
รอมาฎอนคืออะไร?
“รอมาฎอน” เป็นเดือนที่เก้าของปฏิทินอิสลาม โดยอิสลามนั้นจะใช้ “ปฏิทินจันทรคติ” (ปฏิทินที่นับตามคติการโคจรของดวงจันทร์) หมายความว่า ในแต่ละเดือนนั้นจะเริ่มต้นด้วยการเห็นดวงจันทร์ใหม่ และด้วยเพราะปฏิทินจันทรคตินั้นมีระยะเวลาสั้นกว่าปฏิทินสุริยคติโดยทั่วไป ประมาณ 11 วัน ดังนั้นวันสำคัญของอิสลามจะเลื่อนไปทุกปี เช่นในปี พ.ศ. 2546 รอมาฎอนเริ่มขึ้นประมาณวันที่ 27 ตุลาคม และในปี พ.ศ. 2547 รอมาฎอนได้เริ่มประมาณวันที่ 15 ตุลาคม
มุสลิมมากกว่าพันล้านคนทั่วโลก ซึ่งรวมถึงมุสลิมจำนวนประมาณแปดล้านคนในอเมริกาเหนือที่ “เดือนรอมาฎอน” ถือเป็นเดือนแห่งการอำนวยพร โดยมีสัญลักษณ์ของการละหมาด ถือศีลอด และการบริจาค ในปีนี้ “รอมาฎอน” ก็เริ่มก่อน “วันคริสมาสต์” ของชาวคริสต์ และคาบเกี่ยวกับ “วันฮานุกกาห์” ของชาวยิว
แต่ขณะที่ ในหลายๆ สถานที่ วันสำคัญของชาวคริสต์ ชาวยิวเหล่านั้นกลายเป็นสิ่งที่ถูกนำมาใช้ในเชิงพาณิชย์กันอย่างแพร่หลาย หากแต่ “รอมาฎอน” นั้นมุ่งเน้นความสำคัญต่อ “การเสียสละประโยชน์ส่วนตน” และ “การแสดงความจงรักภักดีต่อพระเจ้า” (“อัลลอฮฺ” ในภาษาอาหรับ)
เหตุใดจึงเป็นเดือนนี้?
มุสลิมเชื่อว่าในเดือนรอมาฎอนนั้น อัลลอฮฺทรงเผยพระวัจนะแรกแห่งคัมภีร์อัลกุรอาน อันเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของอิสลาม ซึ่งในช่วงปีคริสตศักราช 610 นั้น ท่านศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้เดินทางไปยังทะเลทรายใกล้เมืองมักกะฮฺ (ในประเทศซาอุดิอารเบียปัจจุบัน) เพื่อทำการใคร่ครวญถึงความศรัทธา สังคมความเป็นอยู่ และการมีอยู่ของพระเจ้า
ในคืนหนึ่ง ได้มีเสียงร้องเรียกท่านจากฟากฟ้า ซึ่งเป็นเสียงของเทวทูตญิบริล ผู้ที่แจ้งต่อมุหัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม) ว่า ท่านได้ถูกเลือกให้เป็นผู้ที่รับสารแห่งอัลลอฮฺ (พระเจ้า) ต่อมามุหัมมัดก็พบว่าท่านได้กล่าวถ้อยคำอันเป็นพระวัจนะของอัลลอฮฺออกมาและได้ถ่ายทอดเป็น “อัลกุรอาน”
หลายๆ มัสญิดในช่วงเดือนรอมาฎอน จะมีการอ่านอัลกุรอาน จำนวนหนึ่งในสามสิบส่วน (1/30) ของอัลกุรอานในการละหมาดของแต่ละคืน อันเป็นที่รู้จักกันว่า “การละหมาดตะรอเวียะหฺ” และด้วยการกระทำดังกล่าวนั้น หมายความว่าในช่วงสิ้นเดือนรอมาฎอน พระวัจนะของอัลลอฮฺจะได้รับการอ่านจนจบโดยสมบูรณ์ครบถ้วน
เหตุใดมุสลิมจึงต้องถือศีลอด
มุสลิมต้องปฏิบัติ “ศิยาม” หรือ “การถือศีลอด” ตลอดทั้งเดือนรอมาฎอน อันหมายความว่าพวกเขาจะไม่กินหรือดื่มสิ่งใด แม้แต่น้ำ ขณะที่ดวงอาทิตย์ขึ้น รวมทั้งการใช้ความพยายามเป็นพิเศษที่จะละทิ้งการกระทำชั่วทั้งหลาย “การถือศีลอด” เป็นหนึ่งของหลักปฎิบัติ 5 ประการ (หน้าที่) แห่งอิสลาม รวมถึงหน้าที่อื่นๆ ตามหลักการของอิสลาม และมุสลิมที่มีความสามารถจำต้องทำการศิยามนี้ (ถือศีลอด) โดยเริ่มตั้งแต่อายุ 12 ปีขึ้นไป
การถือศีลอด มีจุดประสงค์สำคัญหลายประการ ขณะที่พวกเขาเกิดความหิวและกระหาย มุสลิมจะระลึกถึงความทุกข์ยากของคนยากจน อีกทั้ง การถือศีลอดก็ถือเป็นโอกาสที่ดีอย่างหนึ่งที่จะฝึกการควบคุมความต้องการของตัวเอง รวมไปถึงการชำระล้างกายและจิตใจให้บริสุทธิ์ และในเดือนศักดิ์สิทธิ์นี้ การถือศีลอดนั้นยังช่วยทำให้มุสลิมรู้สึกถึงความสงบสันติ อันเกิดจากการอุทิศจิตวิญญาณ เช่นเดียวกันกับการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพี่น้องผู้ศรัทธาอีกด้วย
ในโลกมุสลิมนั้น ช่วงเดือนรอมาฎอน ร้านอาหารส่วนใหญ่จะถูกปิดลงตลอดช่วงเวลากลางวัน ทุกครอบครัวจะตื่นขึ้นมาแต่เช้าเพื่อทาน “ซุโฮรฺ” ซึ่งเป็นอาหารมื้อแรกก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น และหลังจากที่ดวงอาทิตย์ตก ก็ให้หยุดละการถือศีลอด ด้วยการทานอาหารที่เรียกว่า “อิฟตอรฺ” “อิฟตอรฺ” มักจะเริ่มด้วยการทานอินผลัมและเครื่องดื่มหวานที่สามารถให้พลังงานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
รอมาฎอนสิ้นสุดลงอย่างไร
รอมาฎอนสิ้นสุดลงด้วยการเฉลิมฉลองของวันอีดิ้ลฟิฏรี ในปี 2546 นั้นเป็นวันที่ 26 พฤศจิกายน ในภาษาเขียนเรียกว่า “วันเฉลิมฉลองการละศีลอด” วันอีดิ้ลฟิฏรี เป็นหนึ่งในสองของวันเฉลิมฉลองที่สำคัญของอิสลาม (อีกวันหนึ่งนั้นจะเริ่มหลังจาก “พิธีฮัจญ์” หรือ “การเดินทางไปแสวงบุญยังเมืองมักกะฮฺ) ใน “วันอีดิ้ลฟิฏรี” นั้น มุสลิมจะแต่งกายให้สวยงามที่สุด พร้อมกับการตกแต่งบ้านเรือนให้สะอาด สวยงาม อีกทั้งยังมีการเลี้ยงฉลองให้กับเด็กๆ และเยี่ยมเยียนบรรดาเพื่อน พี่น้องและครอบครัวอีกด้วย
“ความเอื้ออาทรและการแสดงความขอบคุณ” เกิดขึ้นในช่วงการเฉลิมฉลองนี้ ถึงแม้ว่าในความจริงแล้วนั้นสำหรับศาสนาอิสลามนั้น “การบริจาค” และ “การกระทำความดีงาม” ถือเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งอยู่ตลอดเวลา หากแต่มันก็เป็นสิ่งที่มีความพิเศษยิ่งในช่วงสิ้นสุดรอมาฎอน ด้วยเพราะเดือนรอมาฎอนกำลังจะจบลง บรรดามุสลิมมีหน้าที่ในการที่จะแบ่งปันการอำนวยพรของเขาที่ได้รับจากอัลลอฮฺ ด้วยการให้อาหารคนยากจน และการบริจาคให้การช่วยเหลือมัสญิดด้วย
ถอดความ بنت الاٍسلامขอบคุณข้อมูลดี ๆ จากเพจ The Sweetness of Eman {Faith}
อ้างอิง : http://www.facebook.com/notes.php?id=112071198810627
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับรอมาฎอน

เธอมีค่ามากกว่า ห้า บาท

อยากรู้ไหม...มีอะไรในมือพ่อ
เริ่มจากการที่คุณพ่อเรียกลูกสาวเข้า ไปพบ และบอกกับลูกสาวว่า
คุณ พ่อ : "พ่อมีอะไรจะให้ดู เป็นของสำคัญมากนะ"
แล้วคุณ พ่อก็หยิบอะไรบางอย่างออกจากกระเป๋าเสื้อ โดยกำสิ่งของไว้ในมือ ไม่ให้ลูกมองเห็น และคุณพ่อก็ถามลูกสาวว่า
คุณ พ่อ : "อยากรู้มั้ยว่ามีอะไรในมือพ่อ"
ลูกสาวพยักหน้า พ่อเลยยื่นข้อเสนอว่า
คุณ พ่อ : งั้นเอามือเขกพื้น 3 ที
พอลูกเขกเสร็จตามที่พ่อ บอก คุณพ่อพูดอีกว่า
คุณ พ่อ : "ไม่พอเปลี่ยนเป็น 5 ทีดีกว่า"
ลูกก็เขกพื้นอีก 5 ที พ่อก็พูดต่อว่า
คุณ พ่อ : "เปลี่ยนเป็น 10 ทีดีกว่า"
ลูกก็เขกพื้นอีก 10 ที พอเขกเสร็จพ่อพูดอีกว่า
คุณ พ่อ : "เพิ่มเป็น 15 ทีละกัน"
ด้วยความอยากรู้ ลูกสาวยอมเขกพื้นเพิ่มเป็น 15 ที พร้อมพูดกับพ่อว่า
ลูก สาว : "ลูกอยากรู้จริงๆว่าในมือพ่อมันคืออะไร"
พ่อเลยแบมือออก เผยให้เห็นเหรียญ 5 บาทธรรมดาเหรียญหนึ่ง
หลังจากนั้น คุณพ่อก็เอามือกำเหรียญ 5 บาทเหรียญเดิมอีกครั้ง และถามลูกสาวว่า อยากดูไหมว่าในมือพ่อมีอะไร ถ้าอยากรู้ต้องเอามือเขกพื้น 5 ที ลูกสาวส่ายหน้า พร้อมกับบอกว่า
ลูก สาว : ไม่อยากดูแล้ว เพราะรู้แล้วว่าในมือพ่อมีอะไร
พ่อเลยต่อรอง
คุณ พ่อ : "เขกแค่ 1 ทีก็ได้"
ลูกสาวยังส่ายหน้า พร้อมกับบอกว่า
ลูก สาว : "หนูรู้แล้ว หนูไม่อยากดูแล้ว"
คุณพ่อเลยบอกว่า
คุณ พ่อ : "เอางี้ พ่อให้ดูฟรีๆก็ได้ เอาหรือเปล่า"
ฝ่ายลูกสาวตอบว่า
ลูก สาว : "ไม่เอา ไม่รู้จะดูไปทำมัย ก็รู้อยู่แล้วว่าในมือพ่อมีอะไร"
ได้ ฟังเช่นนั้น คุณพ่อเลยสอนลูกสาวว่า เหรียญ 5 ก็เปรียบเสมือนกับสิ่งอันพึงหวงแหนของของหญิงสาว ถ้าใครได้รู้ได้เห็นก่อนเวลาอันควร ก็จะกลายเป็นของไร้ค่าในทันใด
คุณ พ่อ : นี่แหละลูก ของอะไรที่ยังคงเป็นความลับ คนมักยอมทำตามทุกอย่างที่จะได้สมความปราถนา มีความอยากดู อยากรู้ อยากเห็น แต่เมื่อสมปราถนาแล้ว ดูบ่อยๆก็มักจะเบื่อ ให้ดูฟรีๆยังไม่อยากดูเลย เช่นกันสิ่งที่พึงหวงสำหรับสตรี ก็เป็นสิ่งที่มีค่า ถ้าใครได้รู้ก่อนเวลาอันควร ก็จะไม่มีค่าอะไรอีกต่อไป ไม่ต่างจากเหรียญ 5 บาท ที่พ่อให้ลูกดูฟรีหรอก"
อดีตที่เคยเป็น กับวันนี้ที่ต้องเผชิญ

بِسْمِ اللهِ الرَّحْمَنِ الرَّحِيْم
الســـــــــــــــــلام عليكم ورحمـــــــــــــــــــــة الله وبركاته
มุสลิม หลายคนทั้งที่เคยคลุมผม ทั้งที่เคยปิดหน้า หรือทั้งที่เคยไว้เครา หรือภายนอกของเขา การกระทำของเขา มีอะไรบางอย่างที่มันบ่งบอกได้ว่า นั่นคือมุสลิมคนหนึ่ง!!จะ ด้วยเหตุที่เขารู้ดีว่านั่นคือหลักการหนึ่งที่อัลลอฮซุบฮานาฮุวาตะอาลาทรง ใช้ นั่นคือหลักการหนึ่งที่มุสลิมนั้นต้องกระทำและยืนหยัด แต่เมื่อเขาต้องประสบและเผชิญกับสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ใยเล่าเขาได้เปลี่ยน!! ใยเล่าเขาได้ใจอ่อนถึงเพียงนั้น!!
الإسْلاَمُ يَعْلوْ وَلاَ يُعْلى عَلَيْهِ
อิสลามนั้นสูงส่ง ไม่มีอะไรอื่นเลย จะสูงส่งได้กว่าอิสลาม
แต่น่าแปลกว่า ทำไม??สถาบันบางแห่ง องค์กรบางองค์กร สถานประกอบการของมุสลิมที่เป็นผู้ครอบครองบางแห่งหรือสถานที่ซึ่งมีมุสลิมยืนอยู่ ทำงานอยู่ ศึกษาอยู่บางสถาบันกลับไม่ปรากฏซึ่งหลักการหนึ่งหลักการใดแม้แต่น้อย หรือมี แต่ก็มีแค่บางเรื่อง ก็เพราะมุสลิมเรามักจะเลือกปฏิบัติใช้ในสิ่งที่สังคมและคนส่วนใหญ่ถูกใจและยอมรับ มุสลิมเรามักจะเลือกปฏิบัติใช้ในสิ่งที่คิดว่าถูกต้านน้อยที่สุด โดยไม่คำนึงว่านั่นเป็นสิ่งที่ถูกสั่งใช้และสั่งห้ามหรือเปล่า
มุสลิมมักจะกลัวไปเองว่า หากจะต้องปิดหน้าแล้วเข้าทำงานไม่ได้ หากจะต้องคลุมผมแล้วเข้าทำงานลำบาก หากจะต้องรักษาซึ่งจุดยืน ละทิ้งในสิ่งที่ผิดๆ แล้วทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้วนั้น อาจจะนำมาซึ่งแรงต้านจากสังคมนั้นมากมายกระมัง มันคงจะส่งผลต่ออนาคตการทำงาน การเรียนของเขาหรอกกระมัง เขาถึงจะต้องยอมปล่อยตัวเพื่อให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่สังคมและคนส่วนใหญ่ได้วางไว้
ความเคร่งครัดของมุสลิมที่ถูกวาดฝันไปยังจอทีวี และสื่อมวลชนทั่วไปว่า มุสลิมเป็นผู้ที่ก่อการร้าย มุสลิมเขาหัวรุนแรง มุสลิมเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ หรือมุสลิมที่ยืนหยัด รวมถึงการกระทำซึ่งแสดงออกถึงการปฏิเสธในสิ่งที่เป็นญาฮีลียะห์ทั้งหลาย นั่นคือพวกหัวรุนแรง นั่นคือการกระทำที่แข็งกระด้าง จนทำให้มุสลิมที่ละเลย และไม่ใส่ใจในหลักการศาสนาหลายๆ ประการ ถูกซึมซับด้วยกับความเชื่อเหล่านั้น การนำเสนอเหล่านั้น เลยคิดเอง เออเองไปว่าสิ่งเหล่านี้หล่ะ มันเป็นสิ่งที่ถูกแล้ว หากเขาจะพูดกัน มันเป็นอุปสรรคประการสำคัญของการรักษาจุดยืน(ความเป็นมุสลิม)ของเขาในสถานที่ใด สถานที่หนึ่งเป็นแน่กระมัง
ก็ นั่นแหละ เพราะพี่น้องมุสลิมเราๆในปัจจุบันนั้นเอง ที่มักจะอ่อนแอในด้านจิตใจ อ่อนแอในด้านอีหม่าน เลยต้องรับผิดชอบกับภาพลักษณ์อันแย่ๆนั้นไปด้วย แถมบางคนก็รู้ดีว่าหลักการที่เขาควรยึดถือเป็นอย่างไร หลักการที่เขาเคยยืนหยัดเป็นเช่นไร แต่ เขาจำต้องฝืนทิ้งหลักการนั้นมันไป ก็ด้วยเหตุผลที่เขาไม่เรียนรู้ เขาไม่ตระหนัก หรือเขาเองนั้นก็รู้ แต่เหตุที่เขานั้นเกรงใจ เกรงกลัวอย่างนั้น อย่างนี้กับมนุษย์เพียงไม่กี่คน จึงไม่กล้าที่จะบอกไปว่า นั่นคือสิ่งที่เขาได้สิทธิมาแต่ต้นแล้ว กับการที่เขากล่าวปฏิญาณออกไปว่า เขานั้นศรัทธาต่ออัลลอฮองค์เดียวและเขาก็มีแบบอย่างจากท่านรอซูลของอัลลอฮมา ใช้ในชีวิตประจำวันอยู่ แต่เขาก็ยอมที่จะลดเกียรติของตัวเอง ลดศักดิ์ศรีของตัวเอง และละทิ้งสิ่งที่อิสลามได้บอกไว้ว่า สิ่งนั้นหากกระทำแล้วนั่นเป็นสิ่งที่ผิด นั่นเป็นสิ่งที่โสมมไปแล้ว
เราในปัจจุบันมักจะเกรงใจมนุษย์ แต่เราไม่เคยที่จะเกรงกลัวอัลลอฮ เรามักจะกลัวมนุษย์ไม่ให้ในสิ่งที่เราอยากได้ แต่เรากลับไม่คิดที่จะกลัวว่าอัลลอฮไม่ให้แล้ว ใครเขาจะให้ได้ หากอัลลอฮทรงกริ้วแล้ว ใครกันหรือที่จะให้เราในทุกสิ่งนั้นได้ เราลืมนึกถึงกรรมสิทธิและอำนาจอันผู้เดียวของอัลลอฮซุบฮานาฮุวาตะอาลากันไหม..น่าคิดนะ
นี่รอมฎอนก็เข้ามาแล้ว (ก็ไม่อยากให้มีผลต่ออามาลในแต่ละวัน ยอมเขาแต่ผลบุญเราเสียไป)
ผู้ เขียนเอง หวังเป็นอย่างยิ่งว่า จากนี้เป็นต้นไป ไม่ว่าเราและท่านทั้งหลายจะต้องเผชิญกับสิ่งไหน ไม่ว่าเราและท่านทั้งหลายต้องเผชิญในรูปแบบสถานการณ์ที่บีบคั้นเรา มากเพียงใด ในที่ทำงาน ในสถานศึกษา หรือในที่ที่เรานั้นเลือกที่จะใช้ชีวิตอยู่ก็ตามแต่ ขอให้เชื่อมั่นว่า การแสดงซึ่งจุดยืนตามในสิ่งที่หลักการอิสลามได้ระบุไว้ว่า การกระทำนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง การงดเว้นการกระทำนั้นเป็นสิ่งที่ผิดแล้ว ย่อมทำให้เรานั้นผ่านพ้นอุปสรรคใดๆลงไปได้อย่างแน่นอน เพราะอิสลามนั้นสูงส่ง ไม่มีอะไรอื่นเลยจะสูงส่งเท่ากับอิสลาม อยู่ที่ว่าเรากล้าไหมที่จะพูด เรากล้าไหมที่จะแสดงออก เราพร้อมหรือยังที่จะเผชิญกับบททดสอบต่างๆที่มีอยู่สำหรับผู้ศรัทธา
อัลลอฮฺ ซุบฮานาฮูวาตะอาลาทรงตรัสว่า
إِنَّ الَّذِينَ قَالُوا رَبُّنَا اللَّهُ ثُمَّ اسْتَقَامُوا فَلَا خَوْفٌ عَلَيْهِمْ وَلَا هُمْ يَحْزَنُونَ * أُوْلَئِكَ أَصْحَابُ الْجَنَّةِ خَالِدِينَ فِيهَا جَزَاء بِمَا كَانُوا يَعْمَلُونَ
ซึ่งมีใจความว่า “แท้จริงบรรดาผู้ที่กล่าวว่า พระเจ้าของพวกเราคืออัลลอฮฺ แล้วพวกเขาก็ยืนหยัด (เชื่อฟังและปฏิบัติ) ตามคำกล่าวนั้น จะไม่มีความหวาดกลัวใด ๆ แก่พวกเขา และพวกเขาก็จะไม่เศร้าสลดใจ * ชนเหล่านั้นคือชาวสวนสวรรค์ พวกเขาเป็นผู้พำนักอยู่ในนั้นตลอดกาล เป็นการตอบแทนที่พวกเขาได้กระทำไว้” [46.13-14]
และ อัลลอฮฺ ซุบฮานาฮูวาตะอาลาทรงกำชับไว้กับบรรดาผู้ศรัทธาว่าอย่าได้ตามอารมณ์ของคน อื่นอันเป็นเหตุที่ทำให้เราไม่ยืนหยัดในหลักการอิสลาม ว่า
ثُمَّ جَعَلْنَاكَ عَلَى شَرِيعَةٍ مِّنَ الْأَمْرِ فَاتَّبِعْهَا وَلَا تَتَّبِعْ أَهْوَاء الَّذِينَ لَا يَعْلَمُونَ
ซึ่งมีใจความว่า “แล้วเราได้ตั้งเจ้าให้อยู่บนแนวทางหนึ่ง ในเรื่องของศาสนาที่แท้จริง ดังนั้นจงปฏิบัติตามแนวทางนั้น(หลักการของอัลลอฮฺ) และอย่าได้ปฏิบัติตามอารมณ์ต่ำของบรรดาผู้ไม่รู้” [อัลญาษิยะฮฺ :18]
พี่น้องครับ ดุนยามันก็คือเกมที่ทดสอบผู้ศรัทธาอยู่นะ ผ่านไปให้ได้แล้วกัน
والسلام عليكم ورحمة الله وبركاته
--
-------------------------------------
บางคนพร่ำบ่นว่าเหตุใดพระเจ้าจึงทรงสร้าง "หนาม" ใน "ดอกกุหลาบ" ขณะที่บางคนขอบคุณพระองค์ที่ทรงสร้าง "ดอกกุหลาบ" ให้อยู่ล้อมรอบ "หนาม"
โฉมใหม่แล้ววันนี้ที่
http://shabab000.spaces.live.com
ผู้ที่อยากเริ่มต้นชีวิตใหม่ ผู้อยากเปลี่ยนแปลงชีวิตใหม่ในรูปแบบอิสลาม
สำหรับผู้ชาย ติดต่อ คุณชารีฟ วงเศงี่ยม มือถือ 0819284958 danish8484@yahoo.com
สำหรับผู้หญิง ติดต่อ คุณอะมานี โต๊ะมอง มือถือ 081 448 6516 supranee_to@hotmail.com
เวปไซต์ที่สามารถเข้าไปหาข้อมูลได้ http://www.อิสลาม.net/ , http://www.islam-talks.com/





