มากกว่า “การเป็นภรรยา”
ผม รู้สึกไม่ดีนักที่พบว่านักดะอฺวะฮฺ(คนทำงานอิสลาม)บางคนมีทรรศนะที่สุดโต่ง เรื่องผู้หญิง
บางคนถึงกับประกาศว่า เป้าหมายอย่างหนึ่งของนักทำงานอิสลามคือ จับพวกผู้หญิงกลับเข้าบ้าน ให้มาทำหน้าที่แม่และเมีย !!!
แนวคิดแบบนี้จงใจละเลยความเป็นจริงของสังคม(ซึ่ง เราไม่อยากให้เกิดขึ้น และเราไม่ได้สร้างมัน) นั่นคือ ผู้หญิงจำนวนมากจำเป็นต้องทำงานหาเงิน ต้องรับผิดชอบดูแลพ่อแม่ที่อายุมาก หรือดูแลน้องชายที่ยังหาเรียนหนังสือ และอื่น ๆ อีกจิปาถะ
ครั้งแนวคิดนี้ในบางคนมันสุด ๆ ไปถึงขั้นอ้างความ “ยาเก่น” (ยะกีน)หรือความเชื่อมั่นต่ออัลลอฮฺ แล้วให้ละทิ้งการออกไปทำงานเสีย อย่างชนิดที่ว่า ให้เลือกเอาระหว่าง อิสลามหรือจะไปทำงานนอกบ้านกันเลยทีเดียว
ความเลยเถิดนี้ มันยังต่อเนื่องมายังอีกเรื่องหนึ่ง คือ ข้อเรียกร้องของนักดะอฺวะฮฺในทำนองนี้แสดงถึงการขาดความสมดุล นั่นคือ ทำไมถึงไม่รณรงค์ให้พวกผู้ชายกลับมาทำหน้ารับผิดชอบในฐานะสามีและพ่อที่ดีบ้าง ???
บางทีก็ยากที่จะทำใจยอมรับกับการที่พวกผู้ชายไม่รับผิดชอบครอบครัว ในฐานะที่พวกเขาเป็นสามีหรือเป็นพ่อ ตอนเช้า ๆ เราจะเห็นพวกผู้ชายจำนวนมากชอบนั่งมั่วคุยในร้านกาแฟ คุยตั้งแต่ปัญหาการเมืองจนถึงปัญหาคิลาฟิยะฮฺ หรือบางคนสนุกกับการละเล่นที่ฆ่าเวลาไปวัน ๆ อย่างเลี้ยงนกกรงหัวจุก เป็นต้น
ในหลายพื้นที่ของภาคใต้ ช่วงเช้า ๆ หลังศุบฮฺสักพักหนึ่ง ผมมักเห็นภาพที่ขัดแย้งกันอยู่เสมอ นั่นคือ ด้านหนึ่งได้พบเห็นพวกมุสลิมะฮฺ ทั้งแม่และลูกสาว ขับรถจักรยานหรือจักรยานยนตร์ พร้อมกับนำขนมชนิดต่าง ๆ เต็มทั้งหน้ารถ ไปฝากขายตามร้านต่าง ๆ ในหมู่บ้าน แน่นอนว่า การทำขนมขายนั้น พวกเธอต้องลุกขึ้นมาทำตั้งแต่ตี 2 ตี 3 ซึ่งพวกผู้ชายในบ้านกำลังนอนหลับอย่างสบายอยู่ แต่แล้วเมื่อหันไปดูอีกด้านหนึ่ง ก็ได้พบกับพฤติกรรมตอนเช้าของพวกผู้ชาย บ้างก็ยังไม่ตื่น บ้างกำลังเดินไปนั่งรวมกลุ่มพูดคุยไร้สาระกันตามร้านกาแฟของหมู่บ้าน นั่งกันนาน ๆ จนเวลาสาย
ผมรู้สึกสลดที่เห็นผู้หญิงคลุมหน้าต้องมาเข็นรถเข็นขายลูกชิ้น รู้สึกเศร้าใจที่ผู้หญิงคลุมหน้าหลายคนต้องออกไปตัดยางหาเลี้ยงชีวิต ผมเคยคุยกับมุสลิมะฮฺที่เคร่งครัดคนหนึ่งเกี่ยวกับอาชีพตัดยางของเธอ เธอบอกว่า กลัวก็กลัวอยู่หรอก ทำอย่างไรได้ละ ต้องดูแลครอบครัว !!!
ผม ไม่ได้หมายความว่า การเรียกร้องความเป็นแม่และความเป็นภรรยาจะถือเป็นเรื่องผิด แต่สิ่งที่เราเรียกร้องต้องไปไกลกว่านั้น นั่นก็คือ เราต้องเรียกร้องสถานะความเป็นแม่และความเป็นภรรยาให้สอดคล้องกับหลักการอิส ลาม ซึ่งไม่ได้ละเลยมิติด้านอื่นๆ ไม่ได้ละเลยต่อข้อเท็จจริงที่สังคมกำลังดำเนินไป ยิ่งกว่านั้นความเป็นแม่ ความเป็นภรรยา นั้นไม่อาจดำรงสถานะที่แท้จริงได้ หากไม่มีสถานะของความเป็นพ่อและความเป็นสามีร่วมอยู่
ผมรู้สึกตลกมากที่ในทางทฤษฎี เราเรียนนิติศาสตร์อิสลามกันว่า ผู้หญิงได้รับการประกันการเลี้ยงดูจากสมาชิกผู้ชายในบ้านตามลำดับความสามารถ หากหาคนเลี้ยงดูไม่ได้ สังคมทั้งหมดต้องร่วมกันรับผิดชอบ แต่ในความเป็นจริง ผู้หญิงของเรากลับถูกบังคับทางอ้อมให้หาเงินมาให้พวกผู้ชายใช้
หน้าที่การทำงานหาเลี้ยงชีพแบบเหน็ดเหนื่อยทุกวันนี้นั้น มุสลิมะฮฺหลาย ๆ คนไม่ได้อยากทำนะครับ พวกเธอไม่อยากรับภาระนี้ บางคนเล่าให้ผมฟังพร้อมน้ำตา พวกเธอไม่อยากออกไปตัดยาง ไม่อยากขึ้นรถเมล์เบียดผู้ชายไปทำงานหรอกครับ (แน่นอนว่า ความต้องการที่จะหารายได้ของมุสลิมะฮฺไม่ใช่เรื่องต้องห้าม แต่เชื่อว่าพวกเธออยากหารายได้ในสภาพที่เหมาะสมกับความเป็นผู้หญิงของเธอ มากกว่า) ผมคิดว่า การแก้ปัญหาผู้หญิง(และเรื่องทั้งหมดของสังคม)นั้น น่าจะมีจุดเริ่มที่ถูกต้อง ลำพังการเสนอบทบาทของการเป็นแม่หรือภรรยาให้แก่ผู้หญิงแบบขาดความสมดุล โดยละเลยบทบาทที่สำคัญด้านอื่น ๆ นั้น ก่อให้เกิดปฏิกิริยาที่สุดโต่งในสนามดะอฺวะฮฺ อย่างที่ผมเล่ามาตอนต้น
ทุก วันนี้สังคมเราละเลยบทบาทหนึ่งของผู้หญิง(และผู้ชายด้วย) นั่นคือ บทบาทของการเป็นนักดะอฺวะฮฺหรือคนทำงานอิสลาม ซึ่งเป็นบทบาทที่ยิ่งใหญ่ หากทุกบทบาท ไม่ว่าจะเป็นบทบาทความเป็นแม่ ความเป็นภรรยา ความเป็นเพื่อน ความเป็นเครือญาติ ความเป็นสมาชิกของสังคม ถูกนำมาบูรณาการภายใต้บทบาทของภารกิจแห่งงานดะอฺวะฮฺ ย่อมให้คุณค่าอย่างมหาศาล และส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน
งานดะอฺวะฮฺ ตามที่ถูกให้ความหมายในอัลกุรอานก็คือการนำผู้คน “ไปสู่อัลลอฮฺ” หรือไปสู่ “วิถีทางของอัลลอฮฺ” หากผู้หญิงคนหนึ่ง เธอได้เล่นบทบาทลูกสาวโดยผ่านกรอบที่ใหญ่กว่า คือกรอบของบทบาทงานดะอฺวะฮฺ เธอย่อมมีเป้าหมายในการเปลี่ยนแปลงพ่อของเธอที่อาจละเลยเรื่องละหมาดอยู่ โดยการดูแลเอาใจใส่พ่ออย่างดี เพื่อเปลี่ยนแปลงพ่อของเธอไปสู่ “วิถีทางของอัลลอฮฺ”
นี่คือความหวังดีและความรักที่แท้จริงที่มีต่อพ่อ จะมีความรักและความหวังดีใดที่จะยิ่งไปกว่า การให้คนที่เรารักรอดพ้นจากการลงโทษของอัลลอฮฺ และได้อยู่ในความเมตตาของพระองค์อีกเล่า
ปัญหา ของผู้หญิงมากมายในปัจจุบัน ไม่ว่าการทำงานนอกบ้าน การคบหาสมาคมอย่างไม่รู้จักขอบเขตของอิสลาม การละเลยต่อหน้าที่ของแม่หรือภรรยา และอื่นๆอีกสารพัดนั้น ไม่ใช่ปัญหาที่แก้ด้วยเพียงแค่การจับผู้หญิงมาอบรมเรื่องครอบครัวหรือเรื่อง มารยาทของลูกผู้หญิงอิสลาม แล้วก็เสร็จกันไป
แต่ปัญหาผู้หญิงมันเกี่ยวพันกับโครงสร้างของสังคมที่ซับซ้อน เกี่ยวพันกับผู้ชายเช่นเดียวกัน เกี่ยวพันตั้งแต่เรื่องพฤติกรรมมนุษย์ไปจนถึงหลักอะกีดะฮฺ เกี่ยวพันตั้งเรื่องของทรรศนะคติไปจึงถึงเรื่องปากท้อง
ปัญหาแบบนี้ต้องอาศัย “คน” ที่ก้าวมาร่วมกันแก้ เป็นคนแห่งดะอฺวะฮฺ ที่มีทั้งผู้หญิงและผู้ชายทำงานร่วมกันเป็นญะมาอะฮฺ มิใช่“คน”ที่ ตะโกนคำขวัญอิสลามแบบทื่อ ๆ แต่เป็นคนที่ต้องได้รับการฝึกอบรมด้วยแนวคิดอิสลามมาอย่างต่อเนื่อง และต้องร่วมกันผลักดันแนวทางต่างๆ ที่ได้รับการวางแผนมา
นี่ ไม่ใช่ภารกิจที่ถูกจำกัดเฉพาะผู้ชาย แต่เป็นภารกิจที่ต้องผนึกกำลังกันทำ นี่คือภารกิจที่มากกว่าการเป็นภรรยา การเป็นลูกสาว พี่สาว น้องสาว ฯลฯ
เพราะมันภารกิจที่วางอยู่บนพื้นฐานของสายสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า .







