+_+หากฉันทำผิดหรือทำอะไรไม่ดี ก็อยากให้พี่น้อง เครือญาติ ของฉันคอยตักเตือน เพราะอัลอิสลาม คือ การตักเตือน หากรักฉันจริงก็ช่วยตักเตือนฉันด้วยเถิด+_+

ความจริง เรื่อง count down บางคนอาจรู้แล้ว


Count down ( อยาก count down มั้ย ? อ่านนี่ก่อนนะจ้ะ ^^)
1 มกราคม การเฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่สากล กับเงื่อนงำที่แอบแฝงในประวัติศาสตร์ระหว่างมุสลิมกับคริสเตียน
ในทุก ๆ ปี พลเมืองโลกทั่วไปจะเฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่ในวันที่ 1 มกราคมกันอย่างเอิกเกริก
ในคืนสุดท้ายของปีซึ่งเรียกกันว่า “คืนส่งท้ายปีเก่า” จะมีการเตรียมการสำหรับนับถอยหลัง
(Countdown) ในช่วงการเปลี่ยนวัน ณ เวลา 0 นาฬิกา (เที่ยงคืน)
ซึ่งถือเป็นการขึ้นวันใหม่ตามอย่างสากล ผู้คนที่ร่วมเฉลิมฉลองในวันขึ้นปีใหม่นั้นต่างก็รู้เพียงว่านั่นคือวันที่ 1 ของปีใหม่ที่ควรจะยินดีและต้อนรับด้วยการเฉลิมฉลอง ทว่าคงไม่มีผู้ใดรับรู้หรือฉุกคิดหรอกว่า ทำไมหนอ พวกฝรั่งตะวันตกจึงกำหนดเอาวันที่ 1 มกราคมของทุกปีเป็นวันเฉลิมฉลองขึ้นปีใหม่ ทั้ง ๆ ที่ผู้นั้นอาจเป็นคนไทยที่ถือเอาช่วงวันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่ตามธรรมเนียมปฏิบัติ หรือผู้นั้นอาจจะเป็นผู้มีเชื้อสายจีน ซึ่งก็มีวันขึ้นปีใหม่ตามคติจีนและมิใช่วันที่ 1 มกราคมแต่อย่างใด กระนั้นพวกเขาก็ร่วมเฉลิมฉลองในวันที่ 1 มกราคม ตามสากล (หรือตามฝรั่งตะวันตก) ได้อย่างสนิทใจ ที่น่าเศร้าใจก็คือมีชาวมุสลิมเป็นจำนวนมิใช่น้อยที่เข้าร่วมในการเฉลิมฉลองนั้นด้วย ซึ่งนั่นก็ไม่น่าเศร้าใจเท่ากับการที่ชาวมุสลิมเหล่านั้นขาดภูมิความรู้ทางประวัติศาสตร์แห่งประชาชาติของตน จะด้วยเพราะไม่รู้หรือมิได้ฉุกคิดก็ตามทีจึงได้เผลอไผลเห็นดีเห็นงามจนเอาเป็นเหตุแห่งการเฉลิมฉลองร่วมกับเหล่าชนอื่น ทั้ง ๆ ที่ชาวมุสลิมนั้นมีวันรื่นเริงตามหลักการของศาสนาเป็นของตนเองอยู่แล้ว คือวันอีดอีดิลฟิฏริ และช่วงวันอีดิลอัฎฮา ตลอดจนมีปฏิทินทางจันทรคติในการกำหนดวันเดือนปีและมีศักราชเป็นของเฉพาะตนซึ่งเรียกกันว่า ฮิจเราะฮฺศักราช ต่อคำถามที่ว่า ทำไมหนอ พวกฝรั่งมังค่าจึงกำหนดเอาวันที่ 1 มกราคม ของทุกปีเป็นวันขึ้นปีใหม่ อาจกล่าวได้ว่า เรื่องนี้น่าจะมีเงื่อนงำที่แอบแฝง กล่าวคือ หากย้อนเวลากลับไปในอดีต เมื่อปี คศ.1492 ณ ดินแดนอัลอันดะลุส (Andalucia) ในสเปน ได้เกิดเหตุการณ์ครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ของชาวมุสลิม คือ เหตุการณ์สูญเสียที่มั่นสุดท้ายของชาวมุสลิมในอาณาจักรฆอรนาเฏาะฮฺ (Granada) แก่อาณาจักรคริสเตียนสเปนซึ่งถูกรวบรวมให้เป็นหนึ่งภายหลังการอภิเษกสมรสของเฟอร์ดินานด์ หรือ เฟอร์นานโดที่ 5 แห่งแคว้นอรากอน (Aragon) กับพระนางอิซาเบลล่า แห่งแคว้นกิชตาละฮฺ (Castile) ในช่วงเวลานั้น อาณาจักรฆอรนาเฏาะฮฺ (Granada) มีกษัตริย์นามว่า อบูอับดิลลาฮฺ มุฮำหมัด อัซซ่อฆีร หรือที่ฝรั่งเรียกว่า อบูอับดิล (Abuabdi, Bodillah) เป็นผู้ปกครอง พวกคริสเตียนสเปนได้ยกทัพเข้าปิดล้อมนครฆอรนาเฏาะฮฺตั้งแต่ปี คศ.1491 การปิดล้อมเป็นไปอย่างหนักและต่อเนื่อง จนกระทั่ง อบูอับดิลลาฮฺ ยอมจำนนต่อฝ่าย คริสเตียนสเปนด้วยการยอมทำข้อตกลงกับฝ่ายคริสเตียนในการส่งมอบเมืองเป็นจำนวนถึง 67 ข้อซึ่งนับเป็นสนธิสัญญาที่ยืดยาวที่สุดฉบับหนึ่งในช่วงสิ้นสุดยุคกลางของยุโรป การลงนามในสนธิสัญญาระหว่างสองฝ่ายเสร็จสิ้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 2 ร่อบีอุลเอาวัล ฮ.ศ.897 ตรงกับวันที่ 2 มกราคม คศ.1492 ซึ่งในวันเดียวกันนั้น กษัตริย์เฟอร์ดินานด์ที่ 5 กับพระราชินี อิซาเบลล่าก็ได้เสด็จเข้าสู่พระราชวัง อัลฮัมรออฺ (Alhambra) อันเป็นที่ประทับของกษัตริย์ อบูอับดิลลาฮฺ และมีการนำไม้กางเขนเงินขึ้นสู่ยอดโดมของมัสญิดในพระราชวัง กษัตริย์อบูอับดิลลาฮฺได้จุมพิตพระหัตถ์ของกษัตริย์คริสเตียนแห่งสเปนและดำเนินออกจากพระราชวัง กษัตริย์อบูอับดิลลาฮฺได้หยุดทอดพระเนตรนครฆอรนาเฏาะฮฺเป็นครั้งสุดท้าย ณ เนินแห่งหนึ่งที่เรียกกันว่า เนินอัลบันดูล และร่ำไห้พร้อมสะอึกสะอื้น พระนางอาอิชะฮฺผู้เป็นพระมารดาจึงตะโกนบอกกับอบูอับดิลลาฮฺว่า “เจ้าจงร่ำไห้เยี่ยงอิสตรีต่ออำนาจที่สูญสิ้น เจ้าหาได้รักษามันไว้ได้ไม่เยี่ยงเหล่าบุรุษ” ชาวสเปนเรียกขานเนินแห่งนี้ว่า “การสะอื้นร่ำไห้ครั้งสุดท้ายของชาวอาหรับ” (el ultimo suspiro del Moro) อาณาจักรฆอรนาเฏาะฮฺ หรือ แกรนาดา ที่มั่นสุดท้ายของชาวมุสลิมในอัลอันดะลุส (สเปน) ก็ปิดฉากลงพร้อมกับชัยชนะของฝ่ายคริสเตียนที่ขับเคี่ยวต่อสู้กับชาวมุสลิมหรือพวกมัวร์มาตลอดระยะเวลาร่วม 800 ปี ความจริงชาวมุสลิมได้สูญเสียฆอรนาเฏาะฮฺมาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมของปีนั้น (1492) แล้ว เพียงแต่การสูญเสียอย่างเป็นทางการนั้นเกิดขึ้นในวันถัดมา คือ วันที่ 2 มกราคม 1492 และการสูญเสียนครฆอรนาเฏาะฮฺในปีดังกล่าวก็หาใช่เป็นโศกนาฏกรรมที่แท้จริงไม่ หากแต่ว่าโศกนาฏกรรมที่แท้จริงได้เริ่มขึ้นหลังจากนั้น เพราะเพียง 7 ปีให้หลัง (คศ.1499) เงื่อนไขอันเป็นข้อตกลงในสนธิสัญญาส่งมอบเมืองนั้นก็ถูกละเมิดอย่างไม่แยแสจากฝ่าย คริสเตียน บรรดามัสญิดถูกสั่งปิด การประกอบพิธีกรรมถูกสั่งห้าม การตั้งศาลพิเศษเพื่อตรวจสอบชาวมุสลิมที่ตกค้างอยู่ในฆอรนาเฏาะฮฺโดยฝ่ายศาสนจักรก็มีขึ้น มุสลิมถูกบังคับให้เข้ารีตในคริสต์ศาสนา ตำรับตำราทางวิชาการถูกเผาทำลายไม่เว้นแม้แต่พระมหาคัมภีร์อัลกุรอ่าน มีการสั่งห้ามชาวมุสลิมพูดภาษาอาหรับและห้ามอาบน้ำ ดินแดนที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นดินแดนอิสลามกลับกลายมาเป็นดินแดนแห่งการปฏิเสธโดยสิ้นเชิงบรรดามัสญิดที่สง่างามด้วยสถาปัตยกรรมอิสลามถูกแปรเปลี่ยนเป็นโบสถ์วิหารในคริสตศาสนาจนหมดสิ้น มุสลิมจำนวนหลายล้านคนจึงจำต้องอพยพละทิ้งถิ่นฐานของตนซึ่งเคยอาศัยและรังสรรค์ความเจริญรุ่งเรืองเอาไว้ตลอดระยะเวลาร่วม 8 ศตวรรษ สงครามครูเสดในดินแดนตะวันออก (เยรูซาเล็ม ปาเลสไตน์) พวก คริสเตียนอาจจะพ่ายแพ้ต่อชาวมุสลิมนับแต่ชัยชนะของสุลตอน ซ่อลาฮุดดีน อัลอัยยูบีย์หรือสลาดินในการปลดปล่อยแผ่นดินอันศักดิ์สิทธิ์ แต่สงครามครูเสดในดินแดนอัลอันดะลุส มุสลิมเป็นฝ่ายปราชัย อีกทั้งในปีเดียวกันนั้น (1492) คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ผู้ได้รับการอุปถัมภ์จากพระราชินีอิซาเบลล่าของสเปนก็สามารถค้นพบโลกใหม่หรือทวีปอเมริกาได้สำเร็จ ศักราชแห่งการล่าอาณานิคมและความยิ่งใหญ่ของกองเรือ อมาด้าของสเปน และการผงาดขึ้นของมหาอำนาจทางทะเลอย่างโปรตุเกสก็เริ่มต้นขึ้นพร้อมกับการล่มสลายของการผูกขาดทางการค้าและการควบคุมเส้นทางการค้าทั้งทางบกและทางทะเลของประชาคมมุสลิม นี่กระมังเป็นสาเหตุที่พวกฝรั่งตะวันตกได้ถือเอาวันที่ 1 มกราคมเป็นวันเฉลิมฉลองชัยชนะในสงครามครูเสดที่มีต่อพวกนอกศาสนาอันหมายถึงชาวมุสลิมโดยรวม ซึ่งช่างเหมาะเจาะกับช่วงเวลาก่อนหน้านั้นราว 1 สัปดาห์ ที่พวกเขาเฉลิมฉลองวันคริสต์มาสในวันที่ 25 ธันวาคมต่อเนื่องจนถึงวันที่ 1 มกราคม การเฉลิมฉลองของชาวคริสเตียนในช่วงเวลานั้นโดยเฉพาะในปี คศ.1492 จึงเป็นการเฉลิมฉลองชัยชนะที่มีต่อชาวมุสลิมอย่างมิต้องสงสัย ถึงแม้ว่าเมื่อกาลเวลาผ่านล่วงเลยไปผู้คนในสมัยหลังจะหลงลืมไปแล้วว่า เพราะอะไรพวกฝรั่งชาวคริสต์จึงถือเอาวันที่ 1 มกราคมเป็นวันสำคัญของพวกเขาก็ตาม ในช่วงคริสต์มาสอีฟ ทำไมฝรั่งจึงมีธรรมเนียมกินไก่งวง ในทุกปีทำเนียบขาวจะจัดประเพณีการกินไก่งวงเพื่อขอบคุณพระเจ้า มีการปล่อยไก่งวงผู้โชคดีให้เป็นข่าวเกรียวกราวไปทั่วโลก ชะรอยไก่งวงที่ว่านี้ก็มีสัญลักษณ์แอบแฝงอยู่ พวกฝรั่งเรียกไก่งวงว่า เทอคิ (Turkey) ซึ่งหมายถึง ไก่แขกตุรกีและตุรกีในชั้นหลังก็หมายถึง พวกมุสลิมที่ต่อสู้ขับเคี่ยวกับพวกฝรั่งชาวคริสเตียนในการทำสงครามศาสนา (ครูเสด) การฆ่าไก่งวงเพื่อรับประทานเป็นอาหารในช่วงคริสต์มาสอีฟก็คือสัญลักษณ์ในการพิฆาตพวกเติร์กหรือพวกคนนอกศาสนาที่หมายถึงมุสลิมนั่นเอง ย้อนกลับไปยังอัลอันดะลุส (Andalucia) อีกครั้ง ในยุคที่ชาวมุสลิมหรือพวกมัวร์ (Moor) ปกครองสเปนและมีการสู้รบกับพวกคริสเตียนทางตอนเหนือนั้น มีการประกาศจากพระสันตะประปาแห่งกรุงโรมให้ชาวคริสเตียนทำสงครามครูเสดกับชาวมุสลิมในสเปนมาโดยตลอด นับตั้งแต่ครั้งกษัตริย์ชารล์ มาร์แตง ของพวกแฟรงก์ (ฝรั่งเศส) ทำศึกกับกองทัพของชาวมุสลิมที่ข้ามเทือกเขาพิเรนีสไปยังตอนใต้ของฝรั่งเศสในสมรภูมิตูร บูวาติเยร์ (Tour-Poitiers)
เมื่อปี ฮ.ศ.114 ตรงกับปี คศ.732 เป็นต้นมา ดังนั้นการสู้รบของพวกคริสเตียนทางตอนเหนือของคาบสมุทรไอบีเรีย (สเปน) กับชาวมุสลิมในอัลอันดะลุส จึงเป็นการทำสงครามครูเสดอย่างไม่ต้องสัย บ่อยครั้งที่พวกคริสเตียนในสเปนได้รับการสนับสนุนจากกองเรือรบของพวกครูเสดซึ่งมีทั้งฝรั่งเศส,อังกฤษ,เยอรมันและอิตาลี (เวนิส-เจนัวร์) ในการศึกเพื่อเข้ายึดครองหัวเมืองชายทะเลในอัลอันดะลุส พวกคริสเตียนในยุโรปมิเคยละความพยายามในการร่วมมือกันทำการศึกกับชาวมุสลิมเลยนับแต่ยุคกลางจวบจนทุกวันนี้ ฉะนั้นชัยชนะของคริสเตียนในสเปนที่สามารถขับไล่ชาวมุสลิมออกจากอัลอันดะลุสได้สำเร็จ จึงเป็นชัยชนะร่วมกันของคริสเตียนทั่วยุโรป เหตุนี้จึงไม่แปลกอันใดในการที่พวกเขาจะเฉลิมฉลองกันอย่างเอิกเกริกในวันที่ 1 มกราคมของทุกปี แต่สำหรับประชาคมมุสลิมแล้ววันที่ 1 มกราคมของทุกปีหาใช่เป็นวันแห่งการเฉลิมฉลองไม่แต่เป็นวันแห่งโศกนาฏกรรมและความสูญเสียที่ไม่มีวันคืนกลับ เราอาจจะสูญเสียอัลอันดะลุสไปแล้ว แต่ที่สำคัญขออย่าให้มุสลิมได้สูญเสียจิตวิญญาณและความเป็นอัตลักษณ์ของตน เพราะนั่นย่อมหมายถึงความอัปยศและความปราชัยอย่างที่สุดซึ่งจะไปโทษใครมิได้เลยนอกจากตัวเอง
(لاحول ولاقوة إلابا لله )
อะลี อะฮฺหมัด อบูบักร มุฮำหมัด อะมีน อัลอัซฮะรีย์10 มกราคม 25511 มุฮัรรอม 1429
(หมายเหตุ) เทศกาลปามะเขือเทศในสเปนนั้น ท่านทราบหรือไม่ว่าจริง ๆ แล้วก็คือการรำลึกถึงเหตุการณ์ ”การอพยพของชาวมุสลิมออกจากบรรดาหัวเมืองที่ตกเป็นของฝ่ายคริสเตียนสเปน” เมื่อชาวมุสลิมละทิ้งบ้านเรือนของพวกตนและพากันอพยพออกจากเมือง ในระหว่างทางนั้นต้องเดินผ่านบ้านเรือนและชุมชนของชาวคริสเตียน ซึ่งพวกนั้นก็จะขว้างปาสิ่งของประดามีเข้าใส่กลุ่มชาวมุสลิมไม่เว้นแม้แต่มะเขือเทศที่พวกเขาหยิบฉวยได้จากก้นครัว นี่คือที่มาของเทศกาลปามะเขือเทศในสเปนซึ่งเราเคยพบเห็นจากข่าวต่างประเทศนั่นเอง

ที่มา http://www.sunnahstudent.com/forum/index.php?topic=3251.0

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS
Read Comments

เวลาของชีวิต


ใครจะรู้บ้างว่าคนเราก็มีนาฬิกาชีวิตเหมือนกัน

หากเราได้รู้จักนาฬิกาชีวิตของตัวเอง ก็อาจจะสามารถบาลานซ์การใช้ชีวิต โรคภัยย่างกรายมาถามหาน้อยลง

01.00-03.00 น. เป็นช่วงเวลาการทำงานของ "ตับ" ควรหลับพักผ่อนให้สนิท

03.00-05.00 น. เป็นช่วงเวลาการทำงานของ "ปอด" ควรตื่นมาสูดอากาศสดชื่น

05.00-07.00 น. เป็นช่วงเวลาของ "ลำไส้ใหญ่" ควรขับถ่ายอุจจาระ

07.00-09.00 น. เป็นช่วงเวลาการทำงานของ "กระเพาะอาหาร" ควรกินอาหารเช้า

09.00-11.00 น. เป็นช่วงเวลาการทำงาน "ม้าม" ควรพูดน้อย กินน้อย ม้ามทำหน้าที่ในการดึงเอาธาตุเหล็กจากฮีโมโกลบินของเซลล์เม็ดเลือดแดง นำมาใช้ในร่างกาย และยังทำหน้าที่เอาของเสียออกจากกระแสเลือดในรูปของน้ำปัสสาวะเช่นเดียวกับตับ

11.00-13.00 น. เป็นช่วงเวลาการทำงานของ "หัวใจ" ควรเลี่ยงการใช้ความคิด ความเครียด ระงับอารมณ์ตื่นเต้นตกใจ

13.00-15.00 น. เป็นช่วงเวลาการทำงานของ "ลำไส้เล็ก" ควรงดกินอาหารทุกประเภท ลำไส้เล็กมีหน้าที่ย่อยอาหาร ตั้งแต่คาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน

15.00-17.00 น. เป็นช่วงเวลาทำงานของ "กระเพาะปัสสาวะ" ควรทำให้เหงื่อออก

17.00-19.00 น. เป็นช่วงเวลาทำงานของ "ไต" ควรทำตัวให้สดชื่น

19.00-21.00 น. เป็นช่วงเวลาทำงานของ "เยื่อหุ้มหัวใจ" ควรทำสมาธิ สวดมนต์

21.00-23.00 น. เป็นช่วงเวลาการทำงานของ "ระบบความร้อน" ห้ามอาบน้ำเย็น ตากลม ควรทำร่างกายให้อบอุ่น

23.00-01.00 น. เป็นช่วงเวลาการทำงานของ "ถุงน้ำดี" ควรดื่มน้ำก่อนเข้านอน สวมชุดนอนผ้าฝ้าย เพราะผ้าสังเคราะห์จะดูดน้ำในร่างกาย โดยถุงน้ำดีทำหน้าที่ในการเก็บสะสมน้ำดีเพื่อช่วย ในการย่อยอาหาร

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS
Read Comments

มากกว่า “การเป็นภรรยา”


มากกว่า “การเป็นภรรยา”

ผม รู้สึกไม่ดีนักที่พบว่านักดะอฺวะฮฺ(คนทำงานอิสลาม)บางคนมีทรรศนะที่สุดโต่ง เรื่องผู้หญิง

บางคนถึงกับประกาศว่า เป้าหมายอย่างหนึ่งของนักทำงานอิสลามคือ จับพวกผู้หญิงกลับเข้าบ้าน ให้มาทำหน้าที่แม่และเมีย !!!

แนวคิดแบบนี้จงใจละเลยความเป็นจริงของสังคม(ซึ่ง เราไม่อยากให้เกิดขึ้น และเราไม่ได้สร้างมัน) นั่นคือ ผู้หญิงจำนวนมากจำเป็นต้องทำงานหาเงิน ต้องรับผิดชอบดูแลพ่อแม่ที่อายุมาก หรือดูแลน้องชายที่ยังหาเรียนหนังสือ และอื่น ๆ อีกจิปาถะ

ครั้งแนวคิดนี้ในบางคนมันสุด ๆ ไปถึงขั้นอ้างความ “ยาเก่น” (ยะกีน)หรือความเชื่อมั่นต่ออัลลอฮฺ แล้วให้ละทิ้งการออกไปทำงานเสีย อย่างชนิดที่ว่า ให้เลือกเอาระหว่าง อิสลามหรือจะไปทำงานนอกบ้านกันเลยทีเดียว

ความเลยเถิดนี้ มันยังต่อเนื่องมายังอีกเรื่องหนึ่ง คือ ข้อเรียกร้องของนักดะอฺวะฮฺในทำนองนี้แสดงถึงการขาดความสมดุล นั่นคือ ทำไมถึงไม่รณรงค์ให้พวกผู้ชายกลับมาทำหน้ารับผิดชอบในฐานะสามีและพ่อที่ดีบ้าง ???

บางทีก็ยากที่จะทำใจยอมรับกับการที่พวกผู้ชายไม่รับผิดชอบครอบครัว ในฐานะที่พวกเขาเป็นสามีหรือเป็นพ่อ ตอนเช้า ๆ เราจะเห็นพวกผู้ชายจำนวนมากชอบนั่งมั่วคุยในร้านกาแฟ คุยตั้งแต่ปัญหาการเมืองจนถึงปัญหาคิลาฟิยะฮฺ หรือบางคนสนุกกับการละเล่นที่ฆ่าเวลาไปวัน ๆ อย่างเลี้ยงนกกรงหัวจุก เป็นต้น

ในหลายพื้นที่ของภาคใต้ ช่วงเช้า ๆ หลังศุบฮฺสักพักหนึ่ง ผมมักเห็นภาพที่ขัดแย้งกันอยู่เสมอ นั่นคือ ด้านหนึ่งได้พบเห็นพวกมุสลิมะฮฺ ทั้งแม่และลูกสาว ขับรถจักรยานหรือจักรยานยนตร์ พร้อมกับนำขนมชนิดต่าง ๆ เต็มทั้งหน้ารถ ไปฝากขายตามร้านต่าง ๆ ในหมู่บ้าน แน่นอนว่า การทำขนมขายนั้น พวกเธอต้องลุกขึ้นมาทำตั้งแต่ตี 2 ตี 3 ซึ่งพวกผู้ชายในบ้านกำลังนอนหลับอย่างสบายอยู่ แต่แล้วเมื่อหันไปดูอีกด้านหนึ่ง ก็ได้พบกับพฤติกรรมตอนเช้าของพวกผู้ชาย บ้างก็ยังไม่ตื่น บ้างกำลังเดินไปนั่งรวมกลุ่มพูดคุยไร้สาระกันตามร้านกาแฟของหมู่บ้าน นั่งกันนาน ๆ จนเวลาสาย

ผมรู้สึกสลดที่เห็นผู้หญิงคลุมหน้าต้องมาเข็นรถเข็นขายลูกชิ้น รู้สึกเศร้าใจที่ผู้หญิงคลุมหน้าหลายคนต้องออกไปตัดยางหาเลี้ยงชีวิต ผมเคยคุยกับมุสลิมะฮฺที่เคร่งครัดคนหนึ่งเกี่ยวกับอาชีพตัดยางของเธอ เธอบอกว่า กลัวก็กลัวอยู่หรอก ทำอย่างไรได้ละ ต้องดูแลครอบครัว !!!

ผม ไม่ได้หมายความว่า การเรียกร้องความเป็นแม่และความเป็นภรรยาจะถือเป็นเรื่องผิด แต่สิ่งที่เราเรียกร้องต้องไปไกลกว่านั้น นั่นก็คือ เราต้องเรียกร้องสถานะความเป็นแม่และความเป็นภรรยาให้สอดคล้องกับหลักการอิส ลาม ซึ่งไม่ได้ละเลยมิติด้านอื่นๆ ไม่ได้ละเลยต่อข้อเท็จจริงที่สังคมกำลังดำเนินไป ยิ่งกว่านั้นความเป็นแม่ ความเป็นภรรยา นั้นไม่อาจดำรงสถานะที่แท้จริงได้ หากไม่มีสถานะของความเป็นพ่อและความเป็นสามีร่วมอยู่

ผมรู้สึกตลกมากที่ในทางทฤษฎี เราเรียนนิติศาสตร์อิสลามกันว่า ผู้หญิงได้รับการประกันการเลี้ยงดูจากสมาชิกผู้ชายในบ้านตามลำดับความสามารถ หากหาคนเลี้ยงดูไม่ได้ สังคมทั้งหมดต้องร่วมกันรับผิดชอบ แต่ในความเป็นจริง ผู้หญิงของเรากลับถูกบังคับทางอ้อมให้หาเงินมาให้พวกผู้ชายใช้

หน้าที่การทำงานหาเลี้ยงชีพแบบเหน็ดเหนื่อยทุกวันนี้นั้น มุสลิมะฮฺหลาย ๆ คนไม่ได้อยากทำนะครับ พวกเธอไม่อยากรับภาระนี้ บางคนเล่าให้ผมฟังพร้อมน้ำตา พวกเธอไม่อยากออกไปตัดยาง ไม่อยากขึ้นรถเมล์เบียดผู้ชายไปทำงานหรอกครับ (แน่นอนว่า ความต้องการที่จะหารายได้ของมุสลิมะฮฺไม่ใช่เรื่องต้องห้าม แต่เชื่อว่าพวกเธออยากหารายได้ในสภาพที่เหมาะสมกับความเป็นผู้หญิงของเธอ มากกว่า) ผมคิดว่า การแก้ปัญหาผู้หญิง(และเรื่องทั้งหมดของสังคม)นั้น น่าจะมีจุดเริ่มที่ถูกต้อง ลำพังการเสนอบทบาทของการเป็นแม่หรือภรรยาให้แก่ผู้หญิงแบบขาดความสมดุล โดยละเลยบทบาทที่สำคัญด้านอื่น ๆ นั้น ก่อให้เกิดปฏิกิริยาที่สุดโต่งในสนามดะอฺวะฮฺ อย่างที่ผมเล่ามาตอนต้น

ทุก วันนี้สังคมเราละเลยบทบาทหนึ่งของผู้หญิง(และผู้ชายด้วย) นั่นคือ บทบาทของการเป็นนักดะอฺวะฮฺหรือคนทำงานอิสลาม ซึ่งเป็นบทบาทที่ยิ่งใหญ่ หากทุกบทบาท ไม่ว่าจะเป็นบทบาทความเป็นแม่ ความเป็นภรรยา ความเป็นเพื่อน ความเป็นเครือญาติ ความเป็นสมาชิกของสังคม ถูกนำมาบูรณาการภายใต้บทบาทของภารกิจแห่งงานดะอฺวะฮฺ ย่อมให้คุณค่าอย่างมหาศาล และส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน

งานดะอฺวะฮฺ ตามที่ถูกให้ความหมายในอัลกุรอานก็คือการนำผู้คน “ไปสู่อัลลอฮฺ” หรือไปสู่ “วิถีทางของอัลลอฮฺ” หากผู้หญิงคนหนึ่ง เธอได้เล่นบทบาทลูกสาวโดยผ่านกรอบที่ใหญ่กว่า คือกรอบของบทบาทงานดะอฺวะฮฺ เธอย่อมมีเป้าหมายในการเปลี่ยนแปลงพ่อของเธอที่อาจละเลยเรื่องละหมาดอยู่ โดยการดูแลเอาใจใส่พ่ออย่างดี เพื่อเปลี่ยนแปลงพ่อของเธอไปสู่ “วิถีทางของอัลลอฮฺ”

นี่คือความหวังดีและความรักที่แท้จริงที่มีต่อพ่อ จะมีความรักและความหวังดีใดที่จะยิ่งไปกว่า การให้คนที่เรารักรอดพ้นจากการลงโทษของอัลลอฮฺ และได้อยู่ในความเมตตาของพระองค์อีกเล่า


ปัญหา ของผู้หญิงมากมายในปัจจุบัน ไม่ว่าการทำงานนอกบ้าน การคบหาสมาคมอย่างไม่รู้จักขอบเขตของอิสลาม การละเลยต่อหน้าที่ของแม่หรือภรรยา และอื่นๆอีกสารพัดนั้น ไม่ใช่ปัญหาที่แก้ด้วยเพียงแค่การจับผู้หญิงมาอบรมเรื่องครอบครัวหรือเรื่อง มารยาทของลูกผู้หญิงอิสลาม แล้วก็เสร็จกันไป

แต่ปัญหาผู้หญิงมันเกี่ยวพันกับโครงสร้างของสังคมที่ซับซ้อน เกี่ยวพันกับผู้ชายเช่นเดียวกัน เกี่ยวพันตั้งแต่เรื่องพฤติกรรมมนุษย์ไปจนถึงหลักอะกีดะฮฺ เกี่ยวพันตั้งเรื่องของทรรศนะคติไปจึงถึงเรื่องปากท้อง

ปัญหาแบบนี้ต้องอาศัย “คน” ที่ก้าวมาร่วมกันแก้ เป็นคนแห่งดะอฺวะฮฺ ที่มีทั้งผู้หญิงและผู้ชายทำงานร่วมกันเป็นญะมาอะฮฺ มิใช่“คน”ที่ ตะโกนคำขวัญอิสลามแบบทื่อ ๆ แต่เป็นคนที่ต้องได้รับการฝึกอบรมด้วยแนวคิดอิสลามมาอย่างต่อเนื่อง และต้องร่วมกันผลักดันแนวทางต่างๆ ที่ได้รับการวางแผนมา

นี่ ไม่ใช่ภารกิจที่ถูกจำกัดเฉพาะผู้ชาย แต่เป็นภารกิจที่ต้องผนึกกำลังกันทำ นี่คือภารกิจที่มากกว่าการเป็นภรรยา การเป็นลูกสาว พี่สาว น้องสาว ฯลฯ

เพราะมันภารกิจที่วางอยู่บนพื้นฐานของสายสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า .

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS
Read Comments

ไม่มีเวลาอีกแล้ว ไม่มีเวลาอีกแล้ว ....‏


ไม่มีเวลาอีกแล้ว ไม่มีเวลาอีกแล้ว ....
โอ้ คนหนุ่มสาวมุสลิม
เรา กำลังตกอยู่ภายใต้วิกฤติที่สั่นคลอนแผ่นดิน ผู้ที่เรียกตัวเองว่าผู้กอบกู้และเข้ามาฟื้นฟูโลก แต่โดยเนื้อแท้แล้วเป็นผู้บ่อนทำลาย(ดูอัล กุรอาน 2:11 ) แผ่นดินต้องการผู้กอบกู้ที่แท้จริง ผู้กอบกู้ที่ผดุงไว้ซึ่งความยุติธรรม ผู้ที่จะมาทำหน้าที่เป็น ‘ครู’ แก่มนุษยชาติ ในอิสลามภาระนี้ถูกมอบหมายแก่ผู้ที่ขนานนามตัวเองว่า มุสลิม (ดูอัล กุรอาน 2:143)

แต่ เป็นเรื่องตลกร้ายที่สุด เพราะผู้ที่ถูกมอบภาระในการกอบกู้โลก กลายเป็นผู้อ่อนแอ หลับใหล ล้าหลัง เป็นประชาชาติที่มีผู้รู้หนังสือต่ำกว่าประชาชาติอื่นๆ ประเทศมุสลิมจำนวนมากมีผู้รู้หนังสือไม่ถึงครึ่งของประชากรด้วยซ้ำ ทั้งที่เราถูกเรียกว่าประชาชาติแห่ง ‘อิกเราะอ์’ (จงอ่าน)

สภาพที่น่ารันทดของมุสลิม มิอาจโทษฝ่ายมารได้ จริงอยู่ว่าการโหมเข้าโจมตีโลกมุสลิม ทั้งด้วยกำลังทหารอันเกรียงไกรและด้วยการส่งออกแนวคิด‘ชะฮฺวะฮฺ’(อารมณ์ใคร่)เป็นใหญ่ ด้วยค่านิยมการใช้ชีวิตดื่มกิน สนุกสนาน บันเทิงเริงรมย์เข้าว่า เป็นผลงานอันโดดเด่นของฝ่ายมาร

แต่โดยแท้จริงความอ่อนแอที่เกิดขึ้นนั้น ต้องกล่าวโทษตัวเอง ที่เราตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ก็เพราะภูมิคุ้มกันของเราบกพร่องเองต่างหาก จึงปล่อยเชื้อโรคผ่านเข้ามาทำลายเราได้ เราไม่ต้องไปโทษเชื้อโรค เพราะหน้าที่ของมันคือการกัดกร่อนบ่อนทำลายอยู่แล้ว

เรามาดูคนหนุ่มสาวมุสลิมรุ่นใหม่ดูเถิด - คนหนุ่มสาวที่กำลังพูดถึงนี้ - มิใช่กลุ่มที่เป็นมุสลิมเพียงแต่ชื่อ ที่ไม่ละหมาด ไม่ถือศีลอด กินอาหารไม่เลือก แต่กลุ่มที่เรากำลังพูดถึงเป็นคนหนุ่มสาวที่ ‘เอาศาสนา’ เป็นกลุ่มที่ต้องมาเป็น ‘ผู้นำ’ ในการเปลี่ยนแปลง กลุ่มหนุ่มสาวมุสลิมที่ว่าก็คือ “เรา” นี่เอง

ทุกวันนี้ ... ดูเหมือน “เรา” มีความก้าวหน้าในความเคร่งครัดอย่างยิ่ง เราพัฒนาตัวเองไปมากมาย เราที่เป็นผู้ชายก็ไว้เครายาว ใช้เวลาว่างนั่งฟังซีดีบรรยายธรรมของอาจารย์ดัง ๆ การสนทนาก็อ้างถ้อยคำของนักฟื้นฟูร่วมสมัย อย่างอิมาม ฮะซัน อัล บันนา, ซัยยิด กุฏบฺ, อบุล อะอฺลา เมาดูดี

ส่วนที่เป็นมุสลิมะฮฺก็มีการพัฒนาไปไกลด้วยฮิญาบ จากผืนเล็ก เป็นผืนใหญ่ ปิดหน้า และปิดตา ซึ่งนับวันจะมีลวดลายตื่นตาตื่นใจยิ่งขึ้น

แต่แล้วเมื่อเราได้เปิดเผยบางสิ่งบางอย่าง มันไม่ได้สะท้อนภาพการเปลี่ยนแปลงภายในใด ๆ เลย เว้นแต่ทำเพื่อตัวเราเอง เราวางแผนอาชีพเพื่อให้สังคม ‘ยอมรับ’ โดยอ้างการสร้างความเข้มแข็งให้อิสลาม บ้างอยากเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย จึงเฝ้าวางแผนเรียนต่อปริญญาโทและที่สูงยิ่งขึ้นไปอีก บ้างวางแผนเป็นนักการเมือง บ้างก็อยากเป็นเจ้าของธุรกิจร้อยล้าน

มันไม่ผิดที่คิดเช่นนั้น ดีเสียด้วยซ้ำไป หากเรากระทำไปด้วยแรงบันดาลใจจากอิสลาม แต่ดูแล้วจำนวนมากหาเป็นเช่นนั้นไม่ ขณะที่พวกเราหลายคนอยู่ในวัยที่หนุ่มแน่น ไม่ต้องรับผิดชอบครอบครัว มีเวลาว่างมาก แต่ไม่อาจสละเวลาเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อสอนอัล-กุรอานให้น้อง ๆ พวกเราหลายคนมีฐานะไม่เดือดร้อนอะไร แต่ชาแก้วเดียวยังสละเลี้ยงน้อง ๆ ไม่ได้ กลับ สามารถใช้เงินเกือบหมื่นเพื่อเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือ เพื่อสนองรสนิยมของตัวเองด้วยราคาแพง นึกไม่ออกจริง ๆ ว่าเราจะเอาอะไรไปเสียสละในแผนงานอนาคตที่พร่ำกันออกมา

นอกจากนี้ เราไม่เคยแสดงออกมาให้เห็นซึ่งความคิด แผนงาน ความเข้าใจ ในแผนการดำรงอยู่ของเราในฐานะเป็นหนึ่งในผู้รับภาระฟื้นฟูอิสลาม แล้วจะให้เชื่อได้อย่างไรว่า‘ทำเพื่ออิสลาม’

เราดูและอ่านข่าวการกดขี่ข่มเหงทั่วโลก เหมือนกับการอ่านข่าวบันเทิง ปัญหาปาเลสไตน์มันไม่ปลุกความรู้สึกของเรา ข่าวการได้รับชะฮีดของเชค อะหฺมัด ยาซีน ผู้นำอิสลามอันเป็นที่รักของเรา ได้รับความสนใจต่อพวกเราน้อยกว่าข่าวรักกุ๊กกิ๊กของพวกดาราเสื่อมศีลธรรม
ยิ่งกว่านั้นมีเรื่องที่ใกล้ตัวพวกเรา และมันเป็นวันที่แสนเจ็บปวดที่สุดสำหรับพวกเรา คือการที่อดีตประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม ถูกอุ้มหายตัวไปอย่างลึกลับ แต่มันไม่อาจทำให้พวกเราหลั่งน้ำตาออกมาได้ พวกเราหลายคนยังคงนั่งดูรายการตลกหน้าจอทีวี

พวกเราตายไปหมดแล้ว ใช่ ตายไปแล้ว แม้ยังคงเดินอยู่ มีแต่ร่างเท่านั้น เราเป็นซากที่มีลมหายใจและอาหารหล่อเลี้ยงอยู่เท่านั้นเอง ต่อ ให้เราทำตัวให้เคร่งแค่ไหน ต่อให้เราใช้ศัพท์แสงของขบวนการเคลื่อนไหวอิสลามให้สวยหรูอย่างไร แต่สิ่งที่เราเป็นอยู่มันน่าสะอิดสะเอียน สิ่งที่เราเป็นอยู่ เราไม่ได้อยู่เพื่ออิสลาม แต่เอาอิสลามมาเพื่อตัวเอง

ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า อิสลามได้ถูกทำให้กลายเป็นเครื่องยศฐาบรรดาศักดิ์ชิ้นหนึ่งที่เราใช้ยกระดับ ทางสังคม เราคิดเราวางแผนทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อตัวเราเอง สนใจเรียนศาสนาเพียงเพื่อยกฐานะตัวเอง เลือกผู้หญิงมุ่งไปที่ปริญญาทางศาสนาหรือต้องคลุมหน้า เพียงเพื่อให้ผู้คนเห็นว่าเป็นคน‘เอาศาสนา’ ไม่แตกต่างกับที่เราแสวงหาปริญญาบัตรต่าง ๆ เพื่อยกสถานะทางสังคม เหมือนกับที่เรานั่งคุยถึงรถยี่ห้อดี ๆ ที่จะไปซื้อมาขับอวดกัน และหมดเวลาไปกับการประดับประดาบ้านเรือนเพื่อการโอ้อวด

เราไม่มีเจตนาว่ากระทบกระเทียบผู้ใดหรือคิดจะประจานกันเอง เราไม่ได้กล่าวหาว่า เราทุกคนเป็นอย่างนั้น แต่สิ่งที่กล่าวมาไม่มีมูลความจริงเลยแม้แต่น้อยกระนั้นหรือ ?

ในหมู่พวกเรา จะมีคนหนุ่มสาวสักกี่คน ที่มีวิญญาณแบบท่าน ริบอียฺ บิน อามิรฺ ผู้เป็นศิษย์ของท่านนบี ผู้ที่กล่าวถ้อยคำที่สะท้อนอุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ในวันเผชิญหน้ากับรุสตัม ขุนพลแห่งอาณาจักรบูชาไฟ เอาไว้ว่า
เราเป็นกลุ่มชนที่อัลลอฮฺส่งมาเพื่อให้เรานำมนุษยชาติ จากการกราบไหว้มนุษย์ด้วยกัน ไปสู่การ เคารพภักดีต่ออัลลอฮฺเพียงผู้เดียว จากความคับแคบของโลกนี้ไปสู่ความกว้างขวางของมัน จากการกดขี่ของศาสนาต่าง ๆ ไปสู่ความยุติธรรมแห่งอิสลาม

ไม่มีเวลาอีกแล้ว ไม่มีเวลาอีกแล้ว ..... โอ้ คนหนุ่มสาวมุสลิม
หากเราไม่เปลี่ยนแปลงตัวเองเสียแต่วันนี้ แล้วเราจะเปลี่ยนตอนไหนกันเล่า !!! คนเรายามยี่สิบไม่คิดถึงเพื่อนร่วมโลก ยามสามสิบจะมิลงลึกในเรื่องส่วนตัวมากกว่านี้อีกหรือ ????
..........................................................

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS
Read Comments

ตรวจสอบจิตใจตัวเองกันดีกว่านะ‏


วันนี้ เราบอกรักคนที่เรารักแล้วรึยัง
เป็นคำถามที่อาจฟังแล้วคุ้นๆหูกันมาบ้าง แต่มันก็เป็นคำถามที่ใช้เตือนสติได้เป็นอย่างดี
เพื่อให้เราแสดงออกและบอกความรู้สึกดีๆของเราให้กับคนที่เรารักได้รับรู้บ้าง.........
คิดดูนะ....ว่าเรามีความสุขแค่ไหน เวลาที่เรารักใครซักคนแล้วเค้าก็รักเรากลับ
เวลาที่มีใครมาบอกว่ารักเรา หรือแสดงออกว่าเป็นห่วงเป็นใยเราอย่างมากมาย
ให้นู้นให้นี่เราทุกอย่าง ตามที่เราขอตามที่เราอยากได้ เราคงรู้สึกรักเค้ามากๆเหมือนกันใช่มั้ย
เราคงคิดว่า เอ...ทำไมเค้าถึงดีกับเราขนาดนี้
ทั้งๆที่เราไม่เคยจะตอบกลับความรักให้กับเค้าบ้างเลย...ใช่มะ
อื้มมมม....งั้นก็คงคิดเหมือนๆกันนั่นแหละ
ลองมองไปรอบๆตัวเราซิ.....แล้วถามตัวเองด้วยคำถาม 3 ข้อนะ
ข้อแรก ในชิวิตนี้ของเรา ใครคือคนที่เรารักบ้าง ?... ติ๊กต่อก..ติ๊กต่อก..
หาคำตอบกันได้รึยังจ๊ะ..... ...ใช่ๆ คำตอบก็คือ พ่อแม่ พี่น้องของเรา
เพื่อนรักของเรา แฟนของเรา(เอ้ย...อันนี้ไม่ใช่แระ)
ต้องสามีของเราตะหากหละ เชื่อนะ ว่าบางคนอาจจะมีคนที่รักมากกว่านั้น
หรือน้อยกว่านั้น หรืออาจไม่มีคนรักเลย
ก็อาจจะเป็นได้ (อันนี้น่าเป็นห่วงนะเนี่ย)
ข้อสอง ทำไมถึงรักเค้าหละ ?....
เพราะเค้าน่ารัก เพราะเค้าใจดี เพราะเค้าอ่อนโยน เพราะเค้าคอยดูแลเป้นห่วงเป็นใยเรา
เพราะเค้าตามใจเราไม่เคยขัดใจในสิ่งที่เราขอ อยากได้อะไรก็ให้
และอีกนับล้านแปดเหตุผลที่จะยกกันมา..... คำถามสุดท้าย
ข้อที่สาม แล้วอยากให้เค้ารู้มั้ย ว่าเราก็รักเค้า...ถ้าอยาก --> แล้วทำไงอะ ?..
บอกรักเค้ากลับไปซิเค้าจะได้รู้......
ซื้อของให้เค้ากลับไปบ้างซิ ไม่เห็นยาก......
เอาใจเค้า ทำดีกับเค้าไง.....
ตอบแทนเค้าด้วยสิ่งที่ดีๆ ที่เราทำได้ ไม่ว่าจะด้วยการกระทำ คำพูด หรือจิตใจ
เป็นแค่ส่วนนึ่งนะ ที่เราคิดว่าจะสามารถแสดงความรู้สึก ของเราให้เค้าได้รับรู้
งั้นลองเดินออกไปที่หน้าบ้านซิ ระเบียงบ้านหรือที่ไหนก็ได้ที่มันโล่งๆอะ
แล้วเงยหน้าช้าๆนะ ให้คอเราทำมุมกับหัวประมาณ 40 องศาฯ
เราเห็นอะไรมั้ย.........
v
v
v
v
v
v
v
v
v
ใช่มันคือท้องฟ้า
ท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ไพศาล ไม่มีที่สิ้นสุด
ท้องฟ้า....ที่เหล่าผู้ศรัทธาทั้งหลายเชื่อว่า
เหนือขึ้นไปจากมัน เป็นที่ประทับของผุ้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในจักรวาล
เราลืมใครไปรึป่าว เราลืมคนรักเราที่สุดและในขณะเดียวกัน ก็คือผู้ที่น่ารักที่สุดในโลก
ผู้ที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตาและความรัก ที่ไม่อาจหาผู้ใดมาเสมอเหมือน
ผู้ที่เป็นทั้ง....ผู้ให้ ผู้ดูแล ผู้ที่เปี่ยมไปด้วยความกรุณาอันล้นเหลือ
ผู้ที่ให้อภัยเราได้เสมอเมื่อเราทำผิด และไม่ว่าความผิดนั้นจะมากมายมหาศาลสักแค่ไหน
ผู้ที่ไม่เคยเบื่อกับการขอนู้นขอนี่ แบบไม่รู้จักพอของเรา
ผู้ที่เราร้องขอความช่วยเหลือทุกครั้งในยามเดือดร้อน
ผู้ที่รักเราอยากแท้จริง และเป็นความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก
ผู้ที่เราคิดถึงเป็นคนสุดท้ายเสมอเมื่อเรามีความสุข กับสิ่งที่พระองค์ทรงประทานให้
ผู้ที่ให้เราได้ทุกอย่าง แม้กระทั้งลมหายใจที่เราใช้มันดำเนินชีวิต
อัลลอฮฺ
ผู้นี้ต่างหากหละ เป็นผุ้ที่เราสมควรมอบความรักให้มากกว่าคนอื่นๆ
ผู้ที่เรามักจะหลงลืมพระองค์ แต่ตรงกันข้าม
พระองค์ไม่เคยทอดทิ้งหรือหลงลืมเราไปจากความรักของพระองค์เลย
พระองค์จะคอยช่วยเหลือ คอยดูแล และเฝ้าดูความเป็นไปของเราทุกอย่างเก้า
ความรักของพระองค์ชั่งยิ่งใหญ่ และมากมายจริงๆ
อัสตัฆฟิรุ้ลลอฮฺ ขออภัยในความโง่เขลา และความอวดดีของบ่าวผุ้ต่ำต้อยคนนี้ด้วยเถิด
ตรวจสอบจิตใจตัวเองกันดีกว่านะ ว่าวันนี้เรามอบความรักของเราให้กับอัลลอฮฺมากแค่ไหน ?
เรายังเรียงลำดับสิ่งสำคัญในชีวิต ผิดอยู่รึป่าว ?
แล้วเราทำอะไรเป็นการตอบแทนความรักของพระองค์บ้างรึป่าว และแสดงให้พระองค์ได้รับรู้บ้างรึป่าว ว่าเรารักพระองค์...
ตระหนักให้มากๆ ว่าเราถูกสร้างมาเพื่ออะไร ตายแล้วจะไปไหน
เจียมตัวให้มากๆ ว่าเราคือใคร อยู่ในสถานะอะไรบนโลกใบนี้
ขอบคุณให้มากๆ ว่าลมหายใจ อาหารที่เรากิน ร่างกายที่แข็งแรง ของใครให้มา
ขออภัยต่อบาปให้มากๆ ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ ไม่ว่าความผิดนั้นจะร้ายแรงแค่ไหน
ด้วยความรักอันยิ่งใหญ่ แน่นอนพระองค์คือผู้ทรงอภัยอย่างแท้จริง
"เรามิได้ถูกสร้างมา ให้รักผู้ที่ถูกสร้าง มากกว่าผู้สร้าง"

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS
Read Comments

คุตบะฮ์วันศุกร์ - สัญาญาณวันสิ้นโลก‏


พี่น้องผู้ร่วมละหมาดญุมอัตที่เคารพทั้งหลาย

เราต้องขอชูโกรต่อเอกองค์อัลลอฮฺ(ซุบฮานาฮุวะตะอะลา)

ที่พระองค์ยังทรงประทานโอกาสให้เราได้มีชีวิต และใช้ชีวิตในสภาพความเป็นมุสลิมที่จงรักภักดี และน้อบน้อมต่อพระองค์เพียงผู้เดียว และเราก็ยังต้องหมั่นขอดุอาต่อพระองค์อยู่เสมอว่าขอให้เราทุกคนได้เสียชีวิตในสภาพของความเป็นมุสลิมด้วยเช่นกัน ดังที่พระองค์ทรงรับสั่งว่า

ความว่า “และพวกเจ้าจงอย่าตายนอกจากพวกเจ้าจะตายในสภาพที่เป็นมุสลิมเท่านั้น” อาลาอมรอน : 102 ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่าผู้ที่เป็นมุสลิมเท่านั้นที่พระองค์ทรงเมตตาและปกป้องในวันแห่งการสอบสวนและพระองค์จะไม่ทรงปกป้องผู้ที่ปฏิเสธพี่น้องผู้มีเกียรติทุกท่าน

เราไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า เรากำลังอยู่ในยุคที่เป็นวาระสุดท้ายของโลกดุนยานี้แล้ว นั่นก็หมายความว่าวันกิยามะฮฺหรือวันแห่งการสอบสวนกำลังเดินเข้ามาใกล้ทุกที ในขณะที่มวลมนุษย์ส่วนใหญ่ยังคงวุ่นวายกับการใช้ชีวิตที่ไร้จุดหมาย หมกมุ่นในการแสวงหาความสุขบนโลกดุนยาเพียงอย่างเดียว และเพิกเฉยไม่สนใจที่จะแสวงหาทางนำ เพื่อเคารพภักดี ต่อเอกองค์อัลลอฮฺ (ซุบฮานะฮุวะตะอะลา) พระองค์ได้ตรัสว่า

ความว่า “วันหรือเวลาแห่งการสอบสวนของมนุษย์นั้นได้ใกล้เข้ามาแล้วโดยที่พวกเขาอยู่ในสภาพที่หลงลืม อีกทั้งเป็นผู้ผินหลังให้” อันอาม : 1 ท่านอิมามอิบนุ กะษีรฺ (4/309)

ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า “นี่คือสัญญาณเตือนจากอัลลอฮฺ (ซุบฮานาฮุวะตะอาลา) ว่าวันแห่งการสอบสวน(กิยามะฮฺ) นั้นได้ใกล้เข้ามาแล้วในขณะที่มวลมนุษย์อยู่ในสภาพเฉยเมย หลงลืมไม่ตระเตรียมการงานที่ดีสำหรับวันนั้นเลย” อัลลอฮฺ (ซุบฮานะฮุวะตะอาลา) ได้ตรัสอีกว่าความว่า “แท้จริงพวกเขา(ผู้ปฏิเสธ) เห็นว่าวันแห่งการลงโทษนั้นเป็นเรื่องห่างไกล(เป็นไปไม่ได้) แต่เราเห็นว่ามันใกล้เข้ามาแล้ว” อัลมะอาริจ 7-6 ท่านอิมามอัล-อะอฺมัช ได้อธิบายว่า “บรรดาพวกกาฟิรมองว่าวันแห่งการสอบสวนหรือฟื้นคืนชีพนั้นเป็นเรื่องห่างไกลและเชื่อว่ามันไม่มีวันที่จะเกิดขึ้น

เพราะพวกเขาปฏิเสธต่อการฟื้นคืนชีพและการสอบสวน แต่มุอ์มินเชื่อมั่นว่าวันดังกล่าวกำลังจะเกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้นี้”พี่น้องผู้ร่วมศรัทธาทุกท่าน กับคำถามที่ว่า แล้ววันกิยามะฮฺจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่? สำหรับคำถามนี้อัลลอฮฺได้ตรัสว่า

ความว่า “มีผู้คนถามเจ้าเกี่ยวกับวันกิยามะฮฺ จงกล่าวเถิด(โอ้มูหัมหมัด) แท้จริงความรู้ในเรื่องนั้นอยู่ที่อัลลอฮฺ(เพียงองค์เดียว) และอะไรเล่าที่ทำให้เจ้ารู้ได้ว่าบางทีวันกิยามะฮฺนั้นอยู่ใกล้ๆนี่เอง” อะฮฺซาบ : 63 อิมามอัล-กุรฏุบีย์ (14/159)ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า “การที่อัลลอฮฺ (ซุบฮานะฮุวะตะอะลา)ปกปิดวันที่แน่นอนของวันกิยามะฮฺนั้น ก็เพื่อให้บ่าวของพระองค์ทุกคนได้เตรียมตัวอยู่ในความพร้อมตลอดเวลาสำหรับวันนั้น”พี่น้องที่เคารพทุกท่าน

จากอายะฮฺดังกล่าวจะเห็นได้ว่า

แม้แต่ท่านนบี(ศ็อลลอลลอฮฺฮุอะลัยฮิวะสัลลัม)เองก็ไม่ทราบว่า

วันกิยามะฮฺนั้นจะเกิดขึ้นเมื่อใด แต่ท่านก็ได้ส่งสัญญาณมากมายว่าวันนั้นใกล้เข้ามาแล้ว อีกทั้งสัญญาณแรก ของวันกิยามะฮฺนั้นก็คือการที่ท่านนบี(ศ็อลลอลลอฮฺฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ถูกแต่งตั้งเป็นรอซูลคนสุดท้ายสำหรับมวลมนุษย์ทั้งหลายนั่นเอง จะไม่มีนบีและรอซูลหลังจากท่านนบีมุหัมมัด(ศ็อลลอลลอฮฺฮุอะลัยฮิวะสัลลัม)อีก ดังที่ท่านสะหฺลัน อิบนุ สะอัด ได้รายงายว่าท่านนบี (ศ็อลลอลลอฮฺฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ) กล่าวว่าความว่า “ฉันได้ถูกแต่งตั้งเป็นรอซูล ในขณะที่วันกิยามะฮฺกับฉันเหมือนกับสองนิ้วนี้(และท่านก็ชูนิ้วชี้และนิ้วกลางขึ้นมาในลักษณะประกบชิดกัน)”

นี่คือการเริ่มต้นของสัญญาณวันกิยามะฮฺที่ท่านนบี(ศ็อลฯ)ได้ประกาศและส่งสัญญาณ โดยการชูสองนิ้วขึ้นมาเพื่อแสดงให้เห็นว่าระยะห่างระหว่างสมัยของท่านนบีกับวันกิยามะฮฺนั้นใกล้กันมาก และมาถึงวันนี้ผ่านระยะเวลา 1400 กว่าปีมาแล้วความลับนี้ก็ยังถูกปกปิด ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าอัลลอฮฺ

(ซุบฮาฯ)จะเปิดเผยในยุคของเรานี้ก็เป็นได้ เพราะหากพิจารณาถึงระยะเวลาที่ผ่านมาบวกกับสัญญาณอื่นๆอีกมากมาย ก็เป็นการสมควรแก่เวลาแล้วที่วันนั้นวันที่ผู้ศรัทธาทุกคนรอคอย พี่น้องผู้มีเกียรติทุกท่าน เรามาทำความรู้จักกับส่วนหนึ่งของสัญญาณวันกิยามะฮฺ จากหะดีษของท่านนบี(ศ็อลลอลลอฮฺฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ) แล้วมาพินิจพิเคราะห์ดูว่าสัญญาณดังกล่าวสอดคล้องกับปรากฏการณ์ในปัจจุบันหรือไม่ มีรายงานจากอนัสอิบนุมาลิกว่า ท่านนบี(ศ็อลลอลลอฮฺฮูอะลัยฮิวะสัลลัม )

กล่าวว่าความว่า “แท้จริงสัญญาณส่วนหนึ่งของวันกิยามะฮฺ คือ ความรู้(ที่ถูกต้อง)ถูกยกขึ้นไป ความไม่รู้จะปรากฏอย่างชัดเจน การผิดประเวณีทำกันอย่างแพร่หลาย มีการดื่มสุราได้ระบาด(ในสังคม) เพศชายจะน้อยลง และเพศหญิงจะเพิ่มมากขึ้น จนกระทั่งผู้หญิงห้าสิบคนจะมีผู้ดูแลชายเพียงคนเดียว” จากหะดีษดังกล่าวท่านนบีได้ชี้แจงถึงสัญญาณวันกิยามะฮฺ 4 ประการด้วยกัน1. อัลลอฮฺ (ซุบฮาฯ)จะเรียกความรู้ของพระองค์กลับคืนด้วยการทำให้บรรดาอุละมาอ์เสียชีวิตหมด และเหลือทิ้งไว้เฉพาะผู้ที่ไม่รู้เป็นผู้นำและเป็นที่พึ่งทางวิชาการ หลังจากนั้นพวกเขาก็จะทำการวินิจฉัยและพวกเขาก็หลงทาง ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขาจะทำให้ผู้อื่นหลงทางตามไปด้วย2. ในวาระสุดท้ายของดุนยานี้จะมีการทำผิดประเวณีอย่างแพร่หลาย และเกิดวิกฤติการอยู่ช่วงหนึ่งที่บรรดามุอ์มินเสียชีวิตเกือบหมด เหลือเพียงพวกมนุษย์ที่ชั่วร้าย พวกเขาจะสมสู่กันอย่างเปิดเผยท่ามกลางฝูงชนที่กำลังมองดูพวกเขาสมสู่กันอยู่ มีหะดีษรายงานโดยท่านอัน-เนาวาส ท่านนบี(ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม)ได้กล่าวว่าความว่า

“และในขณะนั้นจะเหลือเฉพาะมนุษย์ที่ชั่วร้าย พวกเขาจะสมสู่กันเหมือนกับการสมสู่ของลาตัวผู้กับตัวเมีย(คือทำในที่สาธารณะโดยไม่สนต่อผู้คนอื่น) ท่ามกลางพวกเขาเหล่านั้นแหละวันกิยามะฮฺก็จะอุบัติขึ้น” 3. มีการดื่มสุราอย่างระบาดเป็นจำนวนมากในประเทศมุสลิม เสมือนว่าเป็นสิ่งที่อนุมัติซึ่งจะมีคนบางกลุ่มพยายามเปลี่ยนชื่อจากสุราเป็นชื่ออื่นตามความพอใจ เพื่อให้เป็นเครื่องดื่มที่หะลาล เฉกเช่นเดียวกับยาเสพติดที่แพร่ระบาดในลักษณะที่หลากหลาย ท่านนบี(ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม)ได้กล่าวว่าความว่า “จะมีคนกลุ่มหนึ่งจากประชาชาติของฉันทำการอนุมัติสุราด้วยการตั้งชื่อสุราเป็นอย่างอื่น” 4. จำนวนเพศหญิงจะมากขึ้นในขณะที่เพศชายจะเหลือน้อยลง จนกระทั่งจำนวนเพศชายและหญิงในอัตราส่วน 1: 50 ท่าน

ท่านอิบนุ หะญัร อัล-อัสเกาะลานีย์(1/179)ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า “เป็นสัญญาณวาระสุดท้ายของโลกดุนยาที่อัลลอฮฺได้กำหนดให้ทารกที่เกิดใหม่นั้นเพศชายจะน้อยกว่าเพศหญิง จึงทำให้เพศหญิงมากกว่าเพศชาย อีกทั้งเกิดจากมีภาวะสงครามทำให้ผู้ชายตายไปเป็นจำนวนมากในสนามรบ”พี่น้องที่เคารพทุกท่าน มีหะดีษรายงานโดยอะบุ มาลิก อัล-อัชอะรีย์ ที่เกี่ยวกับสัญญาณวันกิยามะฮฺเช่นกัน ท่านนบี(ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม)ได้กล่าวว่าความว่า “จะปรากฏในประชาชาติของฉัน ผู้ที่ทำการอนุมัติการซินา(การประเวณี) การสวมใส่ผ้าไหม การดื่มสุรา และการเล่นเครื่องดนตรี” และอีกหะดีษหนึ่งรายงานโดยท่านอะบูฮุร็อยเราะฮฺ ท่านนบี(ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม)ได้ กล่าวว่าความว่า “วันกิยามะฮฺจะไม่เกิดขึ้นจนกระทั่งจะเกิดแผ่นดินไหวติดต่อกันหลายครั้ง” ท่านอิบนุ หะญัร อัล-อัสเกาะลานีย์ ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า “แผ่นดินไหวจะเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอและรุนแรงในหลายประเทศทั้งทางตอนเหนือ ทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตกของโลก” สรุปจากสองหะดีษข้างต้น ท่านนบี(ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม)ได้ชี้แจงสัญญาณวันกิยามะฮฺอีก 3 ประการคือ1. จะมีการอนุมัติให้ผู้ชายสวมใส่ผ้าไหมได้2. จะมีการอนุมัติให้มีการเล่นดนตรีอย่างแพร่หลาย ซึ่งในเรื่องดังกล่าวนี้ปัจจุบันเราได้เห็นอย่างกันชัดเจนว่ามีการสนับสนุนและลงทุนกันเป็นกิจจะลักษณะและชักนำเยาวชนมุสลิมมากมายให้ลุ่มหลง และคลั่งไคล้จนลืมไปว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ต้องห้าม3. จะเกิดแผ่นดินไหวบ่อยครั้งมาก และแต่ละครั้งก็จะมีความรุนแรงทำลายทุกสิ่งทุกอย่างทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตอย่างย่อยยับ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเราคงจะได้ประจักษ์แก่สายตาทั้งที่เกิดขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่นและล่าสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่เกิดแผ่นดินไหวใต้ท้องทะเลและเกิดเป็นคลื่นยักษ์ที่เรียกกันว่า คลื่นสึนามิพี่น้องผู้มีเกียรติทุกท่าน จากหะดีษต่างๆที่ได้กล่าวมานั้นเป็นสัญญาณส่วนหนึ่งของวันกิยามะฮฺที่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีสัญญาณอื่นๆอีกมากมายที่เป็นปรากฏการทางธรรมชาติที่ยังไม่ได้กล่าวถึงตรงนี้เช่นสุริยุปราคา จันทรุปราคา ภูเขาไฟระเบิด ซึ่งพวกเราทุกคนสามารถประจักษ์ด้วยสายตา แต่พี่น้องครับจะมีสักกี่คนที่จะนำมาคิด ไตร่ตรอง และนึกถึงวันแห่งการสอบสวนที่จะมาถึง ขอให้หยุดคิดสักนิดและทบทวนการงานของตนเองว่ามีความพร้อมหรือยังที่จะได้รับการสอบสวนและการตัดสินจากอัลลอฮฺ(ซุบฮาฯ) และขอให้หยุดการกระทำทุกอย่างที่เข้าข่ายพฤติกรรมของผู้ที่ปฏิเสธวันแห่งการสอบสวนดังกล่าว สิ่งที่สำคัญที่สุดในขณะนี้ก็คือพยายามครองตนพร้อมๆกับปกป้องครอบครัวให้ห่างไกลจากสิ่งชั่วร้ายเหล่านั้น และนำหลักคำสอนของอิสลามมาใช้ในการดำรงชีวิตอย่างเคร่งครัด แล้วเราทุกคนจะประสบกับความสำเร็จในวันอาคิเราะฮฺอย่างแน่นอน อินชาอัลลอฮฺ นี้เป็นคำเตือนสำหรับพี่น้องมุสลิม ยังไม่สายถ้าจะคุณกลับสู่แนวทางของอัลลอฮ์ ขออัลลอฮ (ซุบฮานะฮุวะตะอะลา) โปรดเปิดฮีดายะแก่พี่น้องมุสลิมที่ยังหลงโลกดุนยา ให้กลับมาสู่แนวทางของอัลลอฮด้วยเถอะ

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS
Read Comments

จะเป็นดาอียะฮฺได้อย่างไร ?


จะเป็นดาอียะฮฺได้อย่างไร ?ตอบคำถามโดย ชัยคฺ อับดุลอาซิซ บินบาซนาซนีน ถอดความ
คำถาม: เรียนชัยคฺ ดิฉันเป็นผู้หญิง โปรดให้คำแนะนำว่า ดิฉันจะเป็นดาอียะฮฺ ผู้เชิญชวนผู้คนสู่อิสลามได้อย่างไร? คำตอบ : ผู้หญิงก็เหมือนผู้ชาย ถูกกำหนดให้มีหน้าที่เรียกร้องผู้คนสู่อัลลอฮฺและ ส่งเสริมในสิ่งที่ดีและสั่งห้ามปรามในสิ่งที่ชั่ว ทั้งนี้เพราะเนื้อหาในกุรอานและซุนนะฮฺได้บ่งบอกไว้ และคำพูดของผู้รู้ทั้งหลายก็กล่าวไว้อย่างชัดเจน ดังนั้นผู้หญิงจำเป็นที่จะต้องเรียกร้องผู้คนสู่อัลลอฮฺและเรียกร้องในสิ่ง ที่ดีและสั่ง ห้ามในสิ่งชั่วร้าย โดยการปฏิบัติตามแนวทางจากชารีอะฮฺ เหมือนกับที่ผู้ชายต้องปฏิบัติ ผู้หญิงไม่ควรจะถูกขัดขวางจากการเรียกร้องผู้คนสู่อัลลอฮฺเนื่องจากรู้สึก กังวลใจหรือขาดความอดทน เพียงเพราะบางคนได้ดูหมิ่นดูแคลน ดูถูก หรือหัวเราะเยาะเธอ ตรงกันข้ามเธอจะต้องแบกรับ และอดทน ถ้าเธอคิดว่าผู้คนกำลังเยาะเย้ยเธอหรือเล่นตลกกับเธอด้วยรูปแบบใดรูปแบบ หนึ่ง ดังนั้นเธอควรหันเหความสนใจไปกับสิ่งอื่น นั่นคือ เธอควรจะเป็นแบบอย่างที่ดีในการดำรงไว้ซึ่งฮิญาบต่อหน้าผู้ที่ไม่ใช่มะฮฺรอม (คนที่สามารถแต่งงานกันได้)และหลีกเลี่ยงการปะปนกันอย่างเสรี
เธอ ควรระมัดระวังเพื่อจะได้มั่นใจได้ว่าการดะอฺวะฮฺของเธอนั้นปราศจากสิ่งที่ น่าตำหนิ ถ้าเธอทำการเรียกร้อง(ดะอฺวะฮฺ)กับผู้ชาย เธอต้องทำในขณะที่สวมฮิญาบและหลีกเลี่ยงการอยู่ตามลำพังกับผู้ชายที่ไม่ใช่ มะฮฺรอม ถ้าเธอทำดะอฺวะฮฺกับผู้หญิง เธอต้องเรียกร้องพวกหล่อนอย่างชาญฉลาดและต้องให้แน่ใจว่าทัศนะคติ ท่าทางการวางตัวและการกระทำของเธอนั้นอยู่เหนือข้อกังขา แล้วจะไม่มีใครวิจารณ์เธอหรือตั้งคำถามกับเธอว่า “ทำไมเธอไม่เริ่มกับตัวเธอเองเสียก่อน” เธอต้องหลีกเลี่ยงเสื้อผ้าที่จะทำให้คนออกห่างจากเธอ และหลีกเลี่ยงฟิตนะฮฺทุกชนิดเช่น การอวดความสวยงามของเธอหรือการพูดจาหวานหยาดเยิ้ม เพราะถ้าเป็นอย่างนี้แล้ว เธออาจถูกวิจารณ์ได้
เธอจะต้องรอบคอบในการเรียกร้องสู่อัลลอฮฺด้วยวิธีการที่จะไม่ทำลายข้อผูกมัดทางศาสนาหรือชื่อเสียงของตัวเธอเสียเอง............................................

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS
Read Comments

อารมณ์ : ผลร้ายต่ออุมมะฮฺอิสลาม


“…และบรรดาผู้ได้รับคัมภีร์(พวกยิวและพวกคริสเตียน)มิได้ขัดแย้งกัน เว้นแต่หลังจากได้มีความรู้มายังพวกเขาแล้วเท่านั้น เนื่อวจากความอิจฉาริษยาและความเกลียดชังในระหว่างพวกเขาเอง…”สูเราะฮฺ อาลิ อิมรอน : 19 ท่านอิมามอัส-สะอฺดียฺ (เสียชีวิตเมื่อ ฮ.ศ.1376) ร่อหิมะฮุลลอฮฺ – ขออัลลอฮฺทรงประทานความเมตตาแก่ท่านได้กล่าวว่า :
“นี่เป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมอัลลอฮฺ สุบหานะฮู วะตะอฺาลาถึงได้สั่งกำชับให้มุสลิมอยู่ร่วมกันในอิสลาม ห้ามแตกแยกกัน พระองค์สั่งมุสลิมว่าจงอย่าปฏิเสธสิ่งที่พระองค์ประทานลงมาให้แก่พวกเขาในอัล-กุรอาน ความจริงชาวคัมภีร์มิได้แตกแยกกันจนกระทั่งหลังจากที่อัลลอฮฺได้ประทานคัมภีร์ลงมาให้พวกเขา ซึ่งพระองค์ได้สั่งให้พวกเขาอยู่ร่วมกันดัวยดีเป็นญะมาอฺะฮฺ แต่พวกเขากลับฝ่าฝืนคำสั่งของพระองค์ พวกเขาต่างก็มีความอิจฉาริษยาและความเกลียดชังซึ่งกันและกัน ดังนั้นความเกียดชังและความอิจฉาริษยาได้ครอบงำพวกเขา ทำให้พวกเขาเกิดความเคียดแค้นและความศัตรูระหว่างกันเอง พวกเขาจึงขัดแย้งกันและในที่สุดก็แตกแยกกันประสานกันไม่ลง ดังนั้น โอ้ พี่น้องมุสลิมที่รักทั้งหลาย ได้โปรดระวังการกระทำเช่นนี้ ได้โปรดเถิด” จากตัยสีรุล กะรีมุร เราะหฺมาน หน้า 701
ท่านชัยคุล อิสลาม อิบนุ ตัยมียะฮฺ (เสียชีวิตเมื่อ ฮ.ศ.728)ร่อหิมะฮุลลอฮฺ – ขออัลลอฮฺทรงประทานความเมตตาแก่ท่านได้กล่าวว่า :
“อัลลอฮฺได้อธิบายว่า การแตกแยกของพวกเขา เกิดขึ้นเมื่อพวกเขาได้รับความรู้จากพระองค์แล้ว ว่าอะไรที่ต้องทำอะไรต้องหลีกเลี่ยง เนื่อง จากอัลลอฮฺมิได้ปล่อยให้มนุษย์หลงทางนอกจากจะให้ทางนำแก่พวกเขา จนกระทั่งเมื่อพระองค์ได้อธิบายแก่พวกเขาว่าสิ่งใดที่พวกเขาต้องทำ พวกเขาก็แตกแยกกัน และจากอายะฮฺนี้ พระองค์ยังได้บอกให้รู้ว่าเหตุผลที่พวกเขาแตกแยกกันก็เพราะบาฆียฺ(ความเป็นศัตรู ความอิจฉาริษยา ความเกลียดชังซึ่งกันและกัน)และบาฆียฺเกิดขึ้นเนื่องจากการไม่ยอมรับความจริงหรือไม่ก็ทำเกินขอบเขต ไม่ยอมทำสิ่งที่เป็นวาญิบหรือไม่ก็ทำในสิ่งต้องห้าม ดังนั้นพึงทราบไว้เถิดว่า นี่แหละที่ทำให้เกิดความแตกแยกกันฺ)” จาก มัจญมูอฺ ฟะตาวา เล่ม 1 หน้า 14

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS
Read Comments

ที่สุดของชีวิต...






ที่สุดของชีวิต..

คิดให้ถึงที่สุด แล้วจะรู้ว่าอะไรคือที่สุดของเรา
โดย อัล อัค
มาลองคิดถึงชีวิตดู มาลองคิดแบบที่สุดของที่สุดดู แล้วเราจะพบว่าจริง ๆ

แล้วชีวิตเราดูไม่มีค่าเอาเสียเลย หากคิดว่า ค่าของชีวิตเราอยู่ที่มีเงินเยอะ ๆ

เอาว่าถ้าเรามีเงินเยอะ ๆ แบบบิล เกตต์ หรือนายกทักษิณ แล้วให้ใช้ชีวิตอย่างสุดเหวี่ยงบนโลกนี้

หาซื้อสิ่งสำราญต่าง ๆ อย่างเต็มที่ แต่เราก็ถึงวันหนึ่งจนได้ วันที่ลมหายใจสุดท้ายมาเยือน ย้อนกลับมาดูความสุขที่ปรนเปรอ ก็ผ่านไปหมดแล้ว คงไม่เกิน 100 ปี กระมัง ความสุขที่เราได้รับก็หายไปดั่งภาพลวงตา
หาก คิดว่า ค่าชีวิตอยู่ที่ความโด่งดัง การมีชื่อเสียงที่หอมหวาน เป็นที่รู้จักกันไปทั่วโลก เอาว่าให้ดังแบบเปเล่ นักฟุตบอลเบอร์หนึ่งของโลก เอาว่าให้ดังแบบมุฮัมมัด อาลี นักมวยชั้นหนึ่งของโลก หรือเอาแบบดารานักร้องเอลวิส บางคนมีความสุขกับการได้ดัง หรือการเป็นที่ยอมรับจากมนุษย์ด้วยกัน แต่ความสุขก็จบลงเมื่อเหลือแต่เรือนร่างที่ดวงวิญญาณจากไปแล้ว ธรรมชาติของดุนยา ได้พร่าความสุขของชีวิตที่เราหาได้ในดุนยาไปเสียสิ้น ไหนละ? พวก จอมจักรพรรดิ หรือเหล่ามหาราชที่เกรียงไกรของโลกทั้งหลาย อเล็กซานเดอร์ มหาราช และผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายแห่งกรีกไปอยู่กันเสียที่ไหนหมด จอมจักรพรรด์แห่งโรมันและเปอร์เซียหายหน้าไปไหนกันหมดแล้ว พวกข่านทั้งหลาย ทั้งเจงกิส ข่าน กุบไลข่าน ฮุลากู ข่าน หายไปไหนกันหมดแล้ว? ดุนยา ได้พรากทุกอย่างไป อำนาจ ชื่อเสียง ความงาม ไม่มีใครสามารถยึดครองความสุขแห่งดุนยาได้ ความตายได้กลายเป็นเงื่อนไขที่ยุติคุณค่าและความสุขทุกอย่างของดุนยานี้
ยิ่งคิด.... ยิ่งทำให้เรารู้สึกว่า ชีวิตช่างไร้สาระที่สุด เราไม่ได้อะไรบนโลกนี้เลยหรือนี่ ชีวิตของเราสั้นเหลือเกิน เมื่อเทียบกับความยาวนานของจักรวาล ชีวิตของเราเล็กเหลือเกิน เมื่อเทียบกับความใหญ่โตของระบอบดวงดาวต่าง ๆ บนท้องฟ้า นี่ตกลงว่าเราต้องเกิดและตายจากมันไปอย่างมึนงงกับการมีอยู่ของเรากระนั้นหรือ? ไม่!!! ชีวิตของเราต้องมีค่าอะไรบางอย่าง ชีวิตเราต้องมีเป้าหมายในการเกิดมาอย่างแน่นอน แต่ใครละที่จะให้ค่านี้? ใครละที่จะเปิดเผยเป้าหมายนี้? คำ ตอบคือบรรดาศาสนทูตทั้งหลาย พวกเขาได้เปิดเผยความลับแห่งคุณค่าของเราในดุนยานี้ ค่าของชีวิตและความสุขที่แท้จริง หาใช่อยู่บนกองทรัพย์สิน หาใช่อยู่บนชื่อเสียงเกียรติยศต่าง ๆ ไม่ แต่ค่าของมันอยู่ที่ “อีหม่าน” หรือ ความศรัทธาต่างหาก
อีหม่าน ได้ทำให้เราสัมผัสกับแหล่งพลังที่อยู่เบื้องหลังทุกปรากฏการณ์ของโลกทั้งหมด อีหม่านทำให้เราใกล้ชิดกับพลังอำนาจที่ไม่สิ้นสุดนี้ ทำให้เราเข้าใจรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างสรรพสิ่งต่าง ๆ ได้ อีหม่านทำให้เรารู้จักการเดินไปบนวิถีทางที่นำไปสู่ความสุขนิรันดร์ได้ อีหม่าน เป็นคุณค่าเดียวในโลกนี้ที่จะนำเราไปสู่คุณค่าอมตะ นำเราไปสู่ชีวิตที่เป็นอิสระ หลุดจากความจอมปลอมทั้งหลาย นี่ คือรูปแบบชีวิตที่มีสาระ ท่ามกลางแบบของชีวิตที่ไร้สาระ นี่คือชีวิตที่ดื่มด่ำกับพลังที่ก่อเกิดสรรพสิ่ง ชีวิตเช่นนี้ได้มองเห็นชีวิตแบบอื่น ๆ เป็นดังเด็ก ๆ ที่สนุกกับของเล่นที่ไร้ค่า แต่ตัวเองเข้าใจว่ามีค่ายิ่ง ในที่สุด ชีวิตของเรา หาได้มีค่าอื่นใดไม่ เว้นแต่ต้องไล่ล่าและครอบครองซึ่งอีหม่าน - อีหม่านอย่างเดียวเท่านั้น – ชีวิตแห่งอีหม่านมิเพียงปฏิเสธคุณค่าของชีวิตบนความมั่งคั่งและชื่อเสียง แต่ยังไม่ถือเอามนุษย์คนใดเป็นที่ยึดเหนี่ยว ไม่ว่าคนนั้นจะบรรจุด้วยความดีงามเพียงใดก็ตาม และไม่นำพาต่อผลที่ได้รับการตอบแทนจากผู้คนใด ๆ ทั้งสิ้น ในที่สุด ชีวิต ของเรา ก็ได้มุ่งไปสู่พลังอำนาจหนึ่งเดียวที่ไม่มีใครเทียบเคียงได้ การงานและพฤติกรรมทั้งสิ้นทั้งปวงในโลกนี้กลับมีค่าอีกครั้งหนึ่ง ผ่านความสัมพันธ์นี้ การมีชีวิตอยู่ของเรา การตายของเรา และทุกสิ่งทุกอย่างที่เรากระทำไปบนดุนยาแห่งนี้ มิได้เพื่อตัวเรา มิได้เพื่อพวกเพื่อพ้อง หรือเพื่อเอาชนะกัน เพื่อเหนือกว่าคนอื่น ๆ หรือกลุ่มอื่น ๆ แต่ดำเนินไประหว่างเรากับพระเจ้า ผู้เกรียงไกร ผู้สูงส่ง เท่านั้นเอง คิดเถิด.... ทำไมเราต้องเอาเป็นเอาตายกับความร่ำความรวย เพียงเพื่อให้เรารวยกว่าคนอื่นอย่างนั้นหรือ เราเรียนหนังสือสูง ๆ เอาแผ่นปริญญามาประดับเป็นหน้าเป็นตา เอามาอวดให้คนอื่นรู้ เพียงเพื่อให้เขารู้ว่า เราเก่งกว่า รู้มากกว่าคนอื่นอย่างนั้นหรือ ทุกอย่างเราทำไปเพื่อให้เหนือกว่า แน่กว่าคนอื่น แม้จะเป็นความดีงาม ก็ทำไปเพื่อให้ดีกว่าคนอื่น แม้แต่ความเคร่งครัดในการปฏิบัติศาสนา ก็ถูกกระทำไปเพื่อให้เคร่งกว่าคนอื่น ทำไม !!! คุณ ค่าแบบนี้คู่ควรแล้วหรือที่จะถูกนำมาเป็นคุณค่าที่มนุษย์แสวงหากัน นี่มันเป็นคุณค่าชนิดไหนกันที่ทำให้มนุษย์ต้องแย่งชิง ต้องเศร้า ต้องสลด และต้องมีผู้พ่ายแพ้ ผู้ชนะ มันเป็นคุณค่าที่วัดกันที่ความเหนือกว่า รวยกว่า ดังกว่า เป็นที่ยอมรับมากกว่า คุณค่าที่แท้จริงของมนุษย์ต้องไม่คับแคบเช่นนี้ ต้องมิใช่คุณค่าที่ต้องเอาชนะกันระหว่างเพื่อนมนุษย์ แต่เป็นคุณค่าที่อยู่ระหว่างเรากับผู้ทรงสร้าง ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างหาที่เปรียบไม่ได้แห่งสากลจักรวาลเท่านั้น เป็นคุณค่าที่ทุกคนสามารถแสวงหามันได้อย่างเท่าเทียมกัน ยิ่งคิด .... ทำให้เราเห็นว่า โลกนี้ไร้สาระ แต่ยิ่งคิดขึ้นไปอีก เราได้พบความมีสาระเพียงหนึ่งเดียวในดุนยา ซึ่งมันจะเปลี่ยนการมองโลกให้เราใหม่ มันได้ปลดปล่อยให้เราเป็นอิสระอย่างแท้จริง มันได้แก้พันธนาการแห่งดุนยาทุกชนิดให้หลุดไปจากชีวิตเรา ใน ที่สุด เราก็พบว่า คุณค่าที่แท้จริงของชีวิตและความสุขอันนิรันดร์ ได้มาจากการแสวงหามันจากพระเจ้า พระผู้สร้าง ผู้เป็นพลังอันไม่สิ้นสุด ในที่สุดเราก็พบว่า อัลลอฮฺเท่านั้น .............. คือที่สุดของเรา

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS
Read Comments

โพสรูปหรอ!!ไม่เห็นเป็นไรเลย


โพสรูปหรอ!!ไม่เห็นเป็นไรเลย
-------------------------------------------
โดย ชะบาบ ก็อลบุนสลีม
بِسْمِ اللهِ الرَّحْمَنِ الرَّحِيْمالسلام عليكم ورحمة الله وبركا ته
พี่น้องครับ จะโพสไม่โพส ยังไงก็ระมัดระวัง เรื่องของการลดสายตาด้วยเนอะ

แล้วพิจารณากันด้วยหล่ะครับ ทั้งในไฮไฟล์ก็ดี msnก็ดี

แล้วก็ทั้งการแต่งกายของเราในวันนี้ก็ดี ตรวจสอบกันซิ

ว่าเรามีส่วนที่ทำให้พี่น้องเราทำผิดกันหรือเปล่า ลองมาอ่านดูนะครับ
หลักฐานเกี่ยวกับการลดสายตา
อัลลอฮ(ซ.บ)ทรงตรัสไว้ในซูเราะห์อันนูร อายะฮที่ 30 ซึ่งมีใจความว่า
“จงกล่าวเถิด(มุฮัมมัด)แก่บรรดามุอฺมินให้พวกเขาลดสายตาของพวกเขาลงต่ำ

และให้พวกเขารักษาทวารของพวกเขา นั่นเป็นการบริสุทธิ์ยิ่งแก่พวกเขา แท้จริงอัลลอฮฺทรงรอบรู้สิ่งที่พวกเขากระทำ"
อัลลอฮ(ซ.บ)ทรงตรัสไว้ในซูเราะห์ อันนูร อายะฮที่ 31 ซึ่งมีใจความว่า
"และจงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) แก่บรรดามุอฺมินะฮ์ ให้พวกเธอลดสายตาของพวกเธอลงต่ำ และให้พวกเธอรักษาทวารของพวกเธอ และอย่าเปิดเผยเครื่องประดับของพวกเธอเว้นแต่สิ่งที่พึงเปิดเผยได้ และให้เธอปิดด้วยผ้าคลุมศีรษะของเธอลงมาถึงหน้าอกของเธอ และอย่าให้เธอเปิดเผยเครื่องประดับของพวกเธอเว้นแต่แก่สามีของพวกเธอ หรือบิดาของพวกเธอ หรือบิดาของสามีของพวกเธอ หรือลูกชายของพวกเธอ หรือลูกชายของสามีของพวกเธอ หรือพี่ชายน้องชายของพวกเธอ หรือลูกชายของพี่ชายน้องชายของพวกเธอ หรือลูกชายของพี่สาวน้องสาวของพวกเธอ หรือพวกผู้หญิงของพวกเธอ หรือที่มือขวาของพวกเธอครอบครอง (ทาสและทาสี) หรือคนใช้ผู้ชายที่ไม่มีความรู้สึกทางเพศ หรือเด็กที่ยังไม่รู้เรื่องเพศสงวนของผู้หญิง และอย่าให้เธอกระทืบเท้าของพวกเธอเพื่อให้ผู้อื่นรู้สิ่งที่พวกเธอควรปกปิดในเครื่องประดับของพวกเธอ และพวกเจ้าทั้งหลายจงขอลุแก่โทษต่ออัลลอฮ์เถิด โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับชัยชนะ

ในตัฟสีรอัดดุรรุลมันษูร (ของอิมามสุยุฏีย์ เราะหิมะฮุลลอฮฺ) 7/283 :
- อิบนุ อับบาส กล่าวว่า : ให้ลดสายตาจากสิ่งที่อารมณ์ใฝ่ต่ำของพวกเขาถวิลหา อันเป็นสิ่งที่อัลลอฮฺไม่ชอบ
- เกาะตาดะฮฺ กล่าวว่า : หมายถึง ให้ลดสายตาจากสิ่งที่ไม่เป็นที่อนุมัติสำหรับพวกเขาอิบนุตัยมิยะฮฺ เราะหิมะฮุลลอฮฺ กล่าวว่า :
อัลลอฮฺตะอาลา ทรงใช้ให้ลดสายตาลง ซึ่งการลดสานตานั้นมี 2 ประเภท คือ
1.ลดสายตาจากเอาเราะฮฺ และสิ่งที่ก่อให้เกิดอารมณ์
2.ลดสายตาลงจากเสน่ห์และความงามภายในตัวสตรีที่สามารถแต่งงานกันได้(อัลฟะตาวา หน้า 444)เชค มุศเฏาะฟา อัลอะดะวีย์ กล่าวว่า : คือ ให้พวกเขาลดสายตาลงต่ำในบางครั้ง ไม่ใช่ตลอดเวลา เพียงแต่ให้ลดสายตาลง หรือผินหน้าออกจากสิ่งหะรอม เพราะในความเป็นจริงนั้น เป็นไปได้ยากที่จะลดสายตาลงต่ำตลอดเวลา แต่เราสามารถมองไปยังที่ใดก็ได้ที่เราต้องการตราบใดที่สิ่งนั้นเป็นที่อนุมัติ
-------------------
والله أعلم بالصواب والسلام

อัลลอฮ(ซ.บ)ทรงตรัสไว้ในซูเราะห์อัลอะซาบ อายะฮที่ 33 ซึ่งมีใจความว่า
“และจงอยู่ในบ้านเรือนของพวกเจ้า และอย่าได้โอ้อวดความงาม(ของพวกเธอ)เช่น การอวดความงาม(ของพวกสตรี)แห่งสมัยงมงายในยุคก่อน และจงดำรงละหมาดและจ่ายซะกาตและจงรักภักดีต่ออัลลอฮฺและรอซูลของพระองค์อัลลอฮฺเพียงต้องการขจัดสิ่งโสโครกออกไปจากพวกเจ้าโอ้สมาชิกของวงค์ตระกูล(นะบี)เอ๋ยและทรงประสงค์ที่จะขัดเกลาพวกเจ้าให้สะอาดบริสุทธิ์”

และที่ท่านรสูลุลลอฮฺ ได้กล่าวกับท่านอลีว่า “โอ้อาลี! เจ้าจงอย่าติดตามการมองดูด้วยการมองดู เพราะความจริงที่ยินยอมให้ท่านนั้น คือการมองครั้งแรก และที่ไม่ยินยอมให้ท่านคือการมองครั้งหลัง”
(บันทึกโดย อบูดาวูดและติรมีซีย์)

อีกหะดีษบทหนึ่งท่านรสูลุลลอฮฺกล่าวว่า " การทำซินา (การละเมิดประเวณี) ทางสายตา คือการมอง(สิ่งหะรอม) " (บันทึกโดยติรมิซีย์)หรือที่ ท่านรสูลุลลอฮฺกล่าวว่า "ดวงตาทั้งสองทำซินา กล่าวคือ การทำซินาของดวงตา คือการมอง" (บันทึกโดยบุคอรีย์)
จากอัลกุรอานและหะดีษข้างต้น นั่นก็เป็นการบ่งชี้ว่า ศาสนาไม่อนุญาตมองเพศตรงข้ามซ้ำแล้วซ้ำเล่า และให้เขาผู้ศรัทธาทั้งหลายนั้น ลดสายตาตัวเองต่ำ

อย่าว่าถึงการโพสรูปไปยังสาธารณะชนเพื่อให้ใครก็ไม่รู้ เขาเห็น เขาวิจารย์ เขามอง เขาสัมผัสด้วยทางหนึ่งทางใดเลยนะครับ **แม้กระทั่งการมองหน้าเพศหญิงศาสนายังอนุญาตให้มองเพียงครั้งแรกเท่านั้น หากมองซ้ำอีกเป็นครั้งที่สองก็ถือว่ามีความผิด(นักวิชาการลงความเห็นว่า หากมองครั้งแรกแต่มองนาน เช่นนี้ก็ถือว่ามีความผิดเช่นกัน) **โดย อ.มูรีด ทิมะเสน
---------------------------------------------

โอ้ผู้ที่ตระหนักและทบทวนสิ่งที่ตัวเองปฏิบัติอยู่เสมอครับ

สำคัญยิ่งของพี่น้องหนุ่มสาวเราในปัจจุบัน ที่มักจะอ้างว่า ฉันไม่คิดอะไรหรอก ก็โพสไปงั้นๆหล่ะ โพสไปเฉยๆ อีกทั้งก็ไม่มีหลักฐานห้ามหนิ ว่า ผู้ใดโพสรูป ผู้นั้นเป็นบาป ก็แน่หล่ะ มันไม่มีเจาะจงหรอกนะครับ แต่อย่างที่นำเสนอไปข้างต้นหล่ะนะ ว่าหลักฐานอ้อมที่กล่าวไว้ซึ่งการระมัดระวังสายตา หรือสิ่งที่ตัวเองปฏิบัติ สิ่งที่ตัวเองกระทำเพื่อมิให้เกิดซึ่งฟิตนะฮภายในสังคมและเกิดซึ่งผลบาปที่ตัวเองกระทำนั้น มันชัดเจนอยู่แล้ว

ดั่งเรื่องที่ปรากฏในสังคมวัยรุ่นหนุ่มสาวนั้น ก็คงต้องเป็นหะดิษข้างต้นนี้หล่ ะครับ

ที่ท่านรอซูล(ซ.ล)กล่าวว่า "และผู้ใดเชิญชวนสู่การหลงทาง เขาจะได้รับบาปเช่นเดียวกับบาปของคนที่ทำตามเขา โดยไม่น้อยกว่าบาปของคนๆนั้นแต่อย่างใด"(บันทึกโดยมุสลิม ว่าด้วยสายสืบที่ศอเหี้ยะ)
ดังนั้น
พี่น้องมุสลีมีนและมุสลีมะห์ที่ศรัทธาแล้วทั้งหลายครับ
กี่คนที่มองท่าน กี่คนที่เสน่หาท่าน กี่คนที่วิจารย์ท่าน
และกี่คนครับที่ทำผิดซึ่งการซีนาทางสายตา
อันเนื่องจากการที่ท่าน โพสรูปของท่าน โพสเอาเราะห์ของท่านไปยังสาธารณะชนครับ

อย่าคิดว่ามันสนุก อย่าคิดว่ามันไม่มีอะไร และอย่าคิดว่ามันไม่ผิดหรอก โพสเฉยๆๆเอง แต่จงคิดเถิดว่า อามาลของท่าน เพียงพอที่ถูกเมินจากการสอบสวนของพระองค์อัลลอฮหรือไม่ครับ

พี่น้องครับ
แท้จริงมุอฺมินนั้น มองเห็นความผิดของเขาประหนึ่งขุนเขาทะมึน ซึ่งเกรงว่ามันจะพังลงมาทับเขา ส่วนคนชั่วนั้นมองความผิดของเขาประหนึ่งแมลงวันตัวน้อยเพียงแค่สะบัดมือก็บินหายไป (บันทึกโดย บุคอรี)

เราจะอยู่ในหมู่ผู้ที่กระทำความดีกันไม่ใช่หรอครับ......เราจะต้องถูกสอบสวนกันนะครับ

จงใคร่ครวญและพิจารณากันเถิดนะ

والسلام عليكم ورحمة الله وبركاته

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS
Read Comments

10 คุณลักษณะ ที่เป็นเครื่องหมายของมารยาทที่ดีงาม


10 คุณลักษณะ ที่เป็นเครื่องหมายของมารยาทที่ดีงาม มารยาทที่สวยงามนั้นเป็นพื้นฐานของชีวิตที่งดงามและเป็นสิ่งที่ศาสนาได้ส่งเสริม บุคคลใดก็ตาม ครั้นเมื่อเขาได้พินิจพิจารณาคัมภีร์อัลกุรอานเขาจะพบว่าในคัมภีร์ดังกล่าวนั้นได้สั่งใช้ให้มีความเมตตา มีความยุติธรรม มีสัจจะ สุขุมเยือกเย็น รู้จักถ่อมตน มีความไว้วางใจและมีความพอใจในสิ่งทีตนมีอยู่ ซึ่งมีหลาย ๆ โองการในคัมภีร์อัลกุรอานที่ได้แสดงให้เห็นถึงคุณค่าอันงดงามเหล่านี้และได้สรรเสริญ ยกย่องต่อผู้ที่มีมารยาทดังกล่าว พวกเราจะไม่พบกับมุอฺมินที่แท้จริงนอกจากว่าพวกเขาจะมีมารยาทที่ดีงามเป็นคุณลักษณะประจำตัวของพวกเขาดังนั้นเมื่อเราได้พบเจอกับผู้ที่มีมารยาทดีงามเราจะเห็นว่าผู้นั้นเป็นผู้ที่ทำดีต่อผู้คนในสังคมของเขา เขาจะเป็นผู้ชี้นำผู้คนในสังคมเหล่านั้นไปสู่จุดมุ่งหมายอันสวยงามและแบบอย่างอันสูงส่งมีผู้รู้บางท่านได้กล่าวว่า เครื่องหมายของมารยาทอันดีงามนั้นมีอยู่ 10 คุณลักษณะ

1. ลดการขัดแย้ง

2. มีใจเป็นกลาง ( ยุติธรรม )

3. ละทิ้งการแสวงหาความตกต่ำ

4. ปรับปรุงในสิ่งที่ไม่ดี

5. ขออภัยโทษ

6. อดทนต่อความเจ็บปวด ( กาย ใจ )

7. กลับไปตำหนิตัวเองให้รู้จักข้อผิดพลาดของตน

8. ไม่เสาะหาข้อผิดพลาดของผู้อื่น

9. ใบหน้ายิ้มแย้มต่อผู้ใหญ่และผู้น้อย

10. วาจาสุภาพต่อผู้คนทุกระดับชั้น

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS
Read Comments

ห้ามสตรีมุสลิมสวมใส่กางเกงยีนส์หรือกางเกงขายาวรัดรูป

ห้ามสตรีมุสลิมสวมใส่กางเกงยีนส์หรือกางเกงขายาวรัดรูป

เมือง เวสต์ อาเจะห์ จังหวัดอาเจะห์ ในอินโดนีเซีย ออกกฎตั้งแต่ต้นปีหน้าห้ามสตรีมุสลิมใส่กางเกงยีนส์กับกางเกงขายาวรัดรูป ส่วนผู้นับถือศาสนาอื่นๆ ไม่ต้องทำตามกฎ...

สำนัก ข่าวเอเอฟพีรายงานวันนี้ (27 ต.ค.) ว่า นายรามลี มานซูร์ นายอำเภอเมืองเวสต์ อาเจะห์ จังหวัดอาเจะห์ ในอินโดนีเซีย เปิดเผยว่า นับจากต้นปีหน้าเป็นต้นไป ทางการ อ.เวสต์ อาเจะห์ จะเริ่มใช้กฎข้อบังคับใหม่ ห้ามสตรีมุสลิมสวมใส่กางเกงยีนส์หรือกางเกงขายาวรัดรูป ถ้าเจ้าหน้าที่พบผู้ฝ่าฝืนจะขอให้ถอดเปลี่ยนกางเกงมานุ่งกระ โปรงยาวกรอมข้อเท้าที่เจ้าหน้าที่จัดหาให้ฟรีๆ ทันที ส่วนกางเกงรัดรูปจะถูกตัดหรือสับทิ้งทำลายในที่เกิดเหตุนอกจากนี้ กฎใหม่ยังยังห้ามผู้ชายนุ่งกางเกงขาสั้นด้วย

อย่างไรก็ตาม กฎ ดังกล่าวใช้กับชาวมุสลิมชนส่วนใหญ่ของอำเภอเวสต์ อาเจะห์ เท่านั้น ซึ่งเป็นไปตามคำชี้แนะของคณะผู้นำศาสนาอิสลาม ส่วนผู้นับถือศาสนาอื่นๆ จะได้รับความเคารพในสิทธิ์ไม่ต้องทำตาม - ไทยรัฐ

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS
Read Comments

เธอควรมีสิ่งนี้น่ะ


สำหรับมุสลีมะฮ์ควรเอาไปใช้น่ะคับ


1. ตกแต่งดวงตาน้อยๆของเธอด้วยการลดสายตาให้ต่ำลง


2. ทาริมฝีปากอันบอบบางของเธอด้วยลิปสติกยี่ห้อ ????? (การพูดจริง)


3. ใช้เมคอัพ (make up) ยี่ห้อ ??????. (ความอาย)..แปะลงบนแก้มทั้งสองของเธอ


4. ใช้สบู่ ????????? (การขออภัยโทษ) เพื่อขจัดสิ่งสกปรกชั่วร้ายออกจากร่างกายของเธอ


5. บำรุงหัวใจของเธอให้แข็งแรงด้วยสมุนไพร ตักวา ?????? (การยำเกรง)


6. ปกป้องผมสวยของเธอด้วยแชมพู ฮีญาบ ???? เพื่อผมของเธอดูเงางามตลอดเวลา


7. สวมถุงมือแห่งความขยันเพื่อมืออันบอบบางของเธอ


8. แขวนสร้อยคอแห่งการให้อภัยลงบนคอของเธอ


9. ใส่เสื้อผ้ากระโปรงที่ตัดจากร้านอิสลามบูติค
????? ???????

10.เพื่อให้ใบหน้าของเธอดูอ่อนวัยใช้ครีมยี่ห้อ ????????? (การยิ้ม)

ทั้งนี้เพื่อให้เธอเป็นผู้หญิงที่สมบูรณ์แบบ ทั้งกายและจิตใจ พร้อมที่จะเป็นกระดูกสันหลัง ของครอบครัวต่อไป ก็ขอฝากถึงเหล่าผู้หญิงทุกคนว่ากรุณาอย่าช้าเพราะสินค้าเหล่านี้หาได้ยากในปัจจุบัน มีจำนวนไม่จำกัด ผลิตและจำหน่ายโดย บริษัท อิสลาม (มหาชนจำกัด)........อิอิ

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS
Read Comments

อัลลอฮให้ปัญญาแก่คุณให้คิดอะไร


มุสลิมและมุสลิมะห์เอ่ย อัลลอฮฺได้ให้ปัญญาแก่คุณมา คุณได้ใช้มันไปในทางของอัลลอฮฺหรือเปล่า?


คุณเคยคิดบ้างไหมว่าตอนนี้คุณกำลังกำลังตาม ธรรม(อัล-ฮัค) หรือทำตาม (กาฟิร) อยู่
คุณเคยคิดบ้างไหมว่าคุณกำลังทำให้ ศาสนาอิสลาม สูงขึ้น หรือ
ต่ำลง
คุณเคยคิดบ้างไหมว่าคุณกำลังทำตาม สุนนะฮฺ หรือ ตามแฟชั่น
คุณเคยคิดบ้างไหมว่าคุณกำลังทำตาม บรรดาศอฮาบะฮ์รอซูล (ซ.ล) หรือ บรรดาดารา
คุณเคยคิดบ้างไหมว่าสมองคุณได้เต็มที่กับการท่อง อัลกุรอาน หรือที่เต็มไปด้วยกับการท่อง เพลงอันไร้สาระ
คุณเคยคิดบ้างไหมว่าคุณกำลังทำความเข้าใจ ประวัติศาสตร์อิสลาม หรือ
ซีรีย์เกาหลี
คุณเคยคิดบ้างไหมว่าคุณกำลังทำในสิ่งที่อัลลอฮฺ ทรงสั่ง หรือ
ทรงห้าม
คุณเคยคิดบ้างไหมว่าคุณกำลังทำ อิบาดะฮ์ต่ออัลลอฮฺ หรือ ทรยศต่ออัลลอฮฺ

มันดีหรือที่เราเนรคุณต่อผู้ให้ชีวิตแก่เรา
มันดีหรือที่เราเนรคุณต่อผู้ให้ริสกีแก่เรา
มันดีหรือที่เราเนรคุณต่อผู้ให้ทุกสิ่งทุกอย่างแก่เรา

...ถ้าคุณคิดว่ามันไม่ดีคุณเป็นคนฉลาดมาก...
...แต่ถ้าคุณทำตามที่คุณคิดข้างต้นคุณจะฉลาดมากกว่าอีก...

...แต่จะฉลาดกว่านี้ ถ้าคุณเป็นคนส่งต่อ ๆ กันไปให้มากที่สุด...

เพื่ออัลลอฮ. เพื่อศาสนาของอัลลอฮ. เพื่อชาวมุสลิม และ มุสลิมะห์ ทุกชีวิต (ถ้าคุณคิดว่าคุณ คือ มุสลิม/มุสลิมะห์)


โปรดจงคิด..ให้ดี...กับสิ่งที่คุณกำลังทำตาม...

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS
Read Comments

จุดยืนมุสลิมในวันฮาลาวีน

คำถาม: วันฮาโลวีน เป็นวันที่มีการเฉลิมฉลองกันทุกๆปี ในสหรัฐอเมริกา มันเป็นเหตุการณ์เกี่ยวกับศาสนาหรือไม่ ความเห็นของอิสลามในเรื่องวันฮาโลวีนคืออะไร?

คำตอบ: ฮาโลวีนเป็นเทศกาลอันเก่าแก่ของคนนอกศาสนา(ก่อนคริสต์จะเข้าไปสู่ยุโรป) ของพวกแม่มดและความตาย ต่อมาชาวคริสต์พยายามทำให้มันเป็นของคริสต์ศาสนา โดยเรียกมันว่าhttp://blogmedia.thenewstribune.com/media/Halloween.jpg วันนักบุญ

ถึงกระนั้น ชาวคริสต์ จำนวนมากไม่พอใจ และรู้สึกว่ามันเป็นวันเทศกาลที่ชั่วร้าย แม้แต่บางคนก็เรียกมันว่าวันแห่งขุมนรก(HELLIDAY)

ไม่ว่า ชาวคริสต์จะยอมรับมันหรือไม่ มุสลิมเราต้องไม่ยอมรับวันเทศกาลนี้

มันเป็นเรื่องที่ไร้ความหมาย ไม่ว่าการสวมใส่เครื่องแต่งกายออกไปหลอกผู้คน และตกแต่งบ้าน แบบแม่มด โดยมีใยแมงมุม และใช้ฟักทองจำนวนมาก และอื่นๆอีกมากมาย ทั้งหมดเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ

มันเป็นเรื่องแปลกที่ได้เห็นคนที่มีเหตุผลทำเหมือนตัวประหลาด และทำในสิ่งที่โง่เขลา มันยังกลายเป็นอันตรายในทุกวันนี้อีกด้วย บางคนแสดงเหมือนเป็นสัตว์ประหลาดและเป็นแม่มดจริงๆ

ดังนั้นมุสลิมทุกคนต้องไม่เข้าไปมีส่วนเข้าร่วมในเทศกาลนี้
....................................................

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS
Read Comments

ทำไมชอบคิดว่าไม่เป็นไรน่า


- กินๆไปเถอะไม่ได้ใส่หมูซะหน่อย ไม่เป็นไรหรอกน่า

- ใส่เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว ( แต่รัดรูป ) ไม่เป็นไรหรอกน่า

- เสื้อแขน 3 ส่วนเอง ไม่ใช่แขนสั้นซะหน่อย ไม่เป็นไรหรอกน่า

- ใส่ฮิญาบตลอดเวลาทำไมเนี่ย ญาติพี่น้องกันเอง ทำเป็นพวกกลุ่ม....อย่าเคร่งไปหน่อยเลย ไม่เป็นไรหรอกน่า

- ถอดฮิญาบตรงนี้ก็ได้ ก็จะอาบน้ำละหมาดนี่นา (สถานที่ไม่ได้จัดเป็นสัดส่วนชาย/หญิง) ไม่เป็นไรหรอกน่า

- ทำไปเถอะน่า แค่ไม่คลุมฮิญาบเอง งานมันหายาก ไม่เป็นไรหรอกน่า

- เครื่องประดับอันนี้มันก็ทองหยองเป็นของผู้หญิง มีโอกาสต้องใส่ นานๆใส่โชว์ทีจะได้สวยๆไง ไม่เป็นไรหรอกน่า

- ผู้หญิงก็ต้องแต่งตัวสวยๆมีสีสันสิ จะมาแต่งดำอมทุกข์กันทำไม แล้วเมื่อไหร่จะมีแฟนมีกิ๊กซะที ไม่เป็นไรหรอกน่า O_o"

- สล่ามจับมือไปเถอะ ญาติพี่น้อง คนกันเอง ไม่เป็นไรหรอกน่า

- รับฯไปเถอะ ชุดก็แค่น่องไม่ได้โชว์อะไรมากมายก็ใส่ถุงน่องสิ ครั้งหนึ่งในชีวิตเลยนะ เลยเวลาละหมาดนิดๆหน่อยๆ เดี๋ยวไปละหมาดใช้เอา
( ลืมไปว่าอาจหมดลมหายใจได้ตลอดเวลา) ไม่เป็นไรหรอกน่า

- ขายๆไปเถอะ คนซื้อแยะดี กำไรงามเลย และเราเองก็ไม่ได้กินได้ใช้สิ่งนี้นี่ (ขายของหะรอม หรือสินค้าส่งเสริมให้ทำสิ่งหะรอม) ไม่เป็นไรหรอกน่า

- ลูกชายหญิง ก็เท่ากันสิ จะไปไหนมาไหนก็เรื่องของเขา ไม่เป็นไรหรอกน่า

- แค่ลูกไปดูหนังไปเที่ยวกับแฟน แฟนเขาจะได้ดูแลกันไง มารับมาส่ง มันชอบกันอยู่เดี๋ยวมันก็แต่งกันอยู่แล้ว ไม่เป็นไรหรอกน่า

- ลูกคุยโทรศัพท์กับแฟนเอง ไม่เป็นไรหรอกน่า

- แค่รูปวาดเอง ไม่ใช่ภาพเหมือนซะหน่อย ไม่เป็นไรหรอกน่า

- นบีไม่ได้ทำ เราก็ไม่ใช่นบีนี่ ตอนนั้นแบบนี้ยังไม่มียุคของท่านนบี ไม่เป็นไรหรอกน่า

- ทำๆไปเถอะ ใครๆเขาก็ทำกัน แล้วนี่จะไม่ทำไง ไม่ให้เกียรติผู้ญาติผู้ใหญ่กันนี่เพราะเขาทำต่อๆกันมา ไม่เป็นไรหรอกน่า






มองให้ลึกลงไปซักนิด ไม่เป็นไรหรอกน่า นี่หมายถึง พระผู้อภิบาลผู้ทรงสร้างทุกสิ่ง และทรงอนุมัติ... บัญญัติขึ้นมา

คิดใส่ใจรายละเอียดในทุกๆเรื่อง เพราะอิสลามไม่ได้แบ่งแยกว่า นี่เรื่องการดำเนินชีวิต และนี่เรื่องศาสนา
แต่ทั้งหมดของอิสลาม คือตั้งแต่มีชีวิต จนลมหายใจสุดท้าย



...............................................
ด้วยความเคารพและจิตคารวะค่ะ
วัสลา\

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS
Read Comments

เท้ามุสลีมะฮฺก็เอารัตน่ะ...มุสลีมะฮฺที่รักสวมถุงเท้ากันเถอะ~*


เท้ามุสลีมะฮฺก็เอารัตน่ะ...มุสลีมะฮฺที่รักสวมถุงเท้ากันเถอะ~*


เสียงเรียก...ที่อยากให้เธอได้ยิน ....

ทุกครั้งที่เธอไปไหนมาไหน

ฉันมักจะติดตามตัวเธอไปด้วยเสมอ อาจจะพูดได้เลยว่า

เธอไม่สามารถเดินไปไหนมาไหนได้หากปราศจากฉัน

ทุกครั้งที่เธอออกจากบ้าน

เธอมักแต่งตัวด้วยชุดและฮิญาบที่เรียบร้อย

แต่เธอมักลืมฉัน ...

เธอมักละเลยฉันและปล่อยให้ฉันอายอยู่เสมอ

ฉันอายเหลือเกิน ... เธอคงลืมฉัน

!! ฉัน ... ที่เป็นเท้าทั้งสองของเธอ

เท้าทั้งสองของเธอ ... ที่ไปกับเธอในทุกๆที่

ในสภาพที่ไร้การปกปิด ฉันเสียใจเหลือเกิน ที่เธอละเลยฉัน

ในขณะที่เธอสวมฮิญาบและชุดที่เรียบร้อย

แต่เธอกลับให้ฉันเปลือยไร้สิ่งปกปิด เธอรู้ไหม !?!

ว่าฉันอายเหลือเกิน ฉันเรียกหาอาภรณ์ของฉัน ..... ( ถุงเท้า )

เธอไม่รู้หรือว่า เท้าทั้งสองของเธอ เป็นเอารัต (สิ่งสงวน)

มุสลีมะฮฺจ๋า ...

เธอเคยรู้ไหม ฆาตกรคดีข่มขืนต่อเนื่องยอมรับว่า

อวัยวะหนึ่งของผู้หญิงที่เป็นแรงจูงใจให้ก่อคดี

คือเส้นผมที่มันพลิ้วไหว เช่นเดียวกับเท้า

ที่มุสลีมะฮฺหลายคนละเลยในการปกปิด

แต่เด็กหนุ่มคนหนึ่งยอมรับว่า เขามักเกิดอารมณ์ทางเพศ

เมื่อได้เห็นนิ้วเท้าของผู้หญิง มุสลีมะฮฺจ๋า ...เราลองหันมาทบทวนตัวเอง

ลองมองดูซิว่าเราละเลยหลักการของอัลลอฮฺข้อนี้อยู่รึเปล่า

เรายังปล่อยให้เท้าของเราไร้สิ่งปกปิด ยังปล่อยให้มันอายอยู่รึเปล่า ...

รีบซะนะ รีบซะ รีบใส่ใจมัน เพื่อที่เราจะได้ไม่ถูกรบกวน

และปลอดภัยทั้งโลกนี้และโลกหน้า ญาซากัลลอฮฺ สำหรับข้อมูลดี ๆ

จาก.. วารสารตอลีบะฮฺ ฉ. พิเศษ “เราคือสตรีแห่งทางนำ”

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS
Read Comments

ความรักแนวอิสลาม


ความรักของเด็กแนว(แนวอิสลาม)

แม้บางเวลา จะรู้สึกเหงา เพราะไม่มีคนบอกรัก แต่ฉันจะรักอัลลอฮแม้บางเวลา จะรู้สึกเหงา

เพราะไม่มีคนมาบอกว่าคิดถึง แต่ฉัน จะคิดถึงอัลลอฮแม้บางเวลา

จะไม่มีข้อความหวานๆมีแต่ “กรุณาเติมเงิน” แต่ฉันก้ยอมรับเพื่ออัลลอฮแม้บางเวลา

ไม่มีครัยบอกให้ฝันดี แต่ฉันก็อ่านดุอาอ์ก่อนนอน และความฝันที่มาจากอัลลอฮแม้บางเวลา

ฉันจะรู้สึกเชย รู้สึกด้อยถ้าไม่มีแฟน เหมือนในการ์ตูนญี่ปุ่น แต่ฉัน

จะยอมเชยเพื่ออัลลอฮแม้บางเวลา จะมีครัยๆมองว่าสมเพช ที่ว่า โดนทิ้ง แต่ฉัน จะอดทนเพื่ออัลลอฮแม้บางเวลา

ฉันต้องทำอะรัยเอง เพราะไม่มีคนคอยเทคแคร์ดูแลเหมือนเมื่อก่อน แต่เหงื่อทุกหยดจะเปนพยาน

ให้ฉันแม้บางเวลา มีคำพูดทิ่มแทงหัวใจจนเจ็บซ่าน “ดอกไม้ที่ร่วงแล้ว ยังงัยมันก้อไร้ค่า

” แต่ฉัน คิดว่ามันจะไม่ไร้ค่าในสายตาของอัลลอฮแม้บางเวลา จะไม่มีครัยคอยให้กำลังใจฉัน

แต่ฉันก็หมั่นขอกำลังใจจากอัลลอฮแม้บางเวลา มีครัยถามฉันว่า แน่ใจแล้วหรือ แต่ฉัน

พยายามบอกตัวเองเสมอว่า ฉันทำถูกแล้ว อัลลอฮ(ซ.บ)ได้ทรงตรัสไว้ว่า จะมีบุคคลอยู่ 7 ประเภท

ที่จะได้อารัชของพระองค์ในวันกียามัต และ 1 ใน 7 นั้นคือ ผู้ที่รักกันเพื่ออัลลอฮ

และยอมจากกันเพื่ออัลลอฮหากวันนี้เรายอมละทิ้งสิ่งที่เราชอบและรัก

เพื่อแสวงหาความโปรดปรานจากอัลลอฮแล้ว Insha-Allah

อัลลอฮจะตอบแทนสิ่งที่ดีกว่าและฉันยังคงรอ....สิ่งที่ดีกว่า.....ด้วยความหวัง

<<ขอพระองค์โปรดประทานสิ่งที่ดีที่สุดให้ฉันได้รักอย่างบริสุทธิใจ>>

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS
Read Comments

อีมานอ่อน


อ่อนแรงลงไปเรื่อยๆ
โอนอ่อนไปตามกระแส
แต่กลับกลายเป็นอีกคนที่
มีหัวใจแข็งกระด้าง
ทำความดีลวกๆ
ทำบาปบ่อยครั้ง
ขาดพลังในการยืนหยัดต่อสู้
ขี้เกียจอีกแล้ว แม้แต่เล็กน้อย
เบื่อหน่าย ที่จะทำอะไรเพื่อวันโลกหน้า
เคยเป็นอย่างนี้ไหมตัวเอง
คงเป็นเพราะเรา
กินอาหารไม่ระวัง
คบเพื่อนไม่พิจารณา
รู้สึกว่าตัวตนรู้มาก
เขาไปในแสงสีเสียงบ่อยขึ้น
คุยโทรศัพท์นอกเรื่อง แถมยังโกหกตัวเองทุกวัน
อัลกุรอ่านเริ่มไม่ค่อยได้จับต้อง
ละหมาดขอให้เสร็จ ให้พ้นๆ
ยิ่งเร็วยิ่งดี กว่าจะเริ่มก็รอให้ใกล้หมดเวลา
เราดีใจที่ได้ครอบครองวัตถุ มากกว่าคุณค่าของจิตใจ

แล้วจะทำไงดี
กลับตัวบ้างสิ
เปลี่ยนบรรยากาศบ้าง
คิดให้มากหน่อย
ทำสิ่งที่มีประโยชน์
ยึดความถูกต้อง
เข้าหาพระเจ้าสิ
ให้เวลากับตัวเอง ศาสนา และคนในครอบครัว
บางที กุรอ่าน มัสยิด หนังสือที่ดี อ่านดุอา อิสติฆฟัร
เข้าหาผู้รู้ ปล่อยให้ท้องว่างๆกินน้อยๆ (พอประมาณ)และเพื่อนที่ศอลิหช่วยเราได้...
..........................................................................

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS
Read Comments

เคยได้ยินบ้างไหม ?


เคยได้ยินบ้างไหม ?

เวลาที่คุณบอกว่า
“ ฉันไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ ”
พระเจ้าบอกคุณ
“ พระองค์จะทรงนำทางให้แก่คุณ ”

เวลาที่คุณบอกว่า...
“ มันเป็นไปไม่ได้ ”
พระเจ้าบอกคุณว่า...
“ ทุกอย่างเป็นไปได้เสมอ ”

เวลาที่คุณบอกว่า
“ ฉันรู้สึกโดดเดี่ยวเหลือเกิน ”
พระเจ้าบอกคุณว่า
“ พระองค์ไม่เคยทอดทิ้งคุณและไม่เคยลืมคุณเลย ”

เวลาที่คุณบอกว่า..
. “ ฉันไม่สมควรได้รับการให้อภัยเลย ”
พระเจ้าบอกคุณว่า...
“พระองค์ทรงอภัยให้คุณเสมอ”

เวลาที่คุณบอกว่า
“ ฉันกลัวเหลือเกิน... ”
พระเจ้าบอกคุณว่า
“ อย่ากลัวเลย พระองค์ทรงอยู่กับคุณเสมอ
พระองค์จะทรงทำให้คุณเข้มแข็ง และทรงช่วยเหลือคุณ ”

เวลาที่คุณบอกว่า...
“ ฉันเหนื่อยเหลื่อเกิน ”
พระเจ้าบอกคุณว่า...
“ ให้คุณวางใจและมอบหมายแก่พระองค์เถิด ในทุกการงานที่เป็นภาระ
และทำให้คุณเหนื่อยล้า พระองค์จะทรงทำให้คุณได้พักผ่อน ”

เวลาที่คุณบอกว่า
“ ฉันไม่รู้จะเดินต่อไปอย่างไรดี ”
พระเจ้าบอกคุณว่า
“ พระองค์จะทรงแสดงให้คุณเห็นถึงหนทางนั้น ”

เวลาที่คุณบอกว่า...
“ หนทางใดกันที่พระเจ้าทรงมอบให้แก่ฉัน ”
พระเจ้าบอกคุณว่า...
“ แนวทางแห่งอิสลาม ”

และหากคุณต้องการรู้ทุกอย่าง ที่พระเจ้าต้องการบอกคุณ...
“ อ่านอัลกุรอาน ”
พระเจ้าต้องการมอบของขวัญอันล้ำค่าแห่งชีวิตให้แก่ฉัน... พระองค์จึงทรงมอบอิสลามให้แก่ฉัน...
พระเจ้าของฉัน คือ อัลลอฮฺ ซุบฮานาฮูวาตาอาลา ผู้ทรงกรุณาปราณี ผู้ทรงเมตตาเสมอ
อัลลอฮฺ ซุบฮานาฮูวาตาอาลา คือ พระเจ้าของฉัน และพระองค์ ก็คือ พระเจ้าของคุณ
เพียงแค่คุณเปิดใจที่จะทำความเข้าใจอิสลาม คุณก็จะเข้าใจถึงหนทางที่สวยงามที่สุดของชีวิต

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS
Read Comments

มุสลีมะฮ์นินจา


มุสลิมะฮฺนินจา

- กางเกงเล็กๆรัดรูป เช่น ยีนส์ขาเดป เอวต่ำ เพื่อเหมาะสำหรับการเดินสวนทางกับฝ่ายตรงข้าม จะทำให้ฝ่ายตรงข้ามตะลึง(อนาถใจ)ได้ ตามสไตล์ เด็กแว้น เด็กแนว

- เสื้อแขนยาวพอดีตัว เพื่อความคล่องแคล่วว่องไว เหมาะกับการเคลื่อนไหว เช่นกัน เพราะเสื้อจะเน้นรูปร่างๆ บางทีก็ใช้ผืนผ้าอำพรางตัวด้วยเสื้อบางๆเห็นเนื้อก็มี ใช้อำพรางอีกฝ่าย ว่านินจาผู้นั้น มีเนื้อหนังมังสาเช่นไร ทำให้อีกฝ่ายต้องมองหา สังเกตว่ามีอะไรในนั้น

- ฮิญาบเล็กๆ คลุมตลบขึ้นไปไขว้แปะไว้หลังศีรษะ จะได้ไม่พริ้วไหว ยามเคลื่อนตัว ** แต่เป็นการโชว์ช่วงอกอย่างชัดเจน อิสลามให้สตรีปกปิดเอารัต ปกปิดมิใช่หมายความว่าใส่เสื้อปิดไว้ แต่ต้องปกปิดรูปร่างและรูปทรง

- รองเท้าใส่หุ้มส้นเท้ากับปลายเท้ากระติ๊ดนึง(รองเท้าสุดฮิป ใสแบบสานๆ) เหมาะกับการย่องเบาถ้าใส่ถุงเท้าจะลื่น อาจเดินก้าวกระโดดไม่สะดวก เคลื่อนไหวว่องไวไม่ได้

- กระเป๋าเล็กๆสะพายไว้ข้างในเก็บอาวุธ ชูริเคน หรือ ดาวกระจาย(ที่ทาตา ใช้ยามจะเข้าไปในปะปนกับฝ่ายตรงข้ามจะได้ปิ้งๆ วิ้งๆ ) คุไน หรือ มีด(ลิปติกส์สีหวานประกายมุก เห็นแล้วต้องมนต์ ) ลูกบอลควัน (โคโลญจ์ อำนาจสังหารรุนแรง)

**รู้ ไหมเนี่ยการคลุมแบบนี้ ตัวฮิญาบที่ถูกจับไขว้ไว้จะอยู่ช่วงคางพอดี

เมื่อเราหายใจออก คาบอนไดออกไซด์จะสะท้อนกลับสู่ระบบการหายใจอีกครั้ง เพราะกระทบตัวฮิญาบที่คลุมลักษณะนี้ (คลุมไขว้แล้วตัวฮิญาบห้อยย้อยอยู่ใต้คาง) หมายความว่า เราสูดคาร์บอนฯกลับเข้าสู่ร่างกายตัวเอง เลยทำให้รู้สึก มึนๆได้ ไม่ดีกับสมองนะจ๊ะ จะเห็นผลชัดสำหรับผู้คลุมฮิญาบแบบนี้ทั้ง

เพราะต้องก้มศีรษะลงมาเล็กน้อยเพื่อทำงาน หรือสวยระหว่างช็อปปิ้ง

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS
Read Comments

โอ้..มุสลิมะฮฺทั้งหลาย

จงปกปิดคลุมเรือนร่างของเธอให้มิดชิด และเธอไม่ต้องกังวลกับมนุษย์โลกด้วยค่านิยมอันไร้สาระ
คำพูดของมนุษย์ไร้ค่า จงเลือกเอาเถิดว่า....เทอร์จะเป็น ดอกไม้ในแจกัน....
หรือโคมไฟประดับโลก สัตว์ที่แสนเชื่องของยุโรป......
หรือราชินีที่สูงส่งแห่งอัลกุรอาน คล้อยตามอย่างสิ้นคิด.....
หรือเป็นผู้พิชิตความมืนมนและความงมงาย เป็นยาพิษละเลงโลก...หรือบรรเทาโศกให้มวลชน
โอ้.....มุสลิมะฮฺทั้งหลาย ฉันปรารถนาจะเห็นความกล้าหาญของเธอในการต่อสู้เพื่อเชิดชูคำสั่งของอัลลอฮฺ
มิใช่ความกล้าหาญในการอวดโฉมของเธอ
โอ้......มุสลิมะฮฺทั้งหลาย..ฉันปรารถนาจะเห็นความขุ่นเคืองของเธอต่อศัตรูของอัลลอฮฺ
มิใช่ความโกรธเคืองต่อพี่น้องมุสลิมด้วยกัน
โอ้......มุสลิมะฮฺทั้งหลาย ฉันปรารถนาจะเห็นการตื่นตัวของเธอในการฟื้นฟูอิสลามในตัวเธอขึ้นมา
มิใช่การตื่นตัวต่อกระแสแฟชั่น
โอ้......มุสลิมะฮฺทั้งหลาย เพราะวันหนึ่งข้างหน้าเธอจะต้องสร้างประชาชาติรุ่นใหม่ขึ้นมา
แล้วเธอหวังจะเห็นประชาชาติที่เข้มแข็งถูกสร้างจากแม่ผู้อ่อนแอได้อย่างไร
โอ้......มุสลิมะฮฺทั้งหลาย เธอหวังจะเห็นทหารของอัลลอฮฺผู้ที่จะต่อสู้เพื่อปกป้องศาสน
าของพระองค์เติบโตขึ้นมาจากแม่ ผู้ซึ่งยังคงตกอยู่ภายใต้วัฒนธรรมของยะฮูดีและนัศรอนีได้อย่างไรกัน
มุสลีมะฮฺที่เดินไปไหนมาไหนเพื่อที่จะให้ผู้ชายมองมีมาก แต่มุสลีมะฮฺที่เดินไปไหนมาไหนเพื่อจะให้ผู้ชายเข้าให้เกียติมีน้อย ที่มา : http://khattabsayfulislam.spaces.live.com/blog/cns!376B729F92700E16!367.entry

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS
Read Comments

อัลกุรอานกับวิทยาศาสตร์


อัลกุรอานกับวิทยาศาสตร์

ท่านผู้อ่านครับ อย่าว่าแต่คำของอัลกุรอานเลยที่เป็นปาฏิหาริย์ แม้แต่จำนวนครั้งของแค่ละคำที่ระบุไว้ในโองการต่าง ๆ กว่า 6000 โองการภายใน 114 ซูเราะฮ์ก็มีความมหัศจรรย์อย่างที่สุด ยากแก่การที่มนุษย์คนใดหรือรวมกันทั้งหมดตั้งแต่มนุษย์คนแรกของโลกจนถึงมนุษย์คนสุดท้ายของโลกก็จะไม่สามารถประพันธ์คัมภีร์เหมือนอัลกุรอานได้ อย่าว่าแต่เหมือนเลยแค่เพียงซูเราะฮ์เดียวที่มีความเพียงสามโองการพวกเขาก็ทำไม่ได้ และจะไม่สามารถทำได้เป็นอันขาด เพราะความมหัสจรรย์และปาฏิหาริย์ความพิสดารและความกลมกลืนนั้นมีหลากหลาย หลากด้านขอยกตัวอย่างเช่นคำว่า " يَوْمٌ " ที่เป็นเอกพจน์ที่แปลว่า "วัน" ถูกกล่าวในโองการต่าง ๆ ของคัมภีร์อัลกุรอานมีจำนวน 365 ครั้งพอดี ซึ่งเท่ากับจำนวนวันในหนึ่งปีซึ่งมีทั้งหมด 365 วัน แต่ถ้านับเศษของวันด้วยก็จะตรงกับเศษของวันที่ระบุไว้ในคัมภีร์อัลกุรอานเช่นเดียวกัน เพราะปีนั้นมีจำนวนวันทั้งหมด 365 วันกว่า ๆ นิดหน่อย แต่หากนับจำนวนครั้งของคำว่า " يَوْمَيْنِ " และ " يَوْمَانِ " ที่เป็นทวิพจน์ซึ่งแปลว่าสองวัน และที่เป็นรูปพหูพจน์ " أَيَّامٌ " แปลว่า หลายวัน ก็จะได้ 30 ครั้งเท่ากับจำนวนของเดือนซึ่งมี 30 วัน โดที่อัลเลาะฮ์ได้เลือกจำนวน 30 ไม่เลือกจำนวน 29 หรือ 31 นั่นก็เพราะว่าจำนวน 30 เป็นจำนวนที่เป็นกลางระหว่างเดือนที่นับตามสุริยะคติที่บางเดือนมี 28 วัน บางเดือนมี 29 วัน และส่วนใหญ่จะมี 30 วัน และ 31 วัน กับเดือนที่นับตามจันทร์เสี้ยวในแต่ละเดือน ยิ่งไปกว่านั้นคำว่า " شَهْرٌ " ซึ่งแปลว่า เดือน ก็ได้ถูกกล่าวไว้ในคัมภีร์อัลกุรอาน 12 ครั้งพอดี ซึ่งเท่ากับหนึ่งปีมี 12 เดือน ดังที่ได้ระบุไว้ในคัมภีร์อัลกุรอานเช่นเดียวกัน นี่คือตัวอย่างที่ยกมาพอสังเขปเท่านั้น เพื่อต้องการบอกให้ท่านผู้อ่านที่เคารพทราบถึงความมหัศจรรย์ และปาฏิหาริย์ของพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานมิได้จำกัดอยู่เพียงด้านความหมายเท่านั้น เพราะพระองค์อัลเลาะฮ์ทรงใช้ให้พิจารณาอัลกุรอาน ดังวจนะของพระองค์อัลเลาะฮ์ทรงไว้ว่าأَفَلاَ يَتَدَبَّرُونَ الْقُرْآنَ ความว่า "แล้วไฉนเล่าพวกเขาจึงไม่พินิจพิเคราะห์อัลกุรอาน" อันนิซาอฺ : 82จากการที่อัลเลาะฮ์ใช้คำว่า اَلْقُرْانُ จึงหมายความว่าให้พิจารณาในทุก ๆ ด้านของอัลกุรอาน อย่าว่าแต่คำ จำนวนครั้ง สำนวนโวหารและอื่น ๆ เลยที่เป็นปาฏิหาริย์และมหัศจรรย์ แม้จำนวนอักษรของอัลกุอรานก็มีความมหัศจรรย์อย่างน่าทึ่ง ที่ผมยากมาเพียงตัวอย่างเดียวในเรื่องของท่านศาสนทูต อีซา (อะลัยฮิสลาม) ซึ่งมีอายุอยู่ในโลกนี้เพียง 33 ปี ท่านถูกสร้างขึ้นมาโดยที่แตกต่างจากมนุษย์โดยทั่วไปที่ต้องมาจากตัวอสุจิของพ่อ และไข่ของแม่ และท่านศาสนทูตอีซาก็ถูกบังเกิดมาโดยที่ไม่ต้องมาจากตัวอสุจิของพ่อ

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS
Read Comments

จงระวังความบ้า คลั่งไคล้ ชื่นชอบ นิยม ในตัวดารา นักร้อง


จงระวังความบ้า คลั่งไคล้ ชื่นชอบ นิยม ในตัวดารา นักร้อง จงจำเอาไว้ว่า อิหม่านนั้นเปรียบเสมือนต้นไม้ ... เราจะต้องเฝ้าดูแล รดน้ำ ใส่ปุ๋ย อีกทั้งฉีดยาฆ่าแมลง และต้องทำเป็นประจำด้วย ... จะเห็นว่ายากพอควรกว่าจะเลี้ยงดูต้นไม้ให้เติบโตมาได้... แต่ถ้าคิดจะทำลายมันแล้วล่ะก็ ใช้เวลาเพียงไม่ถึง 1 นาที ก็สามารถทำลายต้นไม้ที่เราเฝ้าเลี้ยงดูมาเป็นอย่างดี ได้ลงอย่างราบคาบ อิหม่านของเราก็เช่นกัน กว่าเราจะสร้างอิหม่านของเราให้แข็งแรง เพิ่มพูนได้ ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่ถ้าต้องการจะทำลายมันล่ะก็ ...มันง่ายเหลือเกิน.... และหนึ่งในบรรดาหลายๆสิ่งที่จะทำลายอิหม่านของเรา ก็คือ ความ บ้า คลั้งไคล้ นิยม ชื่นชอบ ในตัวดารา หรือนักร้อง ....จงระวังเอาไว้ให้ดี! คนพวกนี้แหละ ที่อิสลามถือว่า เป็นศัตรูร้ายอย่างหนึ่งกับอิหม่านของเรา ... แน่นอนที่สุด ถ้าเราชื่นชอบในดาราผู้หญิง จะเนื่องด้วยความสวยงาม หรืออะไรก็แล้วแต่ ... เราย่อมที่จะจ้องมอง ...มองแล้วมองอีก... เพื่อสนองอารมณ์ใฝ่ต่ำของตนเอง ... เห็นไหมครับ ดาราหญิงคนนี้เป็น ศัตรูกับอิหม่านเราไปโดยปริยาย ... เพราะเป็นเหตุให้เราต้อง ทำบาป หลงไหล บ้าคลั้งในตัวนาง.... อิหม่านที่เราเฝ้าดูแลมาอย่างดี มาจบด้วยดารากาเฟรคนหนึ่ง.... อย่างนั้นหรือ? จำเอาไว้ว่า เราอาจจะผิดพลาดได้ ทำบาปได้... แต่เราจะต้องไม่เป็นสาเหตุให้คนอื่นทำบาปเด็ดขาด ..เราจะต้องไม่แนะนำ บอกไบ้ให้ใครทำบาปเด็ดขาด ! ... เพราะนั่นจะเท่ากับว่า เราได้นำหายนะ นำบาปอันยิ่งใหญ่มาสู่ตัวเอง.... เพื่อนที่ดี ที่ยำเกรงอัลลอฮฺ ย่อมชักชวนกันไปได้ทางที่ดี เราย่อมได้บรรยากาศแห่งความดี ที่ทำให้อิหม่านเพิ่มพูน อันเนื่องมาจากการ คบค้าสมาคมและสนิทสนมใกล้ชิดกับเพื่อนที่ดีๆ แต่ในทางตรงกันข้าม เพื่อนที่เลวๆ เพื่อนที่ฝ่าฝืน อัลลอฮฺ ย่อมฉุด อิหม่านของเราให้ตกต่ำไม่ด้วยวิธีใดก็วิธีหนึ่ง... หนึ่งในนั้นคือ การร่วมกันชื่นชอบ คลั้งไคล้ในตัวดารา หรือนักร้อง คนใดคนหนึ่ง... ระวังดาราจะกลายเป็นตอฆูตสำหรับเราไปโดยปริยาย ท่านอนัส บิน มาลิก เล่าว่า มีชายคนหนึ่งมาหาท่านนบี แล้วกล่าวว่า "โอ้รสูลของอัลลอฮฺ เมื่อไหร่จะถึงวันกียามะฮฺ ?" ท่านนบีถามเขาว่า "แล้วเจ้าเตรียมอะไรไว้สำหรับวันกิยามะฮฺ ?" ชายผู้นั้นตอบว่า "ความรักที่มีต่ออัลลอฮฺและรสูลของพระองค์" ท่านนบีตอบว่า "ถ้าเช่นนั้น เจ้าก็จะได้พำนักอยู่กับคนที่เจ้ารัก" อนัส กล่าวว่า ดังนั้นเราไม่เคยมีความยินดีใดๆ หลังจากการเข้ารับอิสลามของเรา มากยิ่งกว่าคำกล่าวของท่านนบี ที่ว่า "ดังนั้น เจ้าจะได้พำนักอยู่กับคนที่เจ้ารัก" อนัส กล่าวต่อไปว่า "ด้วยเหตุนี้ ฉันจึงรักอัลลอฮฺ รักรสูลของพระองค์ รักอบูบักร์ และรักอุมัร เพราะฉันหวังว่าฉันจะได้อยู่พร้อมกับพวกเขา(ในวันอาคีเราะฮฺ) ถึงแม้ว่าฉันไม่ได้ปฏิบัติเฉกเช่นที่พวกเขาได้ปฏิบัติก็ตาม" (มุสลิม 2639, อัลบุคอรีย์ 6167 ในความหมายที่ใกล้เคียง) และในอีกรายงานหนึ่ง อับดุลลอฮฺ บิน มัสอูด เล่าว่า มีชายคนหนึ่งมาหาท่านนบี แล้วกล่าวว่า "โอ้รสูลของอัลลอฮฺ, ท่านจะว่าอย่างไรเกี่ยวกับชายคนหนึ่งที่รักและชื่นชมชนกลุ่มหนึ่งซึ่งเขาไม่ ทันพบกับพวกเขา?" ท่านนบี ตอบว่า "(ในวันอาคีเราะฮฺ)แต่ละคนจะได้พำนักอยู่กับคนที่เขารัก" (อัลบุคอรีย์ 6169, มุสลิม 2640)แล้วใครกันเล่า คือคนที่ท่านรัก ในวันนี้ครับพี่น้อง คงไม่เป็นพวกดาราใช่ไหม รวมกันรณรงค์ เพื่อรักษาอิหม่านให้มั่นคง หรือ เพิ่มพูน โดยเรียนรู้ศัตรูของอิหม่าน / โดยกลุ่ม อัซซาบิกูน

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS
Read Comments

หากเธอ..ท้อแท้


มีสักครั้งไหมที่เธอรู้สึกท้อแท้…รู้สึกว่าชีวิตของตัวเองไร้หนทางออกปัญหามากมาย..
.เข้ามาในชีวิต...จนเธอตั้งรับไม่ทัน...หันไปทางไหน..ก็รู้สึกหดหู่...ไร้หนทางออก...หรือบางครั้งที่
....พยายามฮึดต่อสู้ขึ้นมา...บอกตัวเองให้เข้มแข็งอีกครั้ง....แต่สิ่งที่ได้รับ...มันกลับล้มเหลวไม่เป็นท่า....
ความท้อที่มีอยู่แล้ว...กลับยิ่งทวีมากขึ้นไปอีก...ฉันหวังว่า...เธอคงไม่รู้สึกท้อ...
จนเลิกที่จะต่อสู้หรอกนะ....เพราะฉันรู้...ว่าเธอก็เป็นคนหนึ่ง...ที่ศรัทธา...ที่อาจจะเผลอหลงลืมไปบ้าง...กับคำกล่าวที่ว่า

...لاَ يكَلِّف اللّه نَفْساً إِلاَّ وسْعَهَا لَهَا مَا كَسَبَتْ وَعَلَيْهَا مَا اكْتَسَبَتْ رَبَّنَا لاَ تؤَاخِذْنَا إِن نَّسِينَا أَوْ أَخْطَأْنَا رَبَّنَا وَلاَ تَحْمِلْ عَلَيْنَا إِصْراً كَمَا حَمَلْتَه عَلَى الَّذِينَ مِن قَبْلِنَا رَبَّنَا وَلاَتحَمِّلْنَا مَا لاَ طَاقَةَ لَنَا بِهِ وَاعْف عَنَّا وَاغْفِرْ لَنَا وَارْحَمْنَا أَنتَ مَوْلاَنَا فَانصرْنَا عَلَى الْقَوْمِ الْكَافِرِينَอัลลอฮไม่ทรงวางภาระให้ แก่มนุษย์ด้วยความรับผิดชอบที่หนักเกินกว่าที่เขาจะแบกรับได้ ทุกคนจะได้รับผลแห่งความดีที่เขาได้ขวนขวายไว้ และจะได้รับผลตอบแทนแห่งความชั่วที่ที่เขาได้กระทำไว้กับปัญหาที่ เราเจอ...กับความเลวร้ายของชีวิตที่เธอรู้สึก...ขอให้พึงตระหนักไว้เถิดว่า ...ทุกสิ่งที่เธอประสบนั้น..มันคือบททดสอบความอดทนบ่าวของพระองค์ก็เท่านั้น ...และทุกปัญหา...ทุกความเลวร้ายที่เธอรู้สึก...ที่ผู้ทรงรอบรู้ได้มอบให้ แก่ชีวิตของเธอนั้น...เป็นสิ่งที่พระองค์ทรงรู้...ว่าเธอจะผ่านพ้นมันไปได้ ...เพราะพระองค์จะไม่วางภาระใดเกินที่บ่าวของพระองค์จะรับไว้ได้นั่นเองถึงแม้ว่า...มันช่างยากเย็น...กับการที่จะผ่านพ้นไป...ถึงแม้ว่า...ไม่มีเพื่อนคนไหน...ที่จะช่วยเธอได้เลยถึงแม้ว่า...ไม่มีคนในครอบครัวคนใด...จะแก้ไขปัญหาให้เธอได้แต่พึงระลึกไว้เถิดว่า...........

وَمَن يَتَّقِ اللَّهَ يَجْعَل لَّه مَخْرَجاً

และผู้ใดยำเกรงอัลลอฮ์ พระองค์ก็จะทรงหาทางออกให้แก่เขา

وَيَرْزُقْهُ مِنْ حَيْثُ لَا يَحْتَسِبُ وَمَن يَتَوَكَّلْ عَلَى اللَّهِ فَهُوَ حَسْبُهُ إِنَّ اللَّهَ بَالِغُ أَمْرِهِ قَدْ جَعَلَ اللَّهُ لِكُلِّ شَيْءٍ قَدْراً

และจะทรงประทานปัจจัยยังชีพแก่เขาจากที่ที่เขามิ ได้คาดคิด และผู้ใดมอบหมายแด่อัลลอฮ์

พระองค์ก็จะทรงเป็นผู้พอเพียงแก่เขา แท้จริงอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงบรรลุในกิจการของพระองค์

โดยแน่นอนสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างนั้น อัลลอฮ์ทรงกำหนดกฎสภาวะไว้แล้วอัฏเฏาะลาก อายะฮที่

3)หากเธอไม่เหลือใครในโลกนี้ที่เธอ...ปรึกษาได้...หากเธอไม่เหลือใครในโลกนี่ทีเธอ...ขอความช่วยเหลือได้...หากเธอไม่เหลือใครในโลกนี้ที่เธอ...

บอกเล่าความทุกข์ยากได้...หากเธอละอายที่จะร้องไห้...ต่อหน้ามนุษย์...หากเธอไม่กล้าที่จะแสดงความอ่อนแอ...ต่อหน้าใครหากเธอลืมไปแล้ว...

ว่าจะเริ่มต้นขอความช่วยเหลือ...จากมนุษย์ควรทำยังไงฉันหวังว่า....เธอคงระลึกได้....และ...เธอ...คงรู้ใช่ไหม... ?

ว่า....เรามีผู้ทรงเมตตาที่ทรงช่วยเหลือเราซึ่งเป็นบ่าวของพระองค์เสมอใช้สองมือ...

หนึ่งหัวใจ....บอกเล่ากับพระองค์...ก้มหน้าลง...แล้วขอความช่วยเหลือ....

ผู้ที่เมตตาเราเสมอ...ตั้งแต่ที่เราก่อกำเนิดขึ้นมา...แล้วเธอจะรับรู้ได้ว่า...เราโชคดี....

ที่มีอิสลาม...ให้เราได้รู้จัก

* ร้อยเรียงมาให้อ่านกัน...เผื่อใคร...ที่รู้สึกท้อแท้...จะรู้สึกดีขึ้น

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS
Read Comments