ไม่มีเวลาอีกแล้ว ไม่มีเวลาอีกแล้ว ....
โอ้ คนหนุ่มสาวมุสลิม
เรา กำลังตกอยู่ภายใต้วิกฤติที่สั่นคลอนแผ่นดิน ผู้ที่เรียกตัวเองว่าผู้กอบกู้และเข้ามาฟื้นฟูโลก แต่โดยเนื้อแท้แล้วเป็นผู้บ่อนทำลาย(ดูอัล กุรอาน 2:11 ) แผ่นดินต้องการผู้กอบกู้ที่แท้จริง ผู้กอบกู้ที่ผดุงไว้ซึ่งความยุติธรรม ผู้ที่จะมาทำหน้าที่เป็น ‘ครู’ แก่มนุษยชาติ ในอิสลามภาระนี้ถูกมอบหมายแก่ผู้ที่ขนานนามตัวเองว่า มุสลิม (ดูอัล กุรอาน 2:143)
แต่ เป็นเรื่องตลกร้ายที่สุด เพราะผู้ที่ถูกมอบภาระในการกอบกู้โลก กลายเป็นผู้อ่อนแอ หลับใหล ล้าหลัง เป็นประชาชาติที่มีผู้รู้หนังสือต่ำกว่าประชาชาติอื่นๆ ประเทศมุสลิมจำนวนมากมีผู้รู้หนังสือไม่ถึงครึ่งของประชากรด้วยซ้ำ ทั้งที่เราถูกเรียกว่าประชาชาติแห่ง ‘อิกเราะอ์’ (จงอ่าน)
สภาพที่น่ารันทดของมุสลิม มิอาจโทษฝ่ายมารได้ จริงอยู่ว่าการโหมเข้าโจมตีโลกมุสลิม ทั้งด้วยกำลังทหารอันเกรียงไกรและด้วยการส่งออกแนวคิด‘ชะฮฺวะฮฺ’(อารมณ์ใคร่)เป็นใหญ่ ด้วยค่านิยมการใช้ชีวิตดื่มกิน สนุกสนาน บันเทิงเริงรมย์เข้าว่า เป็นผลงานอันโดดเด่นของฝ่ายมาร
แต่โดยแท้จริงความอ่อนแอที่เกิดขึ้นนั้น ต้องกล่าวโทษตัวเอง ที่เราตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ก็เพราะภูมิคุ้มกันของเราบกพร่องเองต่างหาก จึงปล่อยเชื้อโรคผ่านเข้ามาทำลายเราได้ เราไม่ต้องไปโทษเชื้อโรค เพราะหน้าที่ของมันคือการกัดกร่อนบ่อนทำลายอยู่แล้ว
เรามาดูคนหนุ่มสาวมุสลิมรุ่นใหม่ดูเถิด - คนหนุ่มสาวที่กำลังพูดถึงนี้ - มิใช่กลุ่มที่เป็นมุสลิมเพียงแต่ชื่อ ที่ไม่ละหมาด ไม่ถือศีลอด กินอาหารไม่เลือก แต่กลุ่มที่เรากำลังพูดถึงเป็นคนหนุ่มสาวที่ ‘เอาศาสนา’ เป็นกลุ่มที่ต้องมาเป็น ‘ผู้นำ’ ในการเปลี่ยนแปลง กลุ่มหนุ่มสาวมุสลิมที่ว่าก็คือ “เรา” นี่เอง
ทุกวันนี้ ... ดูเหมือน “เรา” มีความก้าวหน้าในความเคร่งครัดอย่างยิ่ง เราพัฒนาตัวเองไปมากมาย เราที่เป็นผู้ชายก็ไว้เครายาว ใช้เวลาว่างนั่งฟังซีดีบรรยายธรรมของอาจารย์ดัง ๆ การสนทนาก็อ้างถ้อยคำของนักฟื้นฟูร่วมสมัย อย่างอิมาม ฮะซัน อัล บันนา, ซัยยิด กุฏบฺ, อบุล อะอฺลา เมาดูดี
ส่วนที่เป็นมุสลิมะฮฺก็มีการพัฒนาไปไกลด้วยฮิญาบ จากผืนเล็ก เป็นผืนใหญ่ ปิดหน้า และปิดตา ซึ่งนับวันจะมีลวดลายตื่นตาตื่นใจยิ่งขึ้น
แต่แล้วเมื่อเราได้เปิดเผยบางสิ่งบางอย่าง มันไม่ได้สะท้อนภาพการเปลี่ยนแปลงภายในใด ๆ เลย เว้นแต่ทำเพื่อตัวเราเอง เราวางแผนอาชีพเพื่อให้สังคม ‘ยอมรับ’ โดยอ้างการสร้างความเข้มแข็งให้อิสลาม บ้างอยากเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย จึงเฝ้าวางแผนเรียนต่อปริญญาโทและที่สูงยิ่งขึ้นไปอีก บ้างวางแผนเป็นนักการเมือง บ้างก็อยากเป็นเจ้าของธุรกิจร้อยล้าน
มันไม่ผิดที่คิดเช่นนั้น ดีเสียด้วยซ้ำไป หากเรากระทำไปด้วยแรงบันดาลใจจากอิสลาม แต่ดูแล้วจำนวนมากหาเป็นเช่นนั้นไม่ ขณะที่พวกเราหลายคนอยู่ในวัยที่หนุ่มแน่น ไม่ต้องรับผิดชอบครอบครัว มีเวลาว่างมาก แต่ไม่อาจสละเวลาเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อสอนอัล-กุรอานให้น้อง ๆ พวกเราหลายคนมีฐานะไม่เดือดร้อนอะไร แต่ชาแก้วเดียวยังสละเลี้ยงน้อง ๆ ไม่ได้ กลับ สามารถใช้เงินเกือบหมื่นเพื่อเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือ เพื่อสนองรสนิยมของตัวเองด้วยราคาแพง นึกไม่ออกจริง ๆ ว่าเราจะเอาอะไรไปเสียสละในแผนงานอนาคตที่พร่ำกันออกมา
นอกจากนี้ เราไม่เคยแสดงออกมาให้เห็นซึ่งความคิด แผนงาน ความเข้าใจ ในแผนการดำรงอยู่ของเราในฐานะเป็นหนึ่งในผู้รับภาระฟื้นฟูอิสลาม แล้วจะให้เชื่อได้อย่างไรว่า‘ทำเพื่ออิสลาม’
เราดูและอ่านข่าวการกดขี่ข่มเหงทั่วโลก เหมือนกับการอ่านข่าวบันเทิง ปัญหาปาเลสไตน์มันไม่ปลุกความรู้สึกของเรา ข่าวการได้รับชะฮีดของเชค อะหฺมัด ยาซีน ผู้นำอิสลามอันเป็นที่รักของเรา ได้รับความสนใจต่อพวกเราน้อยกว่าข่าวรักกุ๊กกิ๊กของพวกดาราเสื่อมศีลธรรม
ยิ่งกว่านั้นมีเรื่องที่ใกล้ตัวพวกเรา และมันเป็นวันที่แสนเจ็บปวดที่สุดสำหรับพวกเรา คือการที่อดีตประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม ถูกอุ้มหายตัวไปอย่างลึกลับ แต่มันไม่อาจทำให้พวกเราหลั่งน้ำตาออกมาได้ พวกเราหลายคนยังคงนั่งดูรายการตลกหน้าจอทีวี
พวกเราตายไปหมดแล้ว ใช่ ตายไปแล้ว แม้ยังคงเดินอยู่ มีแต่ร่างเท่านั้น เราเป็นซากที่มีลมหายใจและอาหารหล่อเลี้ยงอยู่เท่านั้นเอง ต่อ ให้เราทำตัวให้เคร่งแค่ไหน ต่อให้เราใช้ศัพท์แสงของขบวนการเคลื่อนไหวอิสลามให้สวยหรูอย่างไร แต่สิ่งที่เราเป็นอยู่มันน่าสะอิดสะเอียน สิ่งที่เราเป็นอยู่ เราไม่ได้อยู่เพื่ออิสลาม แต่เอาอิสลามมาเพื่อตัวเอง
ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า อิสลามได้ถูกทำให้กลายเป็นเครื่องยศฐาบรรดาศักดิ์ชิ้นหนึ่งที่เราใช้ยกระดับ ทางสังคม เราคิดเราวางแผนทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อตัวเราเอง สนใจเรียนศาสนาเพียงเพื่อยกฐานะตัวเอง เลือกผู้หญิงมุ่งไปที่ปริญญาทางศาสนาหรือต้องคลุมหน้า เพียงเพื่อให้ผู้คนเห็นว่าเป็นคน‘เอาศาสนา’ ไม่แตกต่างกับที่เราแสวงหาปริญญาบัตรต่าง ๆ เพื่อยกสถานะทางสังคม เหมือนกับที่เรานั่งคุยถึงรถยี่ห้อดี ๆ ที่จะไปซื้อมาขับอวดกัน และหมดเวลาไปกับการประดับประดาบ้านเรือนเพื่อการโอ้อวด
เราไม่มีเจตนาว่ากระทบกระเทียบผู้ใดหรือคิดจะประจานกันเอง เราไม่ได้กล่าวหาว่า เราทุกคนเป็นอย่างนั้น แต่สิ่งที่กล่าวมาไม่มีมูลความจริงเลยแม้แต่น้อยกระนั้นหรือ ?
ในหมู่พวกเรา จะมีคนหนุ่มสาวสักกี่คน ที่มีวิญญาณแบบท่าน ริบอียฺ บิน อามิรฺ ผู้เป็นศิษย์ของท่านนบี ผู้ที่กล่าวถ้อยคำที่สะท้อนอุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ในวันเผชิญหน้ากับรุสตัม ขุนพลแห่งอาณาจักรบูชาไฟ เอาไว้ว่า
เราเป็นกลุ่มชนที่อัลลอฮฺส่งมาเพื่อให้เรานำมนุษยชาติ จากการกราบไหว้มนุษย์ด้วยกัน ไปสู่การ เคารพภักดีต่ออัลลอฮฺเพียงผู้เดียว จากความคับแคบของโลกนี้ไปสู่ความกว้างขวางของมัน จากการกดขี่ของศาสนาต่าง ๆ ไปสู่ความยุติธรรมแห่งอิสลาม
ไม่มีเวลาอีกแล้ว ไม่มีเวลาอีกแล้ว ..... โอ้ คนหนุ่มสาวมุสลิม
หากเราไม่เปลี่ยนแปลงตัวเองเสียแต่วันนี้ แล้วเราจะเปลี่ยนตอนไหนกันเล่า !!! คนเรายามยี่สิบไม่คิดถึงเพื่อนร่วมโลก ยามสามสิบจะมิลงลึกในเรื่องส่วนตัวมากกว่านี้อีกหรือ ????
..........................................................
โอ้ คนหนุ่มสาวมุสลิม
เรา กำลังตกอยู่ภายใต้วิกฤติที่สั่นคลอนแผ่นดิน ผู้ที่เรียกตัวเองว่าผู้กอบกู้และเข้ามาฟื้นฟูโลก แต่โดยเนื้อแท้แล้วเป็นผู้บ่อนทำลาย(ดูอัล กุรอาน 2:11 ) แผ่นดินต้องการผู้กอบกู้ที่แท้จริง ผู้กอบกู้ที่ผดุงไว้ซึ่งความยุติธรรม ผู้ที่จะมาทำหน้าที่เป็น ‘ครู’ แก่มนุษยชาติ ในอิสลามภาระนี้ถูกมอบหมายแก่ผู้ที่ขนานนามตัวเองว่า มุสลิม (ดูอัล กุรอาน 2:143)
แต่ เป็นเรื่องตลกร้ายที่สุด เพราะผู้ที่ถูกมอบภาระในการกอบกู้โลก กลายเป็นผู้อ่อนแอ หลับใหล ล้าหลัง เป็นประชาชาติที่มีผู้รู้หนังสือต่ำกว่าประชาชาติอื่นๆ ประเทศมุสลิมจำนวนมากมีผู้รู้หนังสือไม่ถึงครึ่งของประชากรด้วยซ้ำ ทั้งที่เราถูกเรียกว่าประชาชาติแห่ง ‘อิกเราะอ์’ (จงอ่าน)
สภาพที่น่ารันทดของมุสลิม มิอาจโทษฝ่ายมารได้ จริงอยู่ว่าการโหมเข้าโจมตีโลกมุสลิม ทั้งด้วยกำลังทหารอันเกรียงไกรและด้วยการส่งออกแนวคิด‘ชะฮฺวะฮฺ’(อารมณ์ใคร่)เป็นใหญ่ ด้วยค่านิยมการใช้ชีวิตดื่มกิน สนุกสนาน บันเทิงเริงรมย์เข้าว่า เป็นผลงานอันโดดเด่นของฝ่ายมาร
แต่โดยแท้จริงความอ่อนแอที่เกิดขึ้นนั้น ต้องกล่าวโทษตัวเอง ที่เราตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ก็เพราะภูมิคุ้มกันของเราบกพร่องเองต่างหาก จึงปล่อยเชื้อโรคผ่านเข้ามาทำลายเราได้ เราไม่ต้องไปโทษเชื้อโรค เพราะหน้าที่ของมันคือการกัดกร่อนบ่อนทำลายอยู่แล้ว
เรามาดูคนหนุ่มสาวมุสลิมรุ่นใหม่ดูเถิด - คนหนุ่มสาวที่กำลังพูดถึงนี้ - มิใช่กลุ่มที่เป็นมุสลิมเพียงแต่ชื่อ ที่ไม่ละหมาด ไม่ถือศีลอด กินอาหารไม่เลือก แต่กลุ่มที่เรากำลังพูดถึงเป็นคนหนุ่มสาวที่ ‘เอาศาสนา’ เป็นกลุ่มที่ต้องมาเป็น ‘ผู้นำ’ ในการเปลี่ยนแปลง กลุ่มหนุ่มสาวมุสลิมที่ว่าก็คือ “เรา” นี่เอง
ทุกวันนี้ ... ดูเหมือน “เรา” มีความก้าวหน้าในความเคร่งครัดอย่างยิ่ง เราพัฒนาตัวเองไปมากมาย เราที่เป็นผู้ชายก็ไว้เครายาว ใช้เวลาว่างนั่งฟังซีดีบรรยายธรรมของอาจารย์ดัง ๆ การสนทนาก็อ้างถ้อยคำของนักฟื้นฟูร่วมสมัย อย่างอิมาม ฮะซัน อัล บันนา, ซัยยิด กุฏบฺ, อบุล อะอฺลา เมาดูดี
ส่วนที่เป็นมุสลิมะฮฺก็มีการพัฒนาไปไกลด้วยฮิญาบ จากผืนเล็ก เป็นผืนใหญ่ ปิดหน้า และปิดตา ซึ่งนับวันจะมีลวดลายตื่นตาตื่นใจยิ่งขึ้น
แต่แล้วเมื่อเราได้เปิดเผยบางสิ่งบางอย่าง มันไม่ได้สะท้อนภาพการเปลี่ยนแปลงภายในใด ๆ เลย เว้นแต่ทำเพื่อตัวเราเอง เราวางแผนอาชีพเพื่อให้สังคม ‘ยอมรับ’ โดยอ้างการสร้างความเข้มแข็งให้อิสลาม บ้างอยากเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย จึงเฝ้าวางแผนเรียนต่อปริญญาโทและที่สูงยิ่งขึ้นไปอีก บ้างวางแผนเป็นนักการเมือง บ้างก็อยากเป็นเจ้าของธุรกิจร้อยล้าน
มันไม่ผิดที่คิดเช่นนั้น ดีเสียด้วยซ้ำไป หากเรากระทำไปด้วยแรงบันดาลใจจากอิสลาม แต่ดูแล้วจำนวนมากหาเป็นเช่นนั้นไม่ ขณะที่พวกเราหลายคนอยู่ในวัยที่หนุ่มแน่น ไม่ต้องรับผิดชอบครอบครัว มีเวลาว่างมาก แต่ไม่อาจสละเวลาเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อสอนอัล-กุรอานให้น้อง ๆ พวกเราหลายคนมีฐานะไม่เดือดร้อนอะไร แต่ชาแก้วเดียวยังสละเลี้ยงน้อง ๆ ไม่ได้ กลับ สามารถใช้เงินเกือบหมื่นเพื่อเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือ เพื่อสนองรสนิยมของตัวเองด้วยราคาแพง นึกไม่ออกจริง ๆ ว่าเราจะเอาอะไรไปเสียสละในแผนงานอนาคตที่พร่ำกันออกมา
นอกจากนี้ เราไม่เคยแสดงออกมาให้เห็นซึ่งความคิด แผนงาน ความเข้าใจ ในแผนการดำรงอยู่ของเราในฐานะเป็นหนึ่งในผู้รับภาระฟื้นฟูอิสลาม แล้วจะให้เชื่อได้อย่างไรว่า‘ทำเพื่ออิสลาม’
เราดูและอ่านข่าวการกดขี่ข่มเหงทั่วโลก เหมือนกับการอ่านข่าวบันเทิง ปัญหาปาเลสไตน์มันไม่ปลุกความรู้สึกของเรา ข่าวการได้รับชะฮีดของเชค อะหฺมัด ยาซีน ผู้นำอิสลามอันเป็นที่รักของเรา ได้รับความสนใจต่อพวกเราน้อยกว่าข่าวรักกุ๊กกิ๊กของพวกดาราเสื่อมศีลธรรม
ยิ่งกว่านั้นมีเรื่องที่ใกล้ตัวพวกเรา และมันเป็นวันที่แสนเจ็บปวดที่สุดสำหรับพวกเรา คือการที่อดีตประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม ถูกอุ้มหายตัวไปอย่างลึกลับ แต่มันไม่อาจทำให้พวกเราหลั่งน้ำตาออกมาได้ พวกเราหลายคนยังคงนั่งดูรายการตลกหน้าจอทีวี
พวกเราตายไปหมดแล้ว ใช่ ตายไปแล้ว แม้ยังคงเดินอยู่ มีแต่ร่างเท่านั้น เราเป็นซากที่มีลมหายใจและอาหารหล่อเลี้ยงอยู่เท่านั้นเอง ต่อ ให้เราทำตัวให้เคร่งแค่ไหน ต่อให้เราใช้ศัพท์แสงของขบวนการเคลื่อนไหวอิสลามให้สวยหรูอย่างไร แต่สิ่งที่เราเป็นอยู่มันน่าสะอิดสะเอียน สิ่งที่เราเป็นอยู่ เราไม่ได้อยู่เพื่ออิสลาม แต่เอาอิสลามมาเพื่อตัวเอง
ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า อิสลามได้ถูกทำให้กลายเป็นเครื่องยศฐาบรรดาศักดิ์ชิ้นหนึ่งที่เราใช้ยกระดับ ทางสังคม เราคิดเราวางแผนทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อตัวเราเอง สนใจเรียนศาสนาเพียงเพื่อยกฐานะตัวเอง เลือกผู้หญิงมุ่งไปที่ปริญญาทางศาสนาหรือต้องคลุมหน้า เพียงเพื่อให้ผู้คนเห็นว่าเป็นคน‘เอาศาสนา’ ไม่แตกต่างกับที่เราแสวงหาปริญญาบัตรต่าง ๆ เพื่อยกสถานะทางสังคม เหมือนกับที่เรานั่งคุยถึงรถยี่ห้อดี ๆ ที่จะไปซื้อมาขับอวดกัน และหมดเวลาไปกับการประดับประดาบ้านเรือนเพื่อการโอ้อวด
เราไม่มีเจตนาว่ากระทบกระเทียบผู้ใดหรือคิดจะประจานกันเอง เราไม่ได้กล่าวหาว่า เราทุกคนเป็นอย่างนั้น แต่สิ่งที่กล่าวมาไม่มีมูลความจริงเลยแม้แต่น้อยกระนั้นหรือ ?
ในหมู่พวกเรา จะมีคนหนุ่มสาวสักกี่คน ที่มีวิญญาณแบบท่าน ริบอียฺ บิน อามิรฺ ผู้เป็นศิษย์ของท่านนบี ผู้ที่กล่าวถ้อยคำที่สะท้อนอุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ในวันเผชิญหน้ากับรุสตัม ขุนพลแห่งอาณาจักรบูชาไฟ เอาไว้ว่า
เราเป็นกลุ่มชนที่อัลลอฮฺส่งมาเพื่อให้เรานำมนุษยชาติ จากการกราบไหว้มนุษย์ด้วยกัน ไปสู่การ เคารพภักดีต่ออัลลอฮฺเพียงผู้เดียว จากความคับแคบของโลกนี้ไปสู่ความกว้างขวางของมัน จากการกดขี่ของศาสนาต่าง ๆ ไปสู่ความยุติธรรมแห่งอิสลาม
ไม่มีเวลาอีกแล้ว ไม่มีเวลาอีกแล้ว ..... โอ้ คนหนุ่มสาวมุสลิม
หากเราไม่เปลี่ยนแปลงตัวเองเสียแต่วันนี้ แล้วเราจะเปลี่ยนตอนไหนกันเล่า !!! คนเรายามยี่สิบไม่คิดถึงเพื่อนร่วมโลก ยามสามสิบจะมิลงลึกในเรื่องส่วนตัวมากกว่านี้อีกหรือ ????
..........................................................










