมากแค่ไหน ?
เรายังเรียงลำดับสิ่งสำคัญในชีวิต ผิดอยู่รึป่าว ?
แล้วเราทำอะไรเป็นการตอบแทนความรักของพระองค์บ้างรึป่าว และแสดงให้พระองค์ได้รับรู้บ้างรึป่าว ว่าเรารักพระองค์...
ตระหนักให้มากๆ ว่าเราถูกสร้างมาเพื่ออะไร ตายแล้วจะไปไหน
เจียมตัวให้มากๆ ว่าเราคือใคร อยู่ในสถานะอะไรบนโลกใบนี้
ขอบคุณให้มากๆ ว่าลมหายใจ อาหารที่เรากิน ร่างกายที่แข็งแรง ของใครให้มา
ขออภัยต่อบาปให้มากๆ ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ ไม่ว่าความผิดนั้นจะร้ายแรงแค่ไหน
ด้วยความรักอันยิ่งใหญ่ แน่นอนพระองค์คือผู้ทรงอภัยอย่างแท้จริง
"เรามิได้ถูกสร้างมา ให้รักผู้ที่ถูกสร้าง มากกว่าผู้สร้าง"

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS
Read Comments

คุตบะฮ์วันศุกร์ - สัญาญาณวันสิ้นโลก‏


พี่น้องผู้ร่วมละหมาดญุมอัตที่เคารพทั้งหลาย

เราต้องขอชูโกรต่อเอกองค์อัลลอฮฺ(ซุบฮานาฮุวะตะอะลา)

ที่พระองค์ยังทรงประทานโอกาสให้เราได้มีชีวิต และใช้ชีวิตในสภาพความเป็นมุสลิมที่จงรักภักดี และน้อบน้อมต่อพระองค์เพียงผู้เดียว และเราก็ยังต้องหมั่นขอดุอาต่อพระองค์อยู่เสมอว่าขอให้เราทุกคนได้เสียชีวิตในสภาพของความเป็นมุสลิมด้วยเช่นกัน ดังที่พระองค์ทรงรับสั่งว่า

ความว่า “และพวกเจ้าจงอย่าตายนอกจากพวกเจ้าจะตายในสภาพที่เป็นมุสลิมเท่านั้น” อาลาอมรอน : 102 ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่าผู้ที่เป็นมุสลิมเท่านั้นที่พระองค์ทรงเมตตาและปกป้องในวันแห่งการสอบสวนและพระองค์จะไม่ทรงปกป้องผู้ที่ปฏิเสธพี่น้องผู้มีเกียรติทุกท่าน

เราไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า เรากำลังอยู่ในยุคที่เป็นวาระสุดท้ายของโลกดุนยานี้แล้ว นั่นก็หมายความว่าวันกิยามะฮฺหรือวันแห่งการสอบสวนกำลังเดินเข้ามาใกล้ทุกที ในขณะที่มวลมนุษย์ส่วนใหญ่ยังคงวุ่นวายกับการใช้ชีวิตที่ไร้จุดหมาย หมกมุ่นในการแสวงหาความสุขบนโลกดุนยาเพียงอย่างเดียว และเพิกเฉยไม่สนใจที่จะแสวงหาทางนำ เพื่อเคารพภักดี ต่อเอกองค์อัลลอฮฺ (ซุบฮานะฮุวะตะอะลา) พระองค์ได้ตรัสว่า

ความว่า “วันหรือเวลาแห่งการสอบสวนของมนุษย์นั้นได้ใกล้เข้ามาแล้วโดยที่พวกเขาอยู่ในสภาพที่หลงลืม อีกทั้งเป็นผู้ผินหลังให้” อันอาม : 1 ท่านอิมามอิบนุ กะษีรฺ (4/309)

ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า “นี่คือสัญญาณเตือนจากอัลลอฮฺ (ซุบฮานาฮุวะตะอาลา) ว่าวันแห่งการสอบสวน(กิยามะฮฺ) นั้นได้ใกล้เข้ามาแล้วในขณะที่มวลมนุษย์อยู่ในสภาพเฉยเมย หลงลืมไม่ตระเตรียมการงานที่ดีสำหรับวันนั้นเลย” อัลลอฮฺ (ซุบฮานะฮุวะตะอาลา) ได้ตรัสอีกว่าความว่า “แท้จริงพวกเขา(ผู้ปฏิเสธ) เห็นว่าวันแห่งการลงโทษนั้นเป็นเรื่องห่างไกล(เป็นไปไม่ได้) แต่เราเห็นว่ามันใกล้เข้ามาแล้ว” อัลมะอาริจ 7-6 ท่านอิมามอัล-อะอฺมัช ได้อธิบายว่า “บรรดาพวกกาฟิรมองว่าวันแห่งการสอบสวนหรือฟื้นคืนชีพนั้นเป็นเรื่องห่างไกลและเชื่อว่ามันไม่มีวันที่จะเกิดขึ้น

เพราะพวกเขาปฏิเสธต่อการฟื้นคืนชีพและการสอบสวน แต่มุอ์มินเชื่อมั่นว่าวันดังกล่าวกำลังจะเกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้นี้”พี่น้องผู้ร่วมศรัทธาทุกท่าน กับคำถามที่ว่า แล้ววันกิยามะฮฺจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่? สำหรับคำถามนี้อัลลอฮฺได้ตรัสว่า

ความว่า “มีผู้คนถามเจ้าเกี่ยวกับวันกิยามะฮฺ จงกล่าวเถิด(โอ้มูหัมหมัด) แท้จริงความรู้ในเรื่องนั้นอยู่ที่อัลลอฮฺ(เพียงองค์เดียว) และอะไรเล่าที่ทำให้เจ้ารู้ได้ว่าบางทีวันกิยามะฮฺนั้นอยู่ใกล้ๆนี่เอง” อะฮฺซาบ : 63 อิมามอัล-กุรฏุบีย์ (14/159)ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า “การที่อัลลอฮฺ (ซุบฮานะฮุวะตะอะลา)ปกปิดวันที่แน่นอนของวันกิยามะฮฺนั้น ก็เพื่อให้บ่าวของพระองค์ทุกคนได้เตรียมตัวอยู่ในความพร้อมตลอดเวลาสำหรับวันนั้น”พี่น้องที่เคารพทุกท่าน

จากอายะฮฺดังกล่าวจะเห็นได้ว่า

แม้แต่ท่านนบี(ศ็อลลอลลอฮฺฮุอะลัยฮิวะสัลลัม)เองก็ไม่ทราบว่า

วันกิยามะฮฺนั้นจะเกิดขึ้นเมื่อใด แต่ท่านก็ได้ส่งสัญญาณมากมายว่าวันนั้นใกล้เข้ามาแล้ว อีกทั้งสัญญาณแรก ของวันกิยามะฮฺนั้นก็คือการที่ท่านนบี(ศ็อลลอลลอฮฺฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ถูกแต่งตั้งเป็นรอซูลคนสุดท้ายสำหรับมวลมนุษย์ทั้งหลายนั่นเอง จะไม่มีนบีและรอซูลหลังจากท่านนบีมุหัมมัด(ศ็อลลอลลอฮฺฮุอะลัยฮิวะสัลลัม)อีก ดังที่ท่านสะหฺลัน อิบนุ สะอัด ได้รายงายว่าท่านนบี (ศ็อลลอลลอฮฺฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ) กล่าวว่าความว่า “ฉันได้ถูกแต่งตั้งเป็นรอซูล ในขณะที่วันกิยามะฮฺกับฉันเหมือนกับสองนิ้วนี้(และท่านก็ชูนิ้วชี้และนิ้วกลางขึ้นมาในลักษณะประกบชิดกัน)”

นี่คือการเริ่มต้นของสัญญาณวันกิยามะฮฺที่ท่านนบี(ศ็อลฯ)ได้ประกาศและส่งสัญญาณ โดยการชูสองนิ้วขึ้นมาเพื่อแสดงให้เห็นว่าระยะห่างระหว่างสมัยของท่านนบีกับวันกิยามะฮฺนั้นใกล้กันมาก และมาถึงวันนี้ผ่านระยะเวลา 1400 กว่าปีมาแล้วความลับนี้ก็ยังถูกปกปิด ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าอัลลอฮฺ

(ซุบฮาฯ)จะเปิดเผยในยุคของเรานี้ก็เป็นได้ เพราะหากพิจารณาถึงระยะเวลาที่ผ่านมาบวกกับสัญญาณอื่นๆอีกมากมาย ก็เป็นการสมควรแก่เวลาแล้วที่วันนั้นวันที่ผู้ศรัทธาทุกคนรอคอย พี่น้องผู้มีเกียรติทุกท่าน เรามาทำความรู้จักกับส่วนหนึ่งของสัญญาณวันกิยามะฮฺ จากหะดีษของท่านนบี(ศ็อลลอลลอฮฺฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ) แล้วมาพินิจพิเคราะห์ดูว่าสัญญาณดังกล่าวสอดคล้องกับปรากฏการณ์ในปัจจุบันหรือไม่ มีรายงานจากอนัสอิบนุมาลิกว่า ท่านนบี(ศ็อลลอลลอฮฺฮูอะลัยฮิวะสัลลัม )

กล่าวว่าความว่า “แท้จริงสัญญาณส่วนหนึ่งของวันกิยามะฮฺ คือ ความรู้(ที่ถูกต้อง)ถูกยกขึ้นไป ความไม่รู้จะปรากฏอย่างชัดเจน การผิดประเวณีทำกันอย่างแพร่หลาย มีการดื่มสุราได้ระบาด(ในสังคม) เพศชายจะน้อยลง และเพศหญิงจะเพิ่มมากขึ้น จนกระทั่งผู้หญิงห้าสิบคนจะมีผู้ดูแลชายเพียงคนเดียว” จากหะดีษดังกล่าวท่านนบีได้ชี้แจงถึงสัญญาณวันกิยามะฮฺ 4 ประการด้วยกัน1. อัลลอฮฺ (ซุบฮาฯ)จะเรียกความรู้ของพระองค์กลับคืนด้วยการทำให้บรรดาอุละมาอ์เสียชีวิตหมด และเหลือทิ้งไว้เฉพาะผู้ที่ไม่รู้เป็นผู้นำและเป็นที่พึ่งทางวิชาการ หลังจากนั้นพวกเขาก็จะทำการวินิจฉัยและพวกเขาก็หลงทาง ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขาจะทำให้ผู้อื่นหลงทางตามไปด้วย2. ในวาระสุดท้ายของดุนยานี้จะมีการทำผิดประเวณีอย่างแพร่หลาย และเกิดวิกฤติการอยู่ช่วงหนึ่งที่บรรดามุอ์มินเสียชีวิตเกือบหมด เหลือเพียงพวกมนุษย์ที่ชั่วร้าย พวกเขาจะสมสู่กันอย่างเปิดเผยท่ามกลางฝูงชนที่กำลังมองดูพวกเขาสมสู่กันอยู่ มีหะดีษรายงานโดยท่านอัน-เนาวาส ท่านนบี(ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม)ได้กล่าวว่าความว่า

“และในขณะนั้นจะเหลือเฉพาะมนุษย์ที่ชั่วร้าย พวกเขาจะสมสู่กันเหมือนกับการสมสู่ของลาตัวผู้กับตัวเมีย(คือทำในที่สาธารณะโดยไม่สนต่อผู้คนอื่น) ท่ามกลางพวกเขาเหล่านั้นแหละวันกิยามะฮฺก็จะอุบัติขึ้น” 3. มีการดื่มสุราอย่างระบาดเป็นจำนวนมากในประเทศมุสลิม เสมือนว่าเป็นสิ่งที่อนุมัติซึ่งจะมีคนบางกลุ่มพยายามเปลี่ยนชื่อจากสุราเป็นชื่ออื่นตามความพอใจ เพื่อให้เป็นเครื่องดื่มที่หะลาล เฉกเช่นเดียวกับยาเสพติดที่แพร่ระบาดในลักษณะที่หลากหลาย ท่านนบี(ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม)ได้กล่าวว่าความว่า “จะมีคนกลุ่มหนึ่งจากประชาชาติของฉันทำการอนุมัติสุราด้วยการตั้งชื่อสุราเป็นอย่างอื่น” 4. จำนวนเพศหญิงจะมากขึ้นในขณะที่เพศชายจะเหลือน้อยลง จนกระทั่งจำนวนเพศชายและหญิงในอัตราส่วน 1: 50 ท่าน

ท่านอิบนุ หะญัร อัล-อัสเกาะลานีย์(1/179)ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า “เป็นสัญญาณวาระสุดท้ายของโลกดุนยาที่อัลลอฮฺได้กำหนดให้ทารกที่เกิดใหม่นั้นเพศชายจะน้อยกว่าเพศหญิง จึงทำให้เพศหญิงมากกว่าเพศชาย อีกทั้งเกิดจากมีภาวะสงครามทำให้ผู้ชายตายไปเป็นจำนวนมากในสนามรบ”พี่น้องที่เคารพทุกท่าน มีหะดีษรายงานโดยอะบุ มาลิก อัล-อัชอะรีย์ ที่เกี่ยวกับสัญญาณวันกิยามะฮฺเช่นกัน ท่านนบี(ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม)ได้กล่าวว่าความว่า “จะปรากฏในประชาชาติของฉัน ผู้ที่ทำการอนุมัติการซินา(การประเวณี) การสวมใส่ผ้าไหม การดื่มสุรา และการเล่นเครื่องดนตรี” และอีกหะดีษหนึ่งรายงานโดยท่านอะบูฮุร็อยเราะฮฺ ท่านนบี(ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม)ได้ กล่าวว่าความว่า “วันกิยามะฮฺจะไม่เกิดขึ้นจนกระทั่งจะเกิดแผ่นดินไหวติดต่อกันหลายครั้ง” ท่านอิบนุ หะญัร อัล-อัสเกาะลานีย์ ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า “แผ่นดินไหวจะเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอและรุนแรงในหลายประเทศทั้งทางตอนเหนือ ทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตกของโลก” สรุปจากสองหะดีษข้างต้น ท่านนบี(ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม)ได้ชี้แจงสัญญาณวันกิยามะฮฺอีก 3 ประการคือ1. จะมีการอนุมัติให้ผู้ชายสวมใส่ผ้าไหมได้2. จะมีการอนุมัติให้มีการเล่นดนตรีอย่างแพร่หลาย ซึ่งในเรื่องดังกล่าวนี้ปัจจุบันเราได้เห็นอย่างกันชัดเจนว่ามีการสนับสนุนและลงทุนกันเป็นกิจจะลักษณะและชักนำเยาวชนมุสลิมมากมายให้ลุ่มหลง และคลั่งไคล้จนลืมไปว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ต้องห้าม3. จะเกิดแผ่นดินไหวบ่อยครั้งมาก และแต่ละครั้งก็จะมีความรุนแรงทำลายทุกสิ่งทุกอย่างทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตอย่างย่อยยับ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเราคงจะได้ประจักษ์แก่สายตาทั้งที่เกิดขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่นและล่าสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่เกิดแผ่นดินไหวใต้ท้องทะเลและเกิดเป็นคลื่นยักษ์ที่เรียกกันว่า คลื่นสึนามิพี่น้องผู้มีเกียรติทุกท่าน จากหะดีษต่างๆที่ได้กล่าวมานั้นเป็นสัญญาณส่วนหนึ่งของวันกิยามะฮฺที่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีสัญญาณอื่นๆอีกมากมายที่เป็นปรากฏการทางธรรมชาติที่ยังไม่ได้กล่าวถึงตรงนี้เช่นสุริยุปราคา จันทรุปราคา ภูเขาไฟระเบิด ซึ่งพวกเราทุกคนสามารถประจักษ์ด้วยสายตา แต่พี่น้องครับจะมีสักกี่คนที่จะนำมาคิด ไตร่ตรอง และนึกถึงวันแห่งการสอบสวนที่จะมาถึง ขอให้หยุดคิดสักนิดและทบทวนการงานของตนเองว่ามีความพร้อมหรือยังที่จะได้รับการสอบสวนและการตัดสินจากอัลลอฮฺ(ซุบฮาฯ) และขอให้หยุดการกระทำทุกอย่างที่เข้าข่ายพฤติกรรมของผู้ที่ปฏิเสธวันแห่งการสอบสวนดังกล่าว สิ่งที่สำคัญที่สุดในขณะนี้ก็คือพยายามครองตนพร้อมๆกับปกป้องครอบครัวให้ห่างไกลจากสิ่งชั่วร้ายเหล่านั้น และนำหลักคำสอนของอิสลามมาใช้ในการดำรงชีวิตอย่างเคร่งครัด แล้วเราทุกคนจะประสบกับความสำเร็จในวันอาคิเราะฮฺอย่างแน่นอน อินชาอัลลอฮฺ นี้เป็นคำเตือนสำหรับพี่น้องมุสลิม ยังไม่สายถ้าจะคุณกลับสู่แนวทางของอัลลอฮ์ ขออัลลอฮ (ซุบฮานะฮุวะตะอะลา) โปรดเปิดฮีดายะแก่พี่น้องมุสลิมที่ยังหลงโลกดุนยา ให้กลับมาสู่แนวทางของอัลลอฮด้วยเถอะ

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS
Read Comments

จะเป็นดาอียะฮฺได้อย่างไร ?


จะเป็นดาอียะฮฺได้อย่างไร ?ตอบคำถามโดย ชัยคฺ อับดุลอาซิซ บินบาซนาซนีน ถอดความ
คำถาม: เรียนชัยคฺ ดิฉันเป็นผู้หญิง โปรดให้คำแนะนำว่า ดิฉันจะเป็นดาอียะฮฺ ผู้เชิญชวนผู้คนสู่อิสลามได้อย่างไร? คำตอบ : ผู้หญิงก็เหมือนผู้ชาย ถูกกำหนดให้มีหน้าที่เรียกร้องผู้คนสู่อัลลอฮฺและ ส่งเสริมในสิ่งที่ดีและสั่งห้ามปรามในสิ่งที่ชั่ว ทั้งนี้เพราะเนื้อหาในกุรอานและซุนนะฮฺได้บ่งบอกไว้ และคำพูดของผู้รู้ทั้งหลายก็กล่าวไว้อย่างชัดเจน ดังนั้นผู้หญิงจำเป็นที่จะต้องเรียกร้องผู้คนสู่อัลลอฮฺและเรียกร้องในสิ่ง ที่ดีและสั่ง ห้ามในสิ่งชั่วร้าย โดยการปฏิบัติตามแนวทางจากชารีอะฮฺ เหมือนกับที่ผู้ชายต้องปฏิบัติ ผู้หญิงไม่ควรจะถูกขัดขวางจากการเรียกร้องผู้คนสู่อัลลอฮฺเนื่องจากรู้สึก กังวลใจหรือขาดความอดทน เพียงเพราะบางคนได้ดูหมิ่นดูแคลน ดูถูก หรือหัวเราะเยาะเธอ ตรงกันข้ามเธอจะต้องแบกรับ และอดทน ถ้าเธอคิดว่าผู้คนกำลังเยาะเย้ยเธอหรือเล่นตลกกับเธอด้วยรูปแบบใดรูปแบบ หนึ่ง ดังนั้นเธอควรหันเหความสนใจไปกับสิ่งอื่น นั่นคือ เธอควรจะเป็นแบบอย่างที่ดีในการดำรงไว้ซึ่งฮิญาบต่อหน้าผู้ที่ไม่ใช่มะฮฺรอม (คนที่สามารถแต่งงานกันได้)และหลีกเลี่ยงการปะปนกันอย่างเสรี
เธอ ควรระมัดระวังเพื่อจะได้มั่นใจได้ว่าการดะอฺวะฮฺของเธอนั้นปราศจากสิ่งที่ น่าตำหนิ ถ้าเธอทำการเรียกร้อง(ดะอฺวะฮฺ)กับผู้ชาย เธอต้องทำในขณะที่สวมฮิญาบและหลีกเลี่ยงการอยู่ตามลำพังกับผู้ชายที่ไม่ใช่ มะฮฺรอม ถ้าเธอทำดะอฺวะฮฺกับผู้หญิง เธอต้องเรียกร้องพวกหล่อนอย่างชาญฉลาดและต้องให้แน่ใจว่าทัศนะคติ ท่าทางการวางตัวและการกระทำของเธอนั้นอยู่เหนือข้อกังขา แล้วจะไม่มีใครวิจารณ์เธอหรือตั้งคำถามกับเธอว่า “ทำไมเธอไม่เริ่มกับตัวเธอเองเสียก่อน” เธอต้องหลีกเลี่ยงเสื้อผ้าที่จะทำให้คนออกห่างจากเธอ และหลีกเลี่ยงฟิตนะฮฺทุกชนิดเช่น การอวดความสวยงามของเธอหรือการพูดจาหวานหยาดเยิ้ม เพราะถ้าเป็นอย่างนี้แล้ว เธออาจถูกวิจารณ์ได้
เธอจะต้องรอบคอบในการเรียกร้องสู่อัลลอฮฺด้วยวิธีการที่จะไม่ทำลายข้อผูกมัดทางศาสนาหรือชื่อเสียงของตัวเธอเสียเอง............................................

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS
Read Comments