+_+หากฉันทำผิดหรือทำอะไรไม่ดี ก็อยากให้พี่น้อง เครือญาติ ของฉันคอยตักเตือน เพราะอัลอิสลาม คือ การตักเตือน หากรักฉันจริงก็ช่วยตักเตือนฉันด้วยเถิด+_+

ทรัพย์ดีต้องอยู่กับคนดี‏


ในยุคนี้เรามักพูดถึงคำว่าเศรษฐกิจพอเพียงโดยมีพี่น้องกี่คนที่จะเข้าใจแก่นแท้ของมันว่าคืออะไร? บางคนอาจเข้าใจว่ามันคือการประหยัด บางคนอาจเข้าใจว่าต้องเก็บออมไว้ให้มากๆ จะได้เกิดความพอเพียง
ด้วยความจริงแล้วเราจะเข้าใจสิ่งใดต้องเข้าใจสิ่งที่อยู่ตรงกันข้ามกับสิ่งนั้น เช่นอยากรู้จักสีดำเป็นอย่างไรก็ควรจะรู้จักสีขาวเป็นอย่างไร อยากจะรู้จักว่าคนๆ หนึ่งเป็นคนดีเป็นอย่างไรก็ควรจะทำความเข้าใจว่าคนชั่วเป็นอย่างไร? เมื่อเรารู้จักคนชั่วแล้วทำให้เราเข้าใจเกี่ยวกับคนดีได้ดีขึ้น
ดังนั้นศัตรูของความพอเพียงอันได้แก่
- ความฟุ่มเฟือย

- ความตระหนี่

- ความจน

- การกักเก็บเกินความจำเป็น

- ความเกียจคร้าน

- ความขยันเกินขอบเขต

- การมอบหมายต่ออัลลอฮ์ ที่ขาดหลักการ และเหตุผล และอื่นๆ
อิสลามสอนมุสลิมให้เป็นมือบนมากกว่าการเป็นมือล่างให้ทำตัวเป็นผู้ให้ และไม่สนับสนุนการขอโดยไร้ความจำเป็น คนจนที่รักศักดิ์ศรีของตัวเองไม่ขอใครง่ายๆ มักจะถูกมองว่าเป็นคนรวยทั้งๆ ที่ยากจน
อัลกุรอาน ได้กล่าวถึงพวกเขาไว้ว่า
ความว่า : (จงบริจาค) แก่บรรดาผู้ยากจนที่ถูกจำกัดตัวอยู่ในหนทางของอัลลอฮฺ (ทำงานศาสนาเช่นญิฮาด) โดยพวกเขาไม่สามารถเดินทางไปในแผ่นดินได้ (ในการทำอาชีพเช่นค้าขาย) คนโง่เขลาคิดว่าพวกเขาเป็นผู้มีจะกิน (รวย) เนื่องจากความสงบเสงี่ยมของพวกเขา โดยที่เรารู้จักพวกเขาด้วยเครื่องหมายของพวกเขาที่ไม่ขอใครอย่างพร่ำเพรื่อ ซ้ำซาก (2,273)
โองการข้างต้นได้กล่าวถึงคนที่มีความพอเพียงในตัวเอง คือคนที่ไม่คิดพึ่งพาใครง่ายๆ ทั้งๆ ที่ยากจน และการที่พวกเขาจนก็เพราะว่าพวกเขาทำงานศาสนา ไม่มีโอกาสที่จะเดินทางไปค้าขายหรือรับจ้างทำงานใดๆ ฉะนั้นคนส่วนใหญ่จึงคิดว่าพวกเขามั่งมี เพราะไม่ได้แบมือของใคร
สภาพของมุสลิมในปัจจุบันก็เช่นเดียวกัน คนที่ทำงานศาสนาหรือโรงเรียนศาสนามักจะถูกละเลยจากการได้รับความช่วยเหลือ การเป็นผู้สอนศาสนานอกจากจะได้ค่าตอบแทนที่น้อยแล้ว ยังไม่มีโอกาสที่จะประกอบอาชีพอื่นเพื่อเป็นรายได้ของครอบครัว และ หากได้คู่ครองที่เห็นแก่ตัว ผู้ที่มีความรู้ศาสนา ก็จะไม่มีโอกาสได้รับใช้งานของอัลลอฮ์
ในเรื่องเศรษฐกิจอิสลามได้มองความรวยอยู่ที่การมีทรัพย์สินจำนวนมาก แต่มองที่จิตใจอันพอเพียงดังที่ท่านนะบี ได้กล่าวไว้มีใจความว่า
“ความรวยไม่ได้อยู่ที่การมีทรัพย์มาก แต่ความรวยอยู่ที่ความรวยน้ำใจ” (หะดีษบุคคอรี และ มุสลิม)
ความรวยน้ำใจก็คือการรู้จักพอเพียงไม่โลภมาก รู้จักให้ไม่รู้จักแต่คำว่าเอา ทำตัวเป็นมือบนและไม่ทำตัวเป็นมือล่าง เพราะพวกเขาเชื่อมั่นว่า “การบริจาคจะไม่ทำให้ทรัพย์บกพร่อง”
เชื่อหรือไม่ว่า “ยิ่งบริจาคยิ่งเพิ่มพูน” เมื่อเชื่อแล้วอย่าอยู่เฉยๆ สังคมจะหายนะเพราะคนรวยเห็นแก่ตัว และคนจนเห็นแก่เงิน

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS
Read Comments

I'm a Muslimah..


มุสลิมะฮ์ทั้งหลาย !!!!!!!!!!!!

ไม่ว่าวันนี้ท่านจะอยู่ส่วนไหนของสังคม ในดินแดนที่ไกลเกินเทคโนโลยีจะเข้าถึง หรือท่ามกลางความทันสมัยของเมืองหลวงนี้ ไม่ว่าท่านจะเป็นนักศึกษาในสถาบันอันมีชื่อเสียง หรือเป็นเพียงสาวชาวบ้านที่กำลังทำมาค้าขายก็ตามเกียรติและฐานะที่สังคมหยิบยื่นให้แก่ท่านนั้น....ไม่สามารถวัดคุณค่าของตัวท่านได้เลย มหาวิทยาลัยปลูกฝังให้ท่านภาคภูมิใจในการเป็นนักศึกษาเป็นคนกลุ่มน้อยที่ผ่านการเลือกสรรมาอย่างดีจากคนทั้งประเทศ แต่สิ่งที่ท่านมอบให้กับตัวเองภายหลังการเข้าสู่มหาวิทยาลัย.... ไม่ใช่การพัฒนาตนเอง แต่กลับเป็นเพียงโอกาสที่จะทำให้ตัวท่านวิ่งตามก้นอารยธรรมตะวันตกได้เร็วขึ้นกว่าชาวบ้านเท่านั้นเองมุสลีมะฮ์ทั้งหลาย !!!!!!!!!!!!

จะมีประโยชน์อะไรหากความรู้ที่ท่านศึกษามาทั้งชีวิต ไม่ได้ทำให้หัวใจของท่านรู้จักอัลลอฮฺมากขึ้น จะมีประโยชน์อะไรถ้าท่านยังอ่อนแอเกินกว่าจะควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้ จะมีประโยชน์อะไรหากน้ำตาของท่านมีไว้เพื่อการ์ตูน นวนิยายแต่ไม่เคยสักหยดหนึ่งสำหรับมุสลิมที่ถูกฆ่าและตายในการต่อสู้กับศัตรูของอัลลอฮฺมุสลีมะฮ์ทั้งหลาย !!!!!!!!!!

ฉันปรารถนาที่จะเห็นความกล้าหาญของท่านในการต่อสู้เพื่อเชิดชูคำสั่งของอัลลอฮฺ มิใช่ความกล้าในการอวดโฉมของท่าน ฉันปรารถนาที่จะเห็นความขุ่นเคืองของท่านต่อศัตรูของอัลลอฮฺมิใช่ความโกรธเคืองตอพี่น้องมุสลิมด้วยกัน ฉันปรารถนาที่จะเห็นการตื่นตัวของท่านในการฟื้นฟูอิสลามในตัวท่านขึ้นมา มิใช่การตื่นตัวต่อกระแสแฟชั่นมุสลีมะฮ์ทั้งหลาย !!!!!!!!!!!!!

ท่านคือความหวังของประชาชาตินี้ ความป่วยไข้ที่เราประสบอยู่ต้องได้รับการดูแลรักษา และท่านคือผู้หนึ่งที่ต้องแบกรับภาระนี้ไว้มุสลีมะฮ์ทั้งหลาย !!!!!!!!!!!!!

เพราะวันหนึ่งข้างหน้าท่านจะต้องสร้างประชาชาติขึ้นมา แล้วท่านหวังจะเห็นประชาชาติที่เข้มแข็งถูกสร้างจากแม่ผู้อ่อนแอได้อย่างไร?????? ท่าน หวังที่จะเห็นทหารของอัลลอฮ์ ผู้ที่จะต่อสู้เพื่อปกป้องศาสนาของพระองค์เติบโตขึ้นจากแม่ ผู้ซึ่งยังตกอยู่ภายใต้วัฒนธรรมกาเฟรสยาม ยาฮูดี และ นัศรอนีได้อย่างไร??????มุสลีมะฮ์ทั้งหลาย !!!!!!!!!!!!!!

ภาระอันนี้ยังไม่มีเกียรติและยิ่งใหญ่พออีกหรือ...........................................?????

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS
Read Comments

ความจริง เรื่อง count down บางคนอาจรู้แล้ว


Count down ( อยาก count down มั้ย ? อ่านนี่ก่อนนะจ้ะ ^^)
1 มกราคม การเฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่สากล กับเงื่อนงำที่แอบแฝงในประวัติศาสตร์ระหว่างมุสลิมกับคริสเตียน
ในทุก ๆ ปี พลเมืองโลกทั่วไปจะเฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่ในวันที่ 1 มกราคมกันอย่างเอิกเกริก
ในคืนสุดท้ายของปีซึ่งเรียกกันว่า “คืนส่งท้ายปีเก่า” จะมีการเตรียมการสำหรับนับถอยหลัง
(Countdown) ในช่วงการเปลี่ยนวัน ณ เวลา 0 นาฬิกา (เที่ยงคืน)
ซึ่งถือเป็นการขึ้นวันใหม่ตามอย่างสากล ผู้คนที่ร่วมเฉลิมฉลองในวันขึ้นปีใหม่นั้นต่างก็รู้เพียงว่านั่นคือวันที่ 1 ของปีใหม่ที่ควรจะยินดีและต้อนรับด้วยการเฉลิมฉลอง ทว่าคงไม่มีผู้ใดรับรู้หรือฉุกคิดหรอกว่า ทำไมหนอ พวกฝรั่งตะวันตกจึงกำหนดเอาวันที่ 1 มกราคมของทุกปีเป็นวันเฉลิมฉลองขึ้นปีใหม่ ทั้ง ๆ ที่ผู้นั้นอาจเป็นคนไทยที่ถือเอาช่วงวันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่ตามธรรมเนียมปฏิบัติ หรือผู้นั้นอาจจะเป็นผู้มีเชื้อสายจีน ซึ่งก็มีวันขึ้นปีใหม่ตามคติจีนและมิใช่วันที่ 1 มกราคมแต่อย่างใด กระนั้นพวกเขาก็ร่วมเฉลิมฉลองในวันที่ 1 มกราคม ตามสากล (หรือตามฝรั่งตะวันตก) ได้อย่างสนิทใจ ที่น่าเศร้าใจก็คือมีชาวมุสลิมเป็นจำนวนมิใช่น้อยที่เข้าร่วมในการเฉลิมฉลองนั้นด้วย ซึ่งนั่นก็ไม่น่าเศร้าใจเท่ากับการที่ชาวมุสลิมเหล่านั้นขาดภูมิความรู้ทางประวัติศาสตร์แห่งประชาชาติของตน จะด้วยเพราะไม่รู้หรือมิได้ฉุกคิดก็ตามทีจึงได้เผลอไผลเห็นดีเห็นงามจนเอาเป็นเหตุแห่งการเฉลิมฉลองร่วมกับเหล่าชนอื่น ทั้ง ๆ ที่ชาวมุสลิมนั้นมีวันรื่นเริงตามหลักการของศาสนาเป็นของตนเองอยู่แล้ว คือวันอีดอีดิลฟิฏริ และช่วงวันอีดิลอัฎฮา ตลอดจนมีปฏิทินทางจันทรคติในการกำหนดวันเดือนปีและมีศักราชเป็นของเฉพาะตนซึ่งเรียกกันว่า ฮิจเราะฮฺศักราช ต่อคำถามที่ว่า ทำไมหนอ พวกฝรั่งมังค่าจึงกำหนดเอาวันที่ 1 มกราคม ของทุกปีเป็นวันขึ้นปีใหม่ อาจกล่าวได้ว่า เรื่องนี้น่าจะมีเงื่อนงำที่แอบแฝง กล่าวคือ หากย้อนเวลากลับไปในอดีต เมื่อปี คศ.1492 ณ ดินแดนอัลอันดะลุส (Andalucia) ในสเปน ได้เกิดเหตุการณ์ครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ของชาวมุสลิม คือ เหตุการณ์สูญเสียที่มั่นสุดท้ายของชาวมุสลิมในอาณาจักรฆอรนาเฏาะฮฺ (Granada) แก่อาณาจักรคริสเตียนสเปนซึ่งถูกรวบรวมให้เป็นหนึ่งภายหลังการอภิเษกสมรสของเฟอร์ดินานด์ หรือ เฟอร์นานโดที่ 5 แห่งแคว้นอรากอน (Aragon) กับพระนางอิซาเบลล่า แห่งแคว้นกิชตาละฮฺ (Castile) ในช่วงเวลานั้น อาณาจักรฆอรนาเฏาะฮฺ (Granada) มีกษัตริย์นามว่า อบูอับดิลลาฮฺ มุฮำหมัด อัซซ่อฆีร หรือที่ฝรั่งเรียกว่า อบูอับดิล (Abuabdi, Bodillah) เป็นผู้ปกครอง พวกคริสเตียนสเปนได้ยกทัพเข้าปิดล้อมนครฆอรนาเฏาะฮฺตั้งแต่ปี คศ.1491 การปิดล้อมเป็นไปอย่างหนักและต่อเนื่อง จนกระทั่ง อบูอับดิลลาฮฺ ยอมจำนนต่อฝ่าย คริสเตียนสเปนด้วยการยอมทำข้อตกลงกับฝ่ายคริสเตียนในการส่งมอบเมืองเป็นจำนวนถึง 67 ข้อซึ่งนับเป็นสนธิสัญญาที่ยืดยาวที่สุดฉบับหนึ่งในช่วงสิ้นสุดยุคกลางของยุโรป การลงนามในสนธิสัญญาระหว่างสองฝ่ายเสร็จสิ้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 2 ร่อบีอุลเอาวัล ฮ.ศ.897 ตรงกับวันที่ 2 มกราคม คศ.1492 ซึ่งในวันเดียวกันนั้น กษัตริย์เฟอร์ดินานด์ที่ 5 กับพระราชินี อิซาเบลล่าก็ได้เสด็จเข้าสู่พระราชวัง อัลฮัมรออฺ (Alhambra) อันเป็นที่ประทับของกษัตริย์ อบูอับดิลลาฮฺ และมีการนำไม้กางเขนเงินขึ้นสู่ยอดโดมของมัสญิดในพระราชวัง กษัตริย์อบูอับดิลลาฮฺได้จุมพิตพระหัตถ์ของกษัตริย์คริสเตียนแห่งสเปนและดำเนินออกจากพระราชวัง กษัตริย์อบูอับดิลลาฮฺได้หยุดทอดพระเนตรนครฆอรนาเฏาะฮฺเป็นครั้งสุดท้าย ณ เนินแห่งหนึ่งที่เรียกกันว่า เนินอัลบันดูล และร่ำไห้พร้อมสะอึกสะอื้น พระนางอาอิชะฮฺผู้เป็นพระมารดาจึงตะโกนบอกกับอบูอับดิลลาฮฺว่า “เจ้าจงร่ำไห้เยี่ยงอิสตรีต่ออำนาจที่สูญสิ้น เจ้าหาได้รักษามันไว้ได้ไม่เยี่ยงเหล่าบุรุษ” ชาวสเปนเรียกขานเนินแห่งนี้ว่า “การสะอื้นร่ำไห้ครั้งสุดท้ายของชาวอาหรับ” (el ultimo suspiro del Moro) อาณาจักรฆอรนาเฏาะฮฺ หรือ แกรนาดา ที่มั่นสุดท้ายของชาวมุสลิมในอัลอันดะลุส (สเปน) ก็ปิดฉากลงพร้อมกับชัยชนะของฝ่ายคริสเตียนที่ขับเคี่ยวต่อสู้กับชาวมุสลิมหรือพวกมัวร์มาตลอดระยะเวลาร่วม 800 ปี ความจริงชาวมุสลิมได้สูญเสียฆอรนาเฏาะฮฺมาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมของปีนั้น (1492) แล้ว เพียงแต่การสูญเสียอย่างเป็นทางการนั้นเกิดขึ้นในวันถัดมา คือ วันที่ 2 มกราคม 1492 และการสูญเสียนครฆอรนาเฏาะฮฺในปีดังกล่าวก็หาใช่เป็นโศกนาฏกรรมที่แท้จริงไม่ หากแต่ว่าโศกนาฏกรรมที่แท้จริงได้เริ่มขึ้นหลังจากนั้น เพราะเพียง 7 ปีให้หลัง (คศ.1499) เงื่อนไขอันเป็นข้อตกลงในสนธิสัญญาส่งมอบเมืองนั้นก็ถูกละเมิดอย่างไม่แยแสจากฝ่าย คริสเตียน บรรดามัสญิดถูกสั่งปิด การประกอบพิธีกรรมถูกสั่งห้าม การตั้งศาลพิเศษเพื่อตรวจสอบชาวมุสลิมที่ตกค้างอยู่ในฆอรนาเฏาะฮฺโดยฝ่ายศาสนจักรก็มีขึ้น มุสลิมถูกบังคับให้เข้ารีตในคริสต์ศาสนา ตำรับตำราทางวิชาการถูกเผาทำลายไม่เว้นแม้แต่พระมหาคัมภีร์อัลกุรอ่าน มีการสั่งห้ามชาวมุสลิมพูดภาษาอาหรับและห้ามอาบน้ำ ดินแดนที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นดินแดนอิสลามกลับกลายมาเป็นดินแดนแห่งการปฏิเสธโดยสิ้นเชิงบรรดามัสญิดที่สง่างามด้วยสถาปัตยกรรมอิสลามถูกแปรเปลี่ยนเป็นโบสถ์วิหารในคริสตศาสนาจนหมดสิ้น มุสลิมจำนวนหลายล้านคนจึงจำต้องอพยพละทิ้งถิ่นฐานของตนซึ่งเคยอาศัยและรังสรรค์ความเจริญรุ่งเรืองเอาไว้ตลอดระยะเวลาร่วม 8 ศตวรรษ สงครามครูเสดในดินแดนตะวันออก (เยรูซาเล็ม ปาเลสไตน์) พวก คริสเตียนอาจจะพ่ายแพ้ต่อชาวมุสลิมนับแต่ชัยชนะของสุลตอน ซ่อลาฮุดดีน อัลอัยยูบีย์หรือสลาดินในการปลดปล่อยแผ่นดินอันศักดิ์สิทธิ์ แต่สงครามครูเสดในดินแดนอัลอันดะลุส มุสลิมเป็นฝ่ายปราชัย อีกทั้งในปีเดียวกันนั้น (1492) คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ผู้ได้รับการอุปถัมภ์จากพระราชินีอิซาเบลล่าของสเปนก็สามารถค้นพบโลกใหม่หรือทวีปอเมริกาได้สำเร็จ ศักราชแห่งการล่าอาณานิคมและความยิ่งใหญ่ของกองเรือ อมาด้าของสเปน และการผงาดขึ้นของมหาอำนาจทางทะเลอย่างโปรตุเกสก็เริ่มต้นขึ้นพร้อมกับการล่มสลายของการผูกขาดทางการค้าและการควบคุมเส้นทางการค้าทั้งทางบกและทางทะเลของประชาคมมุสลิม นี่กระมังเป็นสาเหตุที่พวกฝรั่งตะวันตกได้ถือเอาวันที่ 1 มกราคมเป็นวันเฉลิมฉลองชัยชนะในสงครามครูเสดที่มีต่อพวกนอกศาสนาอันหมายถึงชาวมุสลิมโดยรวม ซึ่งช่างเหมาะเจาะกับช่วงเวลาก่อนหน้านั้นราว 1 สัปดาห์ ที่พวกเขาเฉลิมฉลองวันคริสต์มาสในวันที่ 25 ธันวาคมต่อเนื่องจนถึงวันที่ 1 มกราคม การเฉลิมฉลองของชาวคริสเตียนในช่วงเวลานั้นโดยเฉพาะในปี คศ.1492 จึงเป็นการเฉลิมฉลองชัยชนะที่มีต่อชาวมุสลิมอย่างมิต้องสงสัย ถึงแม้ว่าเมื่อกาลเวลาผ่านล่วงเลยไปผู้คนในสมัยหลังจะหลงลืมไปแล้วว่า เพราะอะไรพวกฝรั่งชาวคริสต์จึงถือเอาวันที่ 1 มกราคมเป็นวันสำคัญของพวกเขาก็ตาม ในช่วงคริสต์มาสอีฟ ทำไมฝรั่งจึงมีธรรมเนียมกินไก่งวง ในทุกปีทำเนียบขาวจะจัดประเพณีการกินไก่งวงเพื่อขอบคุณพระเจ้า มีการปล่อยไก่งวงผู้โชคดีให้เป็นข่าวเกรียวกราวไปทั่วโลก ชะรอยไก่งวงที่ว่านี้ก็มีสัญลักษณ์แอบแฝงอยู่ พวกฝรั่งเรียกไก่งวงว่า เทอคิ (Turkey) ซึ่งหมายถึง ไก่แขกตุรกีและตุรกีในชั้นหลังก็หมายถึง พวกมุสลิมที่ต่อสู้ขับเคี่ยวกับพวกฝรั่งชาวคริสเตียนในการทำสงครามศาสนา (ครูเสด) การฆ่าไก่งวงเพื่อรับประทานเป็นอาหารในช่วงคริสต์มาสอีฟก็คือสัญลักษณ์ในการพิฆาตพวกเติร์กหรือพวกคนนอกศาสนาที่หมายถึงมุสลิมนั่นเอง ย้อนกลับไปยังอัลอันดะลุส (Andalucia) อีกครั้ง ในยุคที่ชาวมุสลิมหรือพวกมัวร์ (Moor) ปกครองสเปนและมีการสู้รบกับพวกคริสเตียนทางตอนเหนือนั้น มีการประกาศจากพระสันตะประปาแห่งกรุงโรมให้ชาวคริสเตียนทำสงครามครูเสดกับชาวมุสลิมในสเปนมาโดยตลอด นับตั้งแต่ครั้งกษัตริย์ชารล์ มาร์แตง ของพวกแฟรงก์ (ฝรั่งเศส) ทำศึกกับกองทัพของชาวมุสลิมที่ข้ามเทือกเขาพิเรนีสไปยังตอนใต้ของฝรั่งเศสในสมรภูมิตูร บูวาติเยร์ (Tour-Poitiers)
เมื่อปี ฮ.ศ.114 ตรงกับปี คศ.732 เป็นต้นมา ดังนั้นการสู้รบของพวกคริสเตียนทางตอนเหนือของคาบสมุทรไอบีเรีย (สเปน) กับชาวมุสลิมในอัลอันดะลุส จึงเป็นการทำสงครามครูเสดอย่างไม่ต้องสัย บ่อยครั้งที่พวกคริสเตียนในสเปนได้รับการสนับสนุนจากกองเรือรบของพวกครูเสดซึ่งมีทั้งฝรั่งเศส,อังกฤษ,เยอรมันและอิตาลี (เวนิส-เจนัวร์) ในการศึกเพื่อเข้ายึดครองหัวเมืองชายทะเลในอัลอันดะลุส พวกคริสเตียนในยุโรปมิเคยละความพยายามในการร่วมมือกันทำการศึกกับชาวมุสลิมเลยนับแต่ยุคกลางจวบจนทุกวันนี้ ฉะนั้นชัยชนะของคริสเตียนในสเปนที่สามารถขับไล่ชาวมุสลิมออกจากอัลอันดะลุสได้สำเร็จ จึงเป็นชัยชนะร่วมกันของคริสเตียนทั่วยุโรป เหตุนี้จึงไม่แปลกอันใดในการที่พวกเขาจะเฉลิมฉลองกันอย่างเอิกเกริกในวันที่ 1 มกราคมของทุกปี แต่สำหรับประชาคมมุสลิมแล้ววันที่ 1 มกราคมของทุกปีหาใช่เป็นวันแห่งการเฉลิมฉลองไม่แต่เป็นวันแห่งโศกนาฏกรรมและความสูญเสียที่ไม่มีวันคืนกลับ เราอาจจะสูญเสียอัลอันดะลุสไปแล้ว แต่ที่สำคัญขออย่าให้มุสลิมได้สูญเสียจิตวิญญาณและความเป็นอัตลักษณ์ของตน เพราะนั่นย่อมหมายถึงความอัปยศและความปราชัยอย่างที่สุดซึ่งจะไปโทษใครมิได้เลยนอกจากตัวเอง
(لاحول ولاقوة إلابا لله )
อะลี อะฮฺหมัด อบูบักร มุฮำหมัด อะมีน อัลอัซฮะรีย์10 มกราคม 25511 มุฮัรรอม 1429
(หมายเหตุ) เทศกาลปามะเขือเทศในสเปนนั้น ท่านทราบหรือไม่ว่าจริง ๆ แล้วก็คือการรำลึกถึงเหตุการณ์ ”การอพยพของชาวมุสลิมออกจากบรรดาหัวเมืองที่ตกเป็นของฝ่ายคริสเตียนสเปน” เมื่อชาวมุสลิมละทิ้งบ้านเรือนของพวกตนและพากันอพยพออกจากเมือง ในระหว่างทางนั้นต้องเดินผ่านบ้านเรือนและชุมชนของชาวคริสเตียน ซึ่งพวกนั้นก็จะขว้างปาสิ่งของประดามีเข้าใส่กลุ่มชาวมุสลิมไม่เว้นแม้แต่มะเขือเทศที่พวกเขาหยิบฉวยได้จากก้นครัว นี่คือที่มาของเทศกาลปามะเขือเทศในสเปนซึ่งเราเคยพบเห็นจากข่าวต่างประเทศนั่นเอง

ที่มา http://www.sunnahstudent.com/forum/index.php?topic=3251.0

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS
Read Comments